เราจะชี้ให้เห็นว่าแนวคิดของโกลด์ซีเฮอร์นั้นไม่ถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม นักวิชาการส่วนใหญ่ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ อียิปต์ และตุรกี มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนตรรกศาสตร์มากกว่าที่จะปฏิเสธ และในบางกรณี พวกเขายังถือว่าการศึกษาตรรกศาสตร์เป็น ฟัรฎูกิฟายะฮ์ (หน้าที่ส่วนรวมของชุมชนมุสลิม) อย่างไรก็ตาม ควรยอมรับว่ามีเสียงต่อต้านตรรกศาสตร์ในบางกรณี เช่น กลุ่มของกอดีซาดะฮ์ (Kadizadeli) ซึ่งแสดงท่าทีปฏิเสธวิทยาการด้านปัญญา แต่ถึงกระนั้น แนวคิดที่สนับสนุนตรรกศาสตร์และเห็นความสำคัญของมันก็ยังคงเป็นแนวทางหลักในหมู่นักวิชาการสายซุนนีย์ จนกระทั่งการเกิดขึ้นของขบวนการสะละฟียะฮ์ในศตวรรษที่ 19 และ 20

ข้อเสนอของอิกนาซ โกลด์ซีเฮอร์ และบริบททางประวัติศาสตร์

#นักวิชาการจากตะวันตกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวยิวนามว่า อิกนาซ โกลด์ซีเฮอร์ (Ignaz Goldziher) ได้ศึกษาและวิเคราะห์ท่าทีของนักวิชาการในกลุ่มอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ต่อ “วิทยาศาสตร์ของคนรุ่นก่อน” หรือศาสตร์ที่มุสลิมได้รับช่วงต่อมาจากชาวกรีก ในบทความวิจัยของเขาที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1916 โดยโกลด์ซีเฮอร์ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับประเด็นเกี่ยวกับ “วิชาตรรกศาสตร์” (อิลมุลมันติก) และได้ใช้พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของรายงานในการวิเคราะห์ประเด็นนี้

เขาได้ชี้ให้เห็นว่าการต่อต้านตรรกศาสตร์ในหมู่นักวิชาการมุสลิมทวีความเข้มข้นขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 13 และ 14 (ในคริสต์ศตวรรษ) ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่มีฟัตวาอันโด่งดังของนักนิติศาสตร์สายชาฟิอีย์อย่างท่านอิบนุศศอลาฮ์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 643 / ค.ศ. 1245) และนักวิชาการสายฮัมบาลีย์อย่างท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 728 / ค.ศ. 1328)

โกลด์ซีเฮอร์ระบุว่า ในช่วงเวลานั้น การศึกษาตรรกศาสตร์เริ่มถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาดหรือเกือบจะเป็นข้อห้ามอย่างชัดเจนในกลุ่มนักวิชาการอิสลาม แม้ว่าบทความของอิกนาซที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้จะมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แต่แนวคิดที่อยู่ในบทความนั้นยังคงส่งอิทธิพลในแวดวงวิชาการจนถึงปัจจุบัน ดังเช่นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งคือ มาญิด ฟัครีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสืออันโด่งดังของเขา A History of Islamic Philosophy (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ. 1970 และฉบับที่สองปี ค.ศ. 1983) ว่า: *“อิบนุ ตัยมียะฮ์และลูกศิษย์ของเขาได้สร้างชัยชนะครั้งใหม่ให้กับแนวทางของฮัมบาลีย์ในการต่อต้านวิชากะลามและปรัชญา”*

อิกนาซเองยังกล่าวถึงสถิติการเพิ่มขึ้นของการต่อต้านวิชาตรรกศาสตร์ในหมู่นักวิชาการมุสลิมในศตวรรษที่ 13 และ 14 ว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เกิด “การถดถอยด้านวรรณกรรมและศิลปะ” ในอารยธรรมอิสลาม แนวคิดที่ว่าภายหลังศตวรรษที่ 13 อารยธรรมอิสลามเข้าสู่ยุค “เสื่อมถอย” และ “หยุดนิ่ง” เป็นความเห็นที่ยังคงมีอิทธิพลต่อวงการวิชาการตะวันตกและอาหรับจนถึงปัจจุบัน การต่อต้านตรรกศาสตร์ ซึ่งโกลด์ซีเฮอร์มองว่าเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานั้น ดูเหมือนจะสอดคล้องกับการอธิบายทั่วไปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านความคิดในโลกอิสลาม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ในตอนท้ายของบทความ โกลด์ซีเฮอร์ระบุว่าสถิติความขัดแย้งต่อตรรกศาสตร์ได้เริ่มลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายศตวรรษต่อมา โดยตรรกศาสตร์ได้รับการยอมรับในฐานะ “วิชาที่เป็นเครื่องมือเข้าใจสู่วิชาอื่น” (อิลม์ มิน อุลูมิลอาละฮ์ — علم من علوم الآلة) ซึ่งได้ถูกจัดสอนในหลักสูตรของสถาบันศาสนา เพื่อเป็นตัวอย่าง เขากล่าวถึงนักวิชาการชาวอียิปต์ อะห์หมัด อัสซิญาอีย์ (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1783) ซึ่งได้เขียนบทกวีเกี่ยวกับตรรกศาสตร์ (ที่รู้จักในชื่อ *มะกูลอต อัสสิญาอีย์*) แต่โกลด์ซีเฮอร์ไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคตินี้อย่างชัดเจน

#คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ: เหตุใดทัศนคติต่อวิชาตรรกศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไป? จากการถูกมองว่าเป็นสิ่งต้องห้ามในศตวรรษที่ 13 และ 14 ไปสู่การกลายเป็นวิชาที่ถูกบรรจุในหลักสูตรของสถาบันศาสนาในศตวรรษที่ 18? ในบทความนี้ เราจะพิจารณาการถกเถียงระหว่างนักวิชาการในอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ด้วยกัน เกี่ยวกับจุดยืนต่อ “ตรรกศาสตร์” ในช่วงปี ค.ศ. 1500 ถึง 1800 โดยภาพรวมที่ปรากฏคือ “การต่อต้านและปฏิเสธตรรกศาสตร์นั้นเป็นความคิดเห็นของคนส่วนน้อย” ในหมู่นักวิชาการช่วงเวลาดังกล่าว อย่างน้อยที่สุดนับตั้งแต่ช่วงเวลาระหว่างท่านอัลเฆาะซาลีย์ (เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1111 / ฮ.ศ. 505) ก็มีการเปิดโอกาสให้การศึกษาตรรกศาสตร์มีความชอบธรรม จนถึงการปรากฏตัวของขบวนการสะละฟียะฮ์ในศตวรรษที่ 19 และ 20

จุดยืนและคำวินิจฉัยของปราชญ์อียิปต์ในศตวรรษที่ 16

นักวิชาการคนสุดท้ายที่โกลด์ซีเฮอร์กล่าวถึงในฐานะผู้ต่อต้านวิชาตรรกศาสตร์คือ ท่านญะลาลุดดีน อัซซะยูฏีย์ (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1505 / ฮ.ศ. 911) ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ตรรกศาสตร์ในหลายโอกาส เนื่องจากมุมมองของท่านที่ว่าตรรกศาสตร์ไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่ควรค่าแก่การจดจำ และขัดแย้งกับหลักความเชื่อในศาสนาอิสลาม หนึ่งในคำประณามตรรกศาสตร์ของท่านคือหนังสือ *“Al-Qawl al-Mushriq fi Tahrim al-Ishtighal bi-Ilm al-Mantiq”* อัซซะยูฏีย์ยังได้เขียนบทสรุปของหนังสือของอิบนุ ตัยมียะฮ์ ที่มีเนื้อหาโต้แย้งต่อวิชาตรรกศาสตร์เอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การประณามตรรกศาสตร์ของอัซซะยูฏีย์ไม่ได้สะท้อนความคิดเห็นส่วนใหญ่ในยุคนั้น เนื่องจากในช่วงชีวิตของอัซซะยูฏีย์มีนักวิชาการที่สนับสนุนตรรกศาสตร์ เช่น นักวิชาการชาวโมร็อกโก มุฮัมมัด บิน อับดุลกะรีม อัลมะฆีลีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 909 / ค.ศ. 1503) นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการชาวโมร็อกโกร่วมสมัยอีกคนหนึ่งคือ มุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัสซะนูซีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 895 / ค.ศ. 1490) ซึ่งเป็นทั้งนักเทววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านตรรกศาสตร์เบอร์ต้นๆ ของโลกอิสลามในยุคนั้น อีกทั้งยังได้ฝากผลงานหลายชิ้นเกี่ยวกับตรรกศาสตร์ไว้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการชาวอียิปต์ร่วมสมัยกับอัซซะยูฏีย์คือ หัวหน้าผู้พิพากษา **ชัยคุลอิสลาม ซะกะรียา อัลอันศอรีย์** (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 926 / ค.ศ. 1520) ผู้ซึ่งอนุญาตให้ศึกษาและใช้ตรรกศาสตร์ และในขณะเดียวกันก็ได้เขียนคำอธิบายเกี่ยวกับตำราเบื้องต้นด้านตรรกศาสตร์ชื่อ **อีซาฆูญี (إيساغوجي)** ของท่านอะษีรุดดีน อัลอับฮะรีย์ (เสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 663 / ค.ศ. 1264) นักวิชาการอย่างอัซซะนูซีย์และอัลอันศอรีย์ไม่ใช่นักวิชาการที่หยิ่งทะนง หนังสือด้านเทววิทยา (อิลมุลกะลาม) ของอัสซะนูซีย์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ชุมชนมุสลิมในทวีปแอฟริกา เช่นเดียวกับผลงานต่างๆ ของอัลอันศอรีย์ที่ได้รับการยกย่องในฐานะตำราสำคัญในนิติศาสตร์ของสายอัชชาฟิอียะฮ์ แบรนด์เนมทางวิชาการของท่านดังไกลถึงเอเชีย-แปซิฟิก มิใช่เฉพาะในคาบสมุทรอาหรับเท่านั้น

ดังนั้น การอ้างว่าทัศนะของอัซซะยูฏีย์ที่ต่อต้านตรรกศาสตร์ เป็นตัวแทนความคิดเห็นของนักวิชาการในศตวรรษที่ 15 จึงไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป นักวิชาการส่วนใหญ่แสดงความยืดหยุ่นและยอมรับตรรกศาสตร์มากขึ้น ทัศนคติทั่วไปของนักวิชาการต่อวิชาตรรกศาสตร์ในศตวรรษที่ 16 ถูกสะท้อนผ่านสองปราชญ์อียิปต์ผู้ยิ่งใหญ่ ดังนี้:

ในฟัตวาที่ออกโดยนักวิชาการชาวอียิปต์ท่านสำคัญคือ **ท่านชิฮาบุดดีน อะห์หมัด อัรรอมลีย์** (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 957 / ค.ศ. 1550) ท่านได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการศึกษาตรรกศาสตร์ไว้ชัดเจนความว่า:

إِنَّ الِاشْتِغَالَ بِهِ (أَيْ الْمَنْطِقِ) ثَلَاثَةُ مَذَاهِبَ: قَالَ ابْنُ الصَّلَاحِ وَالنَّوَوِيُّ: يُحَرَّمُ الِاشْتِغَالُ بِهِ. وَقَالَ الْغَزَالِيُّ: مَنْ لَا يَعْرِفُهُ لَا يُوثَقُ بِعِلْمِهِ، وَالْمُخْتَارُ كَمَا قَالَ بَعْضُهُمْ جَوَازُهُ لِمَنْ وَثِقَ بِصِحَّةِ ذِهْنِهِ وَمَارَسَ الْكِคْتَابَ وَالسُّنَّهَ، وَغَايَتُهُ عِصْمَةُ الْإِنْسَانِ عَنْ أَنْ يَضِلَّ فِكْرُهُ، وَنِسْبَتُهُ إِلَى الْمَعَانِي كَنِسْبَتِ النَّحْوِ إِلَى الْأَلْفَاظِ، وَهُوَ آلَةٌ لِغَيْرِهِ مِنَ الْعُلُومِ وَلَا يَحْتَاجُ إِلَى آلَةٍ أُخْرَى…
“การศึกษาเกี่ยวกับตรรกศาสตร์แบ่งออกเป็น 3 ทัศนะที่แตกต่างกัน: 1) ท่านอิบนุศศอลาฮ์และท่านอันนะวาวีย์กล่าวว่า การศึกษาตรรกศาสตร์เป็นสิ่งต้องห้าม 2) ท่านหมายถึงท่านอัลเฆาะซาลีย์ กล่าวว่า ผู้ที่ไม่รู้จักตรรกศาสตร์ ย่อมเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจในคลังความรู้ของเขา 3) ทัศนะที่ได้รับการเลือกสรรยอมรับ (ตามที่บางท่านกล่าวไว้) คือ การศึกษาตรรกศาสตร์เป็นสิ่งที่อนุญาตสำหรับผู้ที่มีระบบสติปัญญามั่นคงในความถูกต้อง และมีประสบการณ์ในการศึกษาพระคัมภีร์และซุนนะฮ์มาอย่างแน่นแฟ้นแล้ว

จุดมุ่งหมายสูงสุดของตรรกศาสตร์คือ การปกป้องมนุษย์ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในกระบวนการคิดของตน โดยตรรกศาสตร์มีความสัมพันธ์กับมิติด้านความหมาย (มะอานี) เช่นเดียวกับที่วิชาไวยากรณ์ (นะห์วู) มีความสัมพันธ์กับคำพูด และมันเป็นเครื่องมือ (อาละฮ์) สำหรับวิทยาการอื่น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมืออื่นเพิ่มเติมในการศึกษาตัวมันเอง”

นักวิชาการอีกท่านหนึ่งจากอียิปต์คือ **ท่านอิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์** (เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1566 / ฮ.ศ. 973) ได้แสดงความเห็นอย่างละเอียดในฟัตวาของท่านเกี่ยวกับตรรกศาสตร์ โดยระบุถึงทัศนะที่เขาเห็นว่าถูกต้องที่สุด โดยท่านได้เริ่มด้วยการกล่าวถึงนักวิชาการบางท่านที่ห้ามการศึกษาตรรกศาสตร์ พร้อมทั้งอ้างอิงทัศนะของอัลเฆาะซาลีย์ที่ระบุไว้ในหนังสือ *Al-Mustasfa min Ilm al-Usul* ว่า: `إِنَّهُ مُقَدِّمَةُ الْعُلُومِ كُلِّهَا، وَمَنْ لَا يَعْرِفُهُ لَا يُوثَقُ بِعِلْمِهِ` (ตรรกศาสตร์คืออารัมภบทพื้นฐานของวิทยาการทั้งหมด และผู้ที่ไม่รู้จักมัน ย่อมไม่ควรถูกไว้วางใจในความรู้ของเขา)

ท่านอิบนุ หะญัร ได้วิเคราะห์ข้อถกเถียงเกี่ยวกับตรรกศาสตร์จากตำรา *Al-Munqidh min al-Dalal* (ผู้ช่วยให้รอดพ้นจากความหลงผิด) ของท่านอัลเฆาะซาลีย์ เอาไว้ความว่า:

وَأَمَّا الْمَنْطِقِيَّاتُ فَلَا يَتَعَلَّقُ شَيْءٌ مِنْهَا بِالدِّينِ نَفْعًا أو إِثْبَاتًا، بَلْ هِيَ النَّظَرُ فِي طُرُقِ الْأَدِلَّةِ وَالْمَقَايِيسِ وَشُرُوطِ مُقَدِّمَاتِ الْبُرْهَانِ وَكَيْفِيَّةِ تَرْتِيبِهَا، وَشُرُوطِ الْحَدِّ الصَّحِيحِ وَكَيْفِيَّةِ تَرْتِيبِهِ... وَأَيُّ تَعَلُّقٍ لِهَذَا بِالدِّينِ حَتَّى يُجْحَدَ وَيُنْكَرَ؟
“ส่วนเรื่องของมิติตรรกศาสตร์ ไม่มีสิ่งใดในตัวมันที่เกี่ยวข้องผูกพันกับระบบศาสนาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของผลประโยชน์หรือการพิสูจน์ศรัทธา หากแต่เป็นเรื่องของการพิจารณาเส้นทางของวิธีการวางหลักฐาน การเปรียบเทียบตรรกะ ข้อกำหนดของอารัมภบทแห่งการพิสูจน์ และวิธีการจัดเรียงโครงสร้าง รวมถึงข้อกำหนดของการนิยามขอบเขต (อัลหัดด์) ที่ถูกต้องและวิธีการสร้างมันขึ้นมา... แล้วสิ่งเหล่านี้จะไปเกี่ยวข้องยุ่งเกี่ยวอะไรกับศาสนา จนถึงกับต้องถูกปฏิเสธหรือละเลยประณามได้เล่า?”

ท่านอิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ ได้แสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์วิจารณ์คำกล่าวของท่านอัลเฆาะซาลีย์ไว้แหลมคมความว่า:

فَتَأَمَّلْهُ تَأَمُّلًا خَالِيًا عَنِ التَّعَصُّبِ تَجِدْهُ قَدْ أَوْضَحَ الْمَحَجَّةَ وَأَقَامَ الْحُجَّةَ أَنَّهُ لَيْسَ فِيهِ شَيْءٌ مِمَّا يُنْكَرُ وَلَا مَا يَجُرُّ إِلَى مَا يُنْكَرُ، وَعَلَى أَنَّهُ يَنْفَعُ فِي الْعُلُومِ الشَّرْعِيَّةِ كَأُصُولِ الدِّينِ وَالْفِقْهِ. وَقَدْ أَطْلَقَ الْفُقَهَاءُ أَنَّ مَا يَنْفَعُ فِي الْعُلُومِ الشَّرْعِيَّةِ يَحْرُمُ الِاسْتِغْنَاءُ بِهِ، وَيَجُبُ تَعَلُّمُهُ وَتَعْلِيمُهُ عَلَى الْكِفَايَةِ.
“เมื่อพิจารณาคำกล่าวของเขาด้วยใจที่สะอาดปราศจากอคติพวกรวมกลุ่ม ท่านจะพบว่าเขาได้ชี้แจงเส้นทางที่ชัดเจนและแสดงหลักฐานอย่างหนักแน่นว่า วิชาตรรกศาสตร์ไม่มีสิ่งใดที่น่าปฏิเสธหรือชวนให้ถูกปฏิเสธ อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์มหาศาลต่อวิทยาการทางศาสนา เช่น หลักศรัทธา (อุศูลุดดีน) และกฎหมายอิสลาม (ฟิกฮ์) ซึ่งในวิชาฟิกฮ์เองได้ระบุไวอย่างกว้างขวางว่า สิ่งใดก็ตามที่อำนวยประโยชน์ต่อวิทยาการทางชะรีอะฮ์ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจละทิ้งมองข้ามได้ และภาระการเรียนรู้หรือจัดการเรียนการสอนสิ่งนั้น ย่อมยกระดับตกเป็นหน้าที่ส่วนรวม (ฟัรฎูกิฟายะฮ์) ของสังคม”

ท่านอิบนุ หะญัร ยังได้วิเคราะห์แยกแยะมิติประวัติศาสตร์เพื่อคลี่คลายปมความขัดแย้งไว้อีกความว่า: `إِنَّ الْفُقَهَاءَ الْمُتَقَدِّمِينَ مِثْلَ ابْنِ الصَّلَاحِ الَّذِي حَرَّمَ الْمَنْطِقَ كَانَ يَضَعُ فِي ذِهْنِهِ مَنْطِقَ الْفَلَاسِفَةِ` (นักวิชาการยุคก่อน เช่น ท่านอิบนุศศอลาฮ์ ผู้ที่ออกฟัตวาห้ามวิชาตรรกศาสตร์ แท้จริงในสมองและความเข้าใจของพวกท่านในเวลานั้น มุ่งหมายถึง ตรรกศาสตร์ของพวกนักปรัชญากรีกโบราณ เช่น อริสโตเติล ซึ่งมีองค์ประกอบชุดความคิดเทววิทยาอื่นที่ขัดแย้งกับหลักการศาสนา) แต่สำหรับตรรกศาสตร์ในยุคสมัยของท่านนั้น ท่านได้ชี้แจงความบริสุทธิ์ไว้ชัดเจนว่า:

وَأَمَّا الْمَنْطِقُ الْمُتَعَارَفُ الْآنَ بَيْنَ أَيْدِي أَكَابِرِ عُلَمَاءِ أَهْلِ السُّنَّةِ فَلَيْسَ فِيهِ شَيْءٌ مِمَّا يُنْكَرُ وَلَا شَيْءٌ مِنْ عَقَائِدِ الْمُتَفَلْسِفِينَ، بَلْ هُوَ عِلْمٌ نَظَرِيٌّ يَحْتَاجُ لِمَزِيدِ رِيَاضَةٍ وَتَأَمُّلٍ يُسْتَعَانُ بِهِ عَلَى التَّعَرُّفِ عَنِ الْخَطَأِ فِي الْفِكْرِ مَا أَمْكَنَ. فَرَحِمَ اللَّهُ ابْنَ الصَّلَاحِ وَلَا مَنَ دُونَ مِنْهُ
“แต่สำหรับระบบตรรกศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับและใช้งานกันในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในมือของบรรดานักวิชาการชั้นสูงของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ ไม่มีสิ่งใดเลยที่น่าปฏิเสธ และไม่มีเศษเสี้ยวของหลักความเชื่อของพวกนักปรัชญากรีกปะปนอยู่ แต่เป็นศาสตร์เชิงทฤษฎีที่ต้องการการฝึกฝนและพินิจพิเคราะห์เพิ่มเติม ซึ่งสามารถช่วยประคับประคองและแยกแยะความผิดพลาดในกระบวนการคิดของมนุษย์ได้เท่าที่จะเป็นไปได้ ขออัลลอฮ์ทรงประทานความเมตตาต่อท่านอิบนุศศอลาฮ์ และผู้ที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับท่านด้วยเถิด”

ท่านอิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ ได้นำเสนอทัศนะที่สมดุลและชัดเจน โดยชี้ให้เห็นว่าตรรกศาสตร์ที่ถูกชำระล้างและจัดหมวดหมู่ใหม่โดยนักตรรกศาสตร์มุสลิมยุคหลัง (เช่น โครงสร้างตรรกะอริสโตเติลที่ถูกปรับปรุงโดยอิบนุ ซีนา และปราชญ์อุศูล) ปราศจากสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักศาสนา และยังมีประโยชน์ต่อการสกัดความถูกต้องในการใช้เหตุผล

ตรรกศาสตร์ในทัศนะของสำนักคิดหะนะฟีย์และมาลิกีย์

ท่านอิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ ได้เปิดหน้ากากดักจับพฤติกรรมของกลุ่มที่ชอบตั้งตนเป็นศัตรูกับวิชาตรรกศาสตร์ โดยท่านได้วิเคราะห์อย่างเผ็ดร้อนความว่า: *“การกระทำประณามโจมตีวิชาตรรกศาสตร์มักเกิดขึ้นจากกลุ่มชนยุคหลังบางกลุ่ม เหตุผลเดียวคือเพราะความเขลา ความไม่รู้ในศาสตร์นี้ และด้วยความไม่รู้จึงทำให้พวกเขาตั้งตนเป็นศัตรูกับมัน ดังคติพจน์ที่ว่า ‘ผู้ใดไม่รู้สัจธรรมในสิ่งใด ย่อมตั้งตนเป็นศัตรูกับสิ่งนั้น’ ทั้งที่ความจริงแล้ว ประโยชน์ของตรรกศาสตร์ในด้านศาสนามีความเด่นชัดยิ่ง เพราะย่อมไม่มีทางเลยที่บุคคลจะลุกขึ้นมาตอบโต้ข้อคลางแคลงของพวกนักปรัชญาหรือกลุ่มนิกายที่หลงผิดได้อย่างรัดกุม นอกเสียจากการคำนึงถึงและรักษากฎเกณฑ์ของตรรกศาสตร์ และความเขลาของคนที่ไม่รู้ตรรกศาสตร์ย่อมทำให้เขาไร้ความสามารถที่จะเอ่ยปากสู้รบคำพูดกับนักปรัชญาได้แม้แต่คำเดียว แต่จะกลับกลายเป็นฝ่ายใบ้กินสยบยอมในมัจลิสของกษัตริย์ แม้ว่าเขาจะถูกนับว่าเป็นนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ในด้านอื่นก็ตาม”*

นอกจากนี้ ท่านได้นำทัศนะของ **ท่านอิหม่ามอัลเกาะรอฟีย์** ยอดปราชญ์สายมาลิกีย์มาเป็นพยานหลักฐานชี้ขาดว่า ตรรกศาสตร์คือเงื่อนไขข้อบังคับในการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้พิพากษาและมุจญ์ตะฮิด โดยท่านอัลเกาะรอฟีย์ บันทึกกฎไว้ว่า:

“การที่จะบรรลุตำแหน่งเป็นมุจญ์ตะฮิดได้นั้น จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับเงื่อนไขของการให้คำจำกัดความนิยาม (ขอบเขตคำ — อัลหัดด์) และการพิสูจน์ที่เด็ดขาดแน่นอน (อัลบุรฮาน) เพราะคำนิยามเหล่านั้นคือสิ่งที่จะเข้ามาควบคุมความถูกต้องของมโนภาพทางสติปัญญา และในการให้คำตัดสินคดีความ มุจญ์ตะฮิดจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือเหล่านี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำความเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานเดี่ยว หรือการวิเคราะห์ข้อพิสูจน์ทางศาสนา โดยเงื่อนไขเหล่านี้สามารถศึกษาได้ในตรรกศาสตร์ เช่น การหลีกเลี่ยงการนิยามด้วยคำที่คลุมเครือยุ่งยากกว่าเดิม การไม่นิยามสิ่งหนึ่งด้วยสิ่งที่เท่ากัน และหลีกเลี่ยงโวหารเปรียบเทียบที่ทำให้ความหมายบิดเบือน หากปราศจากความเข้าใจในตรรกศาสตร์แล้ว ข้อพิสูจน์ทางกฎหมายที่มุจญ์ตะฮิดนำมาใช้อาจมีข้อบกพร่องพังทลายลงโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัว”

ท่านอิบนุ หะญัร อัลฮัยตะมีย์ ได้ระบุปิดท้ายดุลยพินิจของท่านโดยอ้างอิงหลักการเทียบเปรียบเชิงกฎหมายของ **ท่านตาญุดดีน อัซซุบกีย์** (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1370 / ฮ.ศ. 771) ที่ระบุว่า: *“ตรรกศาสตร์มีสถานะเปรียบเสมือนดาบ ดาบนั้นย่อมสามารถถูกนำใช้ในทางที่ชอบธรรมเพื่อพิทักษ์รักษาศาสนาของอัลลอฮ์และเชิดชูสัจธรรมให้สูงส่งได้ หรือในทางกลับกัน ย่อมสามารถถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดฝาผิดตัวเพื่อประโยชน์ส่วนตนได้เช่นกัน (คุณค่าจึงอยู่ที่วัตถุประสงค์และการใช้งาน)”* ซึ่งคำวิเคราะห์ของท่านได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานสูงสุดเหนือทัศนะส่วนตัวของท่านอัซซะยูฏีย์ ในระบบตำรามาตรฐานของมัซฮับชาฟิอีย์ ดังที่ปรากฏหลักฐานวิจัยในงานของ โจเซฟ ชัคต์ (*Introduction to Islamic Law*)

ยิ่งไปกว่านั้น ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญร่วมสมัยอย่าง ดร.วาอิล หัลลาก (Wael Hallaq) ได้ชี้ให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ในศตวรรษที่ 13 และ 14 ซึ่งโกลด์ซีเฮอร์เข้าใจว่าเป็นยุคแอนตี้ตรรกศาสตร์ กลับเป็นยุคที่เหล่านักวิชาการสายอุศูลุลฟิกฮ์ทำการหลอมรวมนำระเบียบวิธีและรูปแบบการใช้เหตุผลเชิงตรรกะแบบอริสโตเติลมาอรรถาธิบายหลักศรัทธาและโครงสร้างกฎหมายอิสลามอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด

ในฝั่งของ **สำนักคิดหะนะฟีย์** แม้จะปรากฏคำกล่าวของท่านอิบนุ นุญัยม์ (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1563 / ฮ.ศ. 971) ที่ระบุสั้นๆ ว่าวิชาปรัชญาเป็นสิ่งต้องห้ามและตรรกศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา แต่ในศตวรรษต่อมา **ท่านอะห์หมัด อัลหะมาวีย์** (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1687 / ฮ.ศ. 1098) ปราชญ์สายหะนะฟีย์ผู้รจนาตำราอรรถาธิบาย *Al-Ashbah wa al-Naza'ir* ได้เขียนบันทึกคัดค้านและชี้แจงความจริงไว้ความว่า:

قَوْلُهُ (وَدَخَلَ فِي الْفَلْسَفَةِ الْمَنْطِقُ إِلَخْ)… لَمْ أَرَ فِي كُتُبِ أَصْحَابِنَا الْقَوْلَ بِتَحْرِيمِ الْمَنْطِقِ، فَإِنْ كَانَ الْمُصَنِّفُ رَآهُ كَانَ الْمُنَاسِبُ أَنْ يَنْقُلَهُ. ثُمَّ فِي كَلَامِ الشَّافِعِيَّةِ، خُصُوصًا الْمُتَأَخِّرِينَ مِنْهُمْ، تَصْرِيحٌ كَثِيرٌ بِذَلِكَ، وَلَا يَبْعَدُ أَنْ يَكُونَ وَجْهُهُ أَنَّهُ تَضْيِيعُ الْعُمُرِ... وَإِلَّا فَلَيْسَ فِي الْمَنْطِقِ مَا يُنَافِي الشَّرْعَ الْمُبِينَ.
“คำกล่าวของผู้ประพันธ์ที่ระบุว่า ‘และตรรกศาสตร์จัดรวมอยู่ในวิชาปรัชญา...’ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าไม่พบในตำราหลักการของเหล่านักวิชาการสายมัซฮับของเรา (หะนะฟีย์) เลย ว่ามีการกล่าวชี้ขาดห้ามศึกษาวิชาตรรกศาสตร์โดยเด็ดขาด หากผู้ประพันธ์ (อิบนุ นุญัยม์) ได้พบข้อความสั่งห้ามนั้นจริง ก็เป็นการสมควรยิ่งที่เขาจำต้องคัดลอกระบุสายรายงานอ้างอิงมาให้แจ้งชัด นอกจากนี้ในตำราสายชาฟิอีย์ยุคหลัง ปรากฏคำชี้แจงเรื่องนี้ไว้กว้างขวาง ซึ่งเหตุผลของการสั่งห้ามในบางทัศนะอาจเป็นเพราะมองว่ามันอาจทำให้เสียเวลาชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ หรือกลัวว่าผู้ศึกษาจะถล่าลึกไปสู่ปรัชญาอันตราย ซึ่งการสั่งห้ามนั้นตั้งอยู่บนเกณฑ์ของการปิดกั้นช่องทางความเสียหาย (ซัดดุซซะรออิอ์) เท่านั้น แต่... ในเนื้อแท้โครงสร้างของวิชาตรรกศาสตร์เองนั้น ไม่มีสิ่งใดเลยที่ขัดแย้งกับระบบชะรีอะฮ์อันแจ้งชัด”

และท่านอัลหะมาวีย์ ได้ระบุอรรถาธิบายเพิ่มเติมโดยอ้างอิงดุลยพินิจของปวงปราชญ์น้ำดีไว้เด็ดขาดความว่า:

وَقَالَ بَعْضُ الْفُضَلَاءِ: لَعَلَّ الْمُرَادَ، أَيْ مُرَادَ الْمُصَنِّفِ، الْمَنْطِกُ مَنْطِقُ الْفَلَاسِفَةِ، أَمَّا مَنْطِقُ الْإِمَامِ الْإِسْلَامِيِّينَ فَلَا وَجْهَ لِلْقَوْลِ بِحُرْمَتِهِ، إِذْ لَيْسَ فِيهِ مَا يُخَالِفُ الْقَوَاعِدَ الْإِسْلَامِيَّةَ. وَقَدْ أَلَّفَ فِيهِ عُلَمَاءُ الْأَعْلَامِ مِنْ عُلَمَاءِ الْإِسْلَامِ كَقُطْبِ الدِّينِ الرَّازِيِّ مِنَ الْمُتَقَدِّمِينَ وَمِنَ الْمُتَأَخِّرِينَ الْإِمَامُ ابْنُ عَرَفَةَ وَشَيْخُ الْإِسْلَامِ زَكَرِيَّا الْأَنْصَارِيُّ، وَسَمَّاهُ الْإِمَامُ الْغَزَالِيُّ مِعْيَارَ الْعُلُومِ، وَقَالَ: مَنْ لَا مَعrefِفَةَ لَهُ بِهِ لَا ثِقَةَ بِعِلْمِهِ. وَسَمَّاهُ ابْنُ سِينَا خَادِمَ الْعُلُومِ
“และปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมบางท่านได้วิเคราะห์ชี้แจงว่า: เป็นไปได้ว่าเจตนาความหมายของผู้ประพันธ์ (อิบนุ นุญัยม์) คือมุ่งหมายถึงตรรกศาสตร์ดั้งเดิมของพวกนักปรัชญากรีกโบราณ ส่วนระบบตรรกศาสตร์ของนักปราชญ์มุสลิม (มันติก อัลอิสลามิยีน) ย่อมไม่มีช่องทางและไม่มีเหตุผลทางกฎหมายใด ๆ เลยที่จะไปกล่าวอ้างว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากไม่มีสิ่งใดในวิชาดังกล่าวที่ขัดแย้งกับหลักการกฎเกณฑ์สากลของอิสลาม ยิ่งไปกว่านั้น ยอดปราชญ์ผู้เป็นเสาหลักแห่งโลกอิสลามมากมายล้วนได้รจนาตำราเกี่ยวกับวิชาตรรกศาสตร์นี้ เช่น ท่านกุฏบุดดีน อัรรอซีย์ ในกลุ่มปราชญ์รุ่นก่อน และในกลุ่มปราชญ์รุ่นหลัง เช่น ท่านอิหม่ามอิบนุ อะรอฟะฮ์ และท่านชัยคุลอิสลาม ซะกะรียา อัลอันศอรีย์ โดยที่ท่านอิหม่ามอัลเฆาะซาลีย์ ได้ขนานนามศาสตร์ตรรกศาสตร์นี้ว่าเป็น **‘มาตรฐานแห่งศาสตร์ทั้งปวง’ (มิอ์ยาร อัลอุลูม)** พร้อมฟันธงว่า ‘ผู้ใดไม่มีความรู้ในตรรกศาสตร์ ย่อมไม่อาจเชื่อถือในความรู้ของเขาได้’ ส่วนท่านอิบนุ ซีนา ได้เรียกวิชานี้ว่าเป็น **‘ผู้รับใช้ในศาสตร์ทั้งหลาย’ (คอดิม อัลอุลูม)**”

พลวัตวิชาตรรกศาสตร์ในจักรวรรดิอุษมานียะฮ์ (ออตโตมัน)

ระบบการศึกษาและคลังตำราตรรกศาสตร์ในหน้าประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 17 ได้รับการยอมรับและสืบทอดอย่างกว้างขวาง โดยปรากฏผลงานประเภทอรรถาธิบายอธิบายซ้อน (Super-commentaries) มหาศาล เช่น งานของท่านอะห์หมัด อัลฆุนัยมีย์ (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1634 / ฮ.ศ. 1044) ปราชญ์สายหะนะฟีย์, ท่านอะห์หมัด อัลกอลยูบีย์ (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1658 / ฮ.ศ. 1069) ปราชญ์สายชาฟิอีย์ และท่านอาลีย์ อัลอัจฮูรีย์ (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1656 / ฮ.ศ. 1066) ปราชญ์สายมาลิกีย์ ผู้เป็นอาจารย์สอนตำราตรรกศาสตร์ขั้นสูงอย่าง *Al-Shamsiyyah* และ *Tahdhib al-Mantiq* ให้แก่ท่านอาลีย์ อัชชับรอมัลลิซีย์ ยอดปราชญ์ชาฟิอีย์แห่งยุค

ในศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิออตโตมัน ปราชญ์และผู้พิพากษาศาลสูงสุดอย่าง **ท่านอะห์หมัด ตอชกุพรีซาเดะฮ์** (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1560 / ฮ.ศ. 968) ได้ทำการบันทึกยกย่องสถานะของตรรกศาสตร์ไว้ในสารานุกรมวิทยาการ *Miftah al-Sa'adah* ของท่านว่าเป็น **“ศาสตร์แห่งเครื่องมือที่สูงส่งที่สุดและเป็นราชาของศาสตร์แห่งเหตุผลทั้งปวง”** พร้อมทั้งได้ทำการหยิบยกบทกลอนอมตะที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อสรรเสริญวิชาตรรกศาสตร์และโต้กลับกลุ่มคนเขลาเอาไว้ความว่า:

عَابَ الْمَنْطِقَ قَوْمٌ لَا عُقُولَ لَهُمْ ... وَلَيْسَ لَهُ إِذَا عَابُوهُ مِنْ ضَرَرِ
مَا ضَرَّ شَمْسَ الضُّحَى وَالشَّمْسُ طَالِعَةٌ ... أَنْ لَا يَرَى ضَوْءَهَا مَنْ لَيْสَ ذَا بَصَرِ
”ผู้ไร้ปัญญาเท่านั้นที่ตำหนิวิชาตรรกศาสตร์ / คำกล่าวติของพวกเขามิอาจบั่นทอนคุณค่าของมันได้เลย
ดุจแสงตะวันยามสายที่ทอประกายแจ่มชัดเหนือฟากฟ้า / ความมืดบอดของผู้ไร้ดวงตาย่อมมิอาจลดทอนรัศมีอันเจิดจ้าของมันลงได้”

แม้ว่าจะปรากฏความเห็นเชิงอนุรักษ์นิยมคัดค้านจาก **ท่านมุรตะฎอ อัซซะบีดีย์** (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1791) ซูฟีย์สายตอรีเกาะฮ์นัคชาบันดีย์ ผ่านงานเขียนอรรถาธิบายหนังสือ *Ihya Ulum al-Din* ของท่าน โดยท่านมองว่าศาสตร์ตรรกศาสตร์เป็นสิ่งน่ารังเกียจ (มักรูฮ์) และการที่ปราชญ์สายมัฆริบนำวิชานี้มาเผยแพร่ในอียิปต์ทำให้เยาวชนละเลยการท่องจำวิชาหะดีษและคำสอนร่องรอยดั้งเดิมของชนรุ่นสะลัฟ แต่ความเห็นของท่านถูกจัดเป็นทัศนะส่วนน้อยแวดล้อม และไม่ได้ผูกติดกับข้อจำกัดของมัซฮับฟิกฮ์ เพราะปราชญ์ซูฟีย์สายตอรีเกาะฮ์เดียวกันและเป็นปราชญ์หะนะฟีย์อย่าง **ท่านอับดุลฆอนีย์ อันนาบูลุสีย์** (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1731) แห่งดามัสกัส กลับเป็นผู้รจนาบทกลอนสนับสนุนคุณค่าของตรรกศาสตร์ไว้อย่างสวยงามความว่า:

وَبَعْدُ فَالْمَنْطِقُ مِمَّا يَنْبَغِي ... لِمَنْ غَذَا تَحْقِيقَ عِلْمٍ يَبْتَغِي “ตรรกศาสตร์คือสิ่งที่สมควรและควรค่าแก่การศึกษาเรียนรู้ สำหรับบุคคลผู้มุ่งมั่นแสวงหาความสัจจริงในศาสตร์แห่งปัญญา”

ศตวรรษที่ 19-20: การกำเนิดใหม่ของกระแสต่อต้านตรรกศาสตร์

เมื่อเราลากเส้นไทม์ไลน์ผ่านเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 และ 20 เราจึงจะเริ่มพบร่องรอยของการกลับมามีอิทธิพลอย่างรุนแรงของกระแสต่อต้านตรรกศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านขบวนการเคลื่อนไหวของ **กลุ่มสะละฟียะฮ์ร่วมสมัยและกลุ่มอัลวะฮาบียะฮ์** ในคาบสมุทรอาหรับ นำโดยการฟื้นฟูระบบแนวคิดดั้งเดิมของท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ โดยนักคิดคนสำคัญอย่าง **ท่านมุฮัมมัด ศิดดีก อัลกอนูญีย์** (เสียชีวิตปี ค.ศ. 1889 / ฮ.ศ. 1308) ที่ได้บันทึกฟัตวาชูธงต่อต้านตรรกศาสตร์แบบอริสโตเติลเอาไว้ความว่า:

أَقُولُ: ارْجِعْ إِلَى كِتَابِ رَدِّ الْمَنْطِقِيِّينَ لِابْنِ تَيْمِيَّةَ رَحِمَهُ اللَّهُ... وَصَاحِبُ الْقَلْبِ الصَّحِيحِ وَالْفِكْرِ السَّلِيمِ لَا يَحْتَاجُ إِلَى عِلْمِ الْمَنْطِกِ، بَلْ يَصْدُرُ عَنْهُ الْعِلْمُ الْمُطَابِقُ لَهُ مِنْ غَيْرِ دُرْبَةٍ بِهَذَا الْفَنِّ
“ข้าพเจ้าขอกล่าวชี้ขาดว่า: จงย้อนกลับไปพิจารณาในหนังสือ รัดดุล มันติกียีน ของท่านอิบนุ ตัยมียะฮ์ (เราะหิมะฮุลลอฮ์) เถิด... พึงรู้เถิดว่าบุคคลผู้ครอบครองหัวใจที่บริสุทธิ์และมีระบบกระบวนการคิดที่เที่ยงตรงสลวย ย่อมไม่มีความจำเป็นใด ๆ เลยที่จะต้องไปพึ่งพาวิชาตรรกศาสตร์ เพราะความรู้ที่หลั่งไหลออกมาจากสติปัญญาของเขาย่อมสอดคล้องตรงตามความสัจจริงโดยธรรมชาติอยู่แล้วโดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนในศาสตร์แขนงนี้เลย”

และท่านอัลกอนูญีย์ ได้ระบุยกย่องหนังสือโต้กลับวิชากะลามและตรรกศาสตร์ของท่านอิหม่าม มุฮัมมัด บิน อัลวะซีร์ อย่างตำรา *Tarjih Asalib al-Qur'an* ไว้เพื่อสำทับว่า วิธีการใช้เหตุผลเชิงตรรกะตามธรรมชาติที่ระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานย่อมมีความประเสริฐและเพียงพอแล้วสำหรับผู้ศรัทธา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎเกณฑ์โครงสร้างของพวกกรีกโบราณ ซึ่งแนวคิดปฏิเสธศาสตร์มันติกและศาสตร์กะลามข้อนี้ได้กลายสภาพมาเป็นบรรทัดฐานหลักของกลุ่มสะละฟียะฮ์ร่วมสมัยในศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา

บทสรุป

จากพยานหลักฐานและเอกสารคลาสสิกทั้งหมด ยืนยันเป็นสัจธรรมทางประวัติศาสตร์ว่า **ข้อเสนอของอิกนาซ โกลด์ซีเฮอร์ ที่ระบุว่าวิชาตรรกศาสตร์ถูกสั่งห้ามเด็ดขาดและล่มสลายลงโดยฉันทามติของปราชญ์ซุนนีย์หลังศตวรรษที่ 13 นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างสิ้นเชิง** ในทางตรงกันข้าม ตรรกศาสตร์บริสุทธิ์ได้รับการชำระล้างและยอมรับให้เป็นวิชาเครื่องมือพื้นฐาน (ฟัรฎูกิฟายะฮ์) ในสถาบันการศึกษากระแสหลักของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ตลอดศตวรรษที่ 16-18 ทั่วแอฟริกาเหนือ อียิปต์ และออตโตมัน กระแสการต่อต้านและประณามตรรกศาสตร์อย่างตึงตัวรุนแรงในสังคมมุสลิมเพิ่งจะมาปะทุและทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างเป็นระบบในช่วงยุคฟื้นฟูความคิดของขบวนการสะละฟียะฮ์ร่วมสมัยในศตวรรษที่ 19-20 นี้เอง หาชาติตกเป็นภาระความเสื่อมถอยตามคติหยุดนิ่งโบราณไม่


แหล่งอ้างอิงหลัก
  • الرملي، شمس الدين. فتاوى الشهاب الرملي (فتاوى الرملي الكبرى). كتاب العلم. دار الكتب العلمية، بيروت.
  • الهيتمي، ابن حجر. الفتاوى الفقهية الكبرى. كتاب العلم، باب التدريس والعلماء. دار الفكر، بيروت.
  • الحماوي، أحمد بن محمد. غمز عيون البصائر على محاسن الأشباه والنظائر لابن نجيم. دار الكتب العلمية، بيروت، ١٤١٩هـ.
  • الزبيدي، مرتضى. إتحاف السادة المتقين بشرح إحياء علوم الدين للإمام الغزالي. دار الكتب العلمية، بيروت.
  • اليوسي، الحسن بن مسعود. القانون في أحكام العلم وأحكام العالم وأحكام المتعلم. تحقيق حميد حَمَاني. مطبعة فضالة، المغرب.
  • الأنصاري، فريد. المصطلح الأصولي عند الشاطبي. معهد العالمي للفكر الإسلامิ، فرجينيا.
  • Goldziher, Ignaz. (1916). The Attitude of Orthodox Islam Toward the "Sciences of the Ancients". บูรพาคดีศึกษาเยอรมัน. Frankfurt.
  • Hallaq, Wael B. (1993). Ibn Taymiyya against the Logicians. Oxford University Press. UK.
กองบรรณาธิการ. (2569). นักวิชาการอะฮ์ลุซซุนนะฮ์กับจุดยืนต่อวิชาตรรกศาสตร์ ในระหว่างศตวรรษที่ 10-13 ฮิจเราะฮ์. Islamic Fiqh Publishing. สืบค้นจาก https://islamicfiqhpublishing.com/articles/kalam/sunni-scholars-and-logic.html