เกริ่นนำ

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “อนุภาคที่เล็กที่สุด” มนุษย์ในยุคปัจจุบันมักจะนึกโยงไปถึงเรื่องของอะตอม, ควาร์ก (Quarks) หรือระบบสมการฟิสิกส์สมัยใหม่ แต่ในความจริงแล้ว บรรดานักเทววิทยาอิสลาม (มุตะกัลลิมูน) ได้ทำการอภิปรายและตกผลึกแนวคิดเรื่อง “อนุภาคพื้นฐาน” นี้มานานนับพันปีแล้ว โดยพวกท่านมิได้พิจารณามันในฐานะการค้นพบทางวิทยาศาสตร์กายภาพ แต่ประเมินมันในฐานะ **“เสาหลักเชิงตรรกะสากล”** ที่ใช้เป็นเครื่องมือพิสูจน์แก่นรากฐานที่สำคัญที่สุดในศาสนา นั่นคือการมีอยู่ของพระผู้สร้าง

บทความชิ้นนี้จะนำเสนอคำชี้แจงต่อแนวคิดที่เรียกว่า “เญาฮัร อัลฟัรด์” (جوهر الفرد) หรือสารัตถะเดี่ยวที่ไม่สามารถแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกในทางอภิปรัชญา เพื่อทลายความเข้าใจผิดแวดล้อมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องถ่องแท้สืบไป

เส้นแบ่งทางระเบียบวิธี: “เญาฮัร” ไม่ใช่ “อะตอม”

บ่อยครั้งที่แนวคิดโบราณข้อนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างผิวเผินจากกลุ่มร่วมสมัยว่าขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ โดยพวกเขามักตั้งข้ออ้างตื้น ๆ ว่า *“แม้แต่เด็กนักเรียนในปัจจุบันก็รู้ดีว่าอะตอมสามารถแบ่งแยกได้”* ความเข้าใจคลาดเคลื่อนลักษณะนี้เกิดจากความบกพร่องในการแปลความหมาย โดยการนำเอาคำว่า เญาฮัร (الجوهر) ไปจับคู่เท่ากับคำว่า อะตอม (Atom) ทางฟิสิกส์ ซึ่งในเนื้อแท้แล้วนับเป็นคนละเรื่องและทำงานอยู่บนขอบเขตความรู้ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังนี้:

📌 คำว่า “อะตอม” (Atom) ในทางฟิสิกส์: คือหน่วยทางกายภาพวัตถุ ซึ่งวิทยาศาสตร์กระแสหลักได้ศึกษาและพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำลายและแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกเป็นโปรตอน, นิวตรอน, อิเล็กตรอน และอนุภาคควาร์ก

📌 คำว่า “เญาฮัร” (Jawhar) ในทางกะลาม: คือหน่วยทางอภิปรัชญาและเทววิทยา หมายถึง **“ขีดจำกัดสุดท้ายของการแบ่งแยกในเชิงตรรกะ”** ซึ่งสติปัญญาอันเที่ยงตรงยอมรับชิ้นส่วนนี้ว่าต้องมีอยู่จริง ไม่เช่นนั้นกระบวนการแบ่งแยกสสารจะถลำลึกดิ่งลงสู่สภาวะลูกโซ่อันไม่สิ้นสุด (Infinite Regress — التَّسَلْسُل - อัตตะสัลสึล)

ดังนั้น การที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ค้นพบอนุภาคที่เล็กและลึกซึ้งกว่าอะตอม จึงไม่ได้มีอิทธิพลในการลบล้างแนวคิดเรื่องเญาฮัรเลยแม้แต่น้อย แต่กลับทำหน้าที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าการแบ่งแยกในโลกทางกายภาพนั้นมีจุดสิ้นสุดอยู่จริง การระบุว่าอนุภาคทางฟิสิกส์ตัวใดคือเญาฮัรที่แท้จริงเป็นภาระหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับนักเทววิทยากะลามแล้ว **การยืนยันว่าหน่วยสุดท้ายที่แบ่งแยกไม่ได้อีกนั้นต้องมีอยู่จริงในเชิงตรรกะ** คือจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุด

สาเหตุที่ปวงปราชญ์อัชอะรีย์ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงการมีอยู่ของเญาฮัร เพราะมันเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ **“หลักฐานว่าด้วยการเกิดขึ้นใหม่ของมวลสสาร” (دليل حدوث الأجسام — ดะลีล หุดูษิล อัจญ์ซาม)** ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์เชิงตรรกะที่ทรงพลังที่สุดในการยืนยันคติธรรมว่าโลกใบนี้ถูกสร้างขึ้นและจำเป็นต้องมีพระผู้สร้าง ซึ่งประเด็นนี้เคยเป็นรอยต่อความเห็นต่างกับท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ ผู้ซึ่งเอนเอียงไปทางทัศนะของนักปรัชญาที่มองว่าสสารสามารถแบ่งแยกย่อยลงไปได้เรื่อย ๆ อย่างเป็นอนันต์

การพิทักษ์รากฐานจักรวาลวิทยาอิสลาม

ปวงปราชญ์สายเทววิทยาอิสลามได้วางหลักการทางปัญญาไว้ว่า *“หากสสารถูกแบ่งให้เล็กลงไปเรื่อยๆ ในท้ายที่สุดกระบวนการจะบังคับให้ไปถึงอนุภาคสุดท้ายหน่วยหนึ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกแบ่งแยกได้อีกในเชิงตรรกะและมโนทัศน์”* แนวคิดนี้ถูกปฏิเสธโดยนักปรัชญากรีกโบราณเนื่องจากมันขัดแย้งโดยตรงกับสมมติฐานหลักของความเชื่อพวกลัทธิวัตถุนิยมที่ว่า **“มวลจักรวาลดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์โดยปราศจากจุดเริ่มต้น (กอดีม)”** และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพระผู้สร้าง

ท่ามกลางสภาวะการณ์ปัจจุบันที่แนวคิดนี้ถูกโจมตีอย่างคลาดเคลื่อนจากกลุ่มเน้นการเปรียบเทียบพระเจ้าให้มีรูปทรงมวลสารคล้ายสิ่งถูกสร้าง (ตัจซีม) พยายามสั่นคลอนหลักการ **ตันซีฮ์ (การยืนยันความบริสุทธิ์สูงส่งพ้นจากความคล้ายคลึงสิ่งใดของอัลลอฮ์)** อันเป็นหัวใจสากลของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ น่าเศร้าที่พฤติการณ์โจมตีเหล่านี้กลับถูกแอบอ้างนิติกรรมในนามของศาสนา ตรงตามสัญญาณเตือนภัยในวจนะหะดีษของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ ที่ระบุถึงสภาวะยุคสุดท้ายไว้ความว่า:

وَيَتَكَلَّمُ فِيهَا الرُّوَيْبِضَةُ “และในยุคสมัย (แห่งความกลับตาลปัตร) นั้น เหล่าคนเขลาเบาปัญญา (รุวัยบิเฎาะฮ์) จะออกมาแสดงความคิดเห็นชี้นำสังคม” — رواه أحمد وابن ماجه

รากฐานจากคัมภีร์: จักรวาลที่ “นับได้” และ “มีขีดจำกัด”

โดยเนื้อแท้แล้ว พื้นฐานฐานรากของแนวคิดเรื่ององค์ประกอบเดี่ยวที่แบ่งแยกไม่ได้ มีที่มาจากนัยยะและตรรกะของมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งบ่งชี้แจ่มชัดว่าสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง (มัคลูก) ทั้งหมดในโลกจำต้องมีจำนวนจำกัด มีขอบเขตสิ้นสุด ไม่ใช่มีสภาวะเป็นอนันต์ ไม่ว่าจะเป็นมิติของห้วงเวลา สสาร หรือคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ) ของมัน ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงประกาศไว้ความว่า:

وَمَا مِنْ غَائِبَةٍ فِي السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ إِلَّا فِي كِتَابٍ مُّبِينٍ
“และไม่มีสิ่งใดที่ซ่อนเร้นอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน เว้นแต่จะถูกประทับระบุไว้ในบันทึกอันชัดแจ้งแล้วทั้งสิ้น” — สูเราะฮ์อันนัมลุ: 75

ตามตรรกะระเบียบวิธี สัญญะของคำว่า **“บันทึก” (กิตาบ)** โดยธรรมชาติโครงสร้างของมันย่อมต้องมีขอบเขตและขนาดที่จำกัด จึงเป็นไปไม่ได้ในทางตรรกะที่จะทำหน้าที่บรรจุคลังข้อมูลที่เป็นอนันต์จริง (Actual Infinity) ได้ ดังนั้น สรรพสิ่งทั่งหลายจึงต้องมีจำนวนจำกัด สอดรับกับอีกโองการควบคุมในสูเราะฮ์สะบะอ์ที่ว่า:

لَا يَعْزُبُ عَنْهُ مِثْقَالُ ذَرَّةٍ فِي السَّمَاوَاتِ وَلَا فِي الْأَرْضِ وَلَا أَصْغَرُ مِن ذَٰلِكَ وَلَا أَكْبَرُ إِلَّا فِي كِتَابٍ مُّبِينٍ
“ไม่มีสิ่งใดแม้เพียงน้ำหนักเท่าผงธุลี (ซัรเราะฮ์) ทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดิน หรือที่เล็กยิ่งกว่านั้น หรือที่ใหญ่กว่านั้น จะรอดพ้นจากความรอบรู้ของพระองค์ไปได้ เว้นแต่ทุกสิ่งจะถูกบรรจุอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง” — สูเราะฮ์สะบะอ์: 3

โองการนี้ยืนยันเด็ดขาดว่า ความรอบรู้ของพระองค์ครอบคลุมเนื้อแท้ของทุกสรรพสิ่ง แม้กระทั่งหน่วยโครงสร้างที่ **“เล็กยิ่งกว่าผงธุลี (ซัรเราะฮ์)”** และสิ่งเหล่านั้นถูกล็อกประมวลผลไว้ในบันตึก ยืนยันว่าจักรวาลนี้มีคุณสมบัติแห่งการ **“นับจำนวนได้” (Finitude)** มิใช่อนันต์ลอยลอย ดังพระดำรัสย้ำแกนกลางความว่า:

وَأَحْصَىٰ كُلَّ شَيْءٍ عَدَدًا “... และพระองค์ทรงนับคำนวณประมวลจำนวนของทุก ๆ สรรพสิ่งเอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน” — สูเราะฮ์อัลญิน: 28

และตรัสสำทับอีกแห่งว่า: `وَكُلَّ شَيْءٍ أَحْصَيْنَاهُ كِتَابًا` **“และทุก ๆ สรรพสิ่งนั้น เราได้บันทึกประมวลจำนวนของมันเอาไว้แล้วอย่างถ่องแท้ในบันทึกฉบับหนึ่ง”** (สูเราะฮ์อันนะบะอ์: 29) ซึ่งท่านอิหม่าม อัฏเฎาะบะรีย์ ได้อธิบายเจตนารมณ์ของอายะฮ์ลักษณะนี้ไว้ว่า: *“สรรพสิ่งทั้งหมดถูกนับและบันทึกปริมาณไว้ในคลังข้อมูล กล่าวคือ จำนวนทั้งหมด ปริมาณสัดส่วน และมูลค่าคุณค่าของมัน ย่อมเป็นที่รับรู้อยู่ในความรอบรู้ของอัลลอฮ์เสมอ”* ตรรกะข้อนี้บีบคั้นทางความคิดว่า สิ่งใดก็ตามที่ถูกนับได้ ย่อมต้องมีจุดสิ้นสุดและมีขีดจำกัด เพราะภาวะอนันต์ย่อมไม่อาจถูกนับให้จบสิ้นเป็นจำนวนจริงได้ องค์ประกอบพื้นฐานสุดท้ายของจักรวาลจึงต้องมีจำนวนจำกัด ซึ่งก็คือ เญาฮัร อัลฟัรด์

สิ่งที่น่าทึ่งคือ ปราชญ์สายอัชอะรีย์และมาตูรีดียะฮ์ได้ระบุตรงกันมานานนับพันปีแล้วว่า **“เญาฮัร” ในตัวมันเองดั้งเดิมยังไม่มีมิติสัดส่วนกว้างยาวลึกทางกายภาพใด ๆ ทั้งสิ้น จนกว่ามันจะได้รับผลกระทบจากการเข้าคู่สถิตของคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ)** เช่น การรวมมวล, สีสัน หรือการเคลื่อนไหว ซึ่งข้อเสนอนี้มีความสอดคล้องอย่างน่าอัศจรรย์ใจกับทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมร่วมสมัย ยืนยันความลุ่มลึกปัญญาปราชญ์อิสลาม

มติเอกฉันท์สากล (อิจมาอ์) และกระบวนการรื้อถอนปรัชญากรีก

รากฐานจักรวาลวิทยาของสำนักอัชอะรีย์ไม่ได้พึ่งพาเพียงตรรกะสติปัญญา แต่ได้รับการยืนยันมั่นคงผ่านมติเอกฉันท์ (อิจมาอ์) ของปวงปราชญ์อะฮ์ลุซซุนนะฮ์ยุคคลาสสิก โดยท่าน **อิหม่ามอารักษ์ อบู มันศูร อัลบัฆดาดีย์** (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 429) ยอดปราชญ์ผู้เป็นดั่งภูผาแห่งความรู้ ซึ่งได้รับการยกย่องจากท่านชัยคุลอิสลาม อบู อุษมาน อัศศอบูนีย์ ว่าเป็นปรมาจารย์ชั้นแนวหน้าสากล ได้บันทึกมติฉันทามติข้อนี้ไว้ในตำรา Usul al-Din ความว่า:

وَأَجْمَعَ أَهْلُ السُّنَّةِ عَلَى أَنَّ كُلَّ جَوْهَرٍ فَلَا يَخْلُو عَنْ أَنْ يَكُونَ جُزْءًا لَا يَتَجَزَّأُ، وَأَكْفَرُوا النَّظَّامَ وَالْفَلَاسِفَةَ فِي قَوْلِهِمْ بِإِنَّ كُلَّ جُزْءٍ يَقْبَلُ الِانْقِسَامَ لَا إِلَى نِهَايَةٍ؛ لِأَنَّ ذَلِكَ يُؤَدِّي إِلَى أَنَّ اللَّهَ لَا يَعْلَمُ عَدَدَ أَجْزَاءِ الْعَالَمِ، وَهَذَا مُخَالِفٌ لِقَوْلِهِ تَعَالَى: وَأَحْصَى كُلَّ شَيْءٍ عَدَدًا
“และชาวอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ได้มีมติเอกฉันท์ (อิจมาอ์) ร่วมกันว่า เญาฮัรทุกหน่วยย่อมต้องจบลงที่สภาวะการเป็นเศษเสี้ยวเดี่ยวที่แบ่งแยกไม่ได้อีกต่อไป และพวกท่านได้ตัดสินชี้ขาดต่อพฤติการณ์ของอันนัซซอม (ผู้นำกลุ่มมุอ์ตะซิละฮ์สายแหวกเกณฑ์) และพวกนักปรัชญาโบราณว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา (กุฟร์) จากการที่พวกเขาพยายามดึงดันสั่งสอนว่า ทุก ๆ ชิ้นส่วนชิ้นย่อยของสสารสามารถถูกแบ่งแยกย่อยลงไปได้เรื่อย ๆ อย่างปราศจากจุดสิ้นสุด (อนันต์)

เหตุผลเพราะทฤษฎีหลงทิศข้อนั้น ย่อมนำไปสู่บทสรุปอันอันตรายยิ่งว่า อัลลอฮ์จะไม่ทรงตระหนักรู้ถึงจำนวนจำกัดของชิ้นส่วนประกอบแวดล้อมในจักรวาล ซึ่งสิ่งนี้ขัดแย้งโดยตรงต่อพระดำรัสอันศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮ์ที่ว่า: ‘และพระองค์ทรงนับคำนวณประมวลจำนวนของทุก ๆ สรรพสิ่งเอาไว้แล้วอย่างครบถ้วน’”

นอกจากนี้ ท่านอิหม่ามอัลบัฆดาดีย์ ยังได้ฝากคำพิสูจน์หักล้างเชิงตรรกะแบบ **การพิสูจน์ให้เห็นความไร้สาระของข้ออ้างแย้ง (Reductio ad Absurdum)** เอาไว้ในตำรา Al-Farqu bayna al-Firaq ความว่า: *“สำหรับการยืนยันการมีอยู่ของเญาฮัรที่แบ่งแยกไม่ได้... นี่คือทัศนะดั้งเดิมของมุสลิมกระแสหลักส่วนใหญ่ มาตรแม้นว่าทฤษฎีการแบ่งแยกได้ไม่สิ้นสุดของพวกนักปรัชญาเป็นความจริงแล้วไซร้ ย่อมส่งผลให้มิติมวลโครงสร้างของภูเขาขนาดยักษ์ ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตไปกว่าเมล็ดทานตะวันขนาดจิ๋วเลยแม้แต่น้อย! ทั้งนี้เพราะสิ่งที่มีปริมาณส่วนประกอบเป็นอนันต์จริงด้วยกันทั้งคู่ ย่อมไม่อาจนำมาเปรียบเทียบเชิงสัดส่วนวัตถุว่าสิ่งหนึ่งใหญ่กว่าอีกสิ่งหนึ่งได้ในทางตรรกะความจริงภายนอก”*

การหยิบยืมคำศัพท์ เญาฮัร และ อะร็อฎ จากปรัชญากรีกมาใช้งานของอุละมาอ์อัชอะรีย์ระดับโลก (เช่น ท่านอัลบากิลลานีย์, ท่านอัลญุวัยนีย์ และท่านอัรรอซีย์) จึงมิใช่การสวามิภักดิ์รับเอาอารยธรรมกรีกมาเจือปนศาสนา **หากแต่เป็นยุทธศาสตร์ทางปัญญาขั้นสูงในการใช้ภาษาและตรรกะของศัตรูเพื่อรื้อถอนโครงสร้างป้อมปราการความคิดของพวกเขาเอง** เพื่อสถาปนาสัจธรรมสูงสุดที่ว่าจักรวาลนี้มีจุดเริ่มต้น ถูกสร้างขึ้นจากความว่างเปล่า (*หุดูษุลอาลัม*) และทุกอนุภาคจำต้องยอมสยบพึ่งพาพึ่งพิงต่อการค้ำจุนบริหารจัดการจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในทุก ๆ วินาทีอย่างถาวร

สรุปเหตุผล 3 ประการในการปกป้องหลักการ ‘เญาฮัร’

แกนการพิจารณา รายละเอียดและเหตุผลเชิงโครงสร้างเทววิทยา
1. เสาหลักสามประการ
(Text, Consensus, Logic)
ตั้งอยู่บนฐานตัวบทอัลกุรอานที่ระบุว่าโลกนับจำนวนได้, รายงานมติเอกฉันท์ (อิจมาอ์) ของสะลัฟโดยท่านอบู มันศูร อัลบัฆดาดีย์ และตรรกะหักล้างภาวะอนันต์จริงในโลกวัตถุ (ภูเขากับเมล็ดทานตะวัน)
2. ขีดจำกัดของวิทยาศาสตร์
และมิติอภิปรัชญา
วิทยาศาสตร์กายภาพทำหน้าที่ทดลองสสารซึ่งพิสูจน์ภาวะอนันต์ไม่ได้ แต่เญาฮัร อัลฟัรด์ ทำหน้าที่เป็นหลักการอภิปรัชญา (Metaphysics) ในเชิงตรรกะเพื่อสกัดจุดสิ้นสุด ปิดประตูไม่ให้สสารกลายเป็นสิ่งนิรันดร์แข่งกับพระเจ้า
3. การรื้อถอนข้อกล่าวหา
เรื่องปรัชญากรีก
อิสลามสอนให้ประเมินคุณค่าความรู้ที่ “เนื้องานสารัตถะ” มิใช่ที่ “แหล่งที่มา” การใช้ตรรกะกรีกถล่มรากฐานของกรีกเอง ถือเป็นยอดแห่งวาทศิลป์วิชาการเพื่อสถาปนาความจริงสูงสุดของคัมภีร์อัลกุรอาน

ดังคำชี้แจงรวบยอดอันลึกซึ้งของ **ท่านซะอ์ดุดดีน อัตตัฟตะซานีย์** บันทึกไว้ในตำราอรรถาธิบาย *Sharh al-Aqa'id al-Nasafiyyah* ความว่า: *“การพิสูจน์การมีอยู่ของเญาฮัร อัลฟัรด์ ย่อมช่วยให้ผู้ศรัทธารอดพ้นจากเมฆหมอกและม่านความมืดมนมหาศาลของพวกนักปรัชญาโบราณ เช่น การทำลายแนวคิดความเชื่อเรื่องสสารนิรันดร์ (Eternal Matter) และแม่พิมพ์รูปทรงนิรันดร์ (Eternal Forms) ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความล่มสลายทางศรัทธา”*

แม้ว่าในทางปฏิบัติ ขีดจำกัดของเครื่องมือและคณิตศาสตร์ในยุคอดีตจะทำให้เกิดความเห็นต่างในรายละเอียดเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของมัน จนท่านปราชญ์อย่างท่านอัซซัรกะชีย์เคยเตือนว่าการพยายามไปอธิบายรูปทรงของสิ่งที่ตาองคพยพมองไม่เห็นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเสี่ยง แต่เป้าหมายสากลของปวงปราชญ์มิใช่การเปลี่ยนเรื่องนี้ให้เป็นแกนหลักอิบาดะฮ์ แต่เพื่อวางเกราะป้องกันศรัทธาจากลัทธิวัตถุนิยม อเทวนิยม และลัทธิกฎธรรมชาติสสารนิยม ดั่งวจนะคำสอนเตือนสติในหะดีษม่านแห่งแสงสว่างที่บันทึกในตำรา *Mishkat al-Anwar* ของท่านอัลเฆาะซาลีย์ ว่าสรรพสิ่งและสรีระรูปทรงทั้งหลายในจักรวาลนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียง **“ม่านแห่งรูปทรง”** ของคุณลักษณะและการสร้างสรรค์อันงดงามวิจิตรของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พระผู้สร้างผู้ทรงหนึ่งเดียวและทรงเอกอนันต์อย่างแท้จริง


แหล่งอ้างอิงหลัก
  • البغدادي، أبو منصور عبد القاهر. أصول الدين. مطبعة الدولة، إستانبول، ١٩٢٨م.
  • البغدادي، أبو منصور عبد القاهر. الفرق بين الفرق وبيان الفصل منهم. دار الآفاق الجديدة، بيروت.
  • التفتازاني، سعد الدين. شرح العقائد النسفية. دار الكتب العلمية، بيروت.
  • الغزالي، أبو حامد محمد. مشكاة الأنوار. تحقيق أبو العلا عفيفي. الدار القومية، القاهرة.
  • الزركشي، بدر الدين. البحر المحيط في أصول الفقه. دار الكتبي، ١٤١٤هـ.
  • الطبري، أبو جعفر. جامع البيان عن تأويل آي القرآن. سورة الجين والنبأ. دار هجر.
มัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์. (2569). เญาฮัร อัลฟัรด์: อนุภาคที่แบ่งแยกไม่ได้ในหลักความเชื่ออิสลาม. Islamic Fiqh Publishing. สืบค้นจาก https://islamicfiqhpublishing.com/articles/kalam/jawhar-al-fard-indivisible-particle.html