กรอบความคิดนี้นำเสนอข้อถกเถียงอันซับซ้อนเกี่ยวกับธรรมชาติของพระเจ้า การสร้างโลก และหลักเหตุภาพ (Causality) บทความนี้เราจะนำเสนอการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ถึงพัฒนาการของแนวคิดปรมาณูนิยมในสองสำนักเทววิทยาหลักนี้ โดยตรวจสอบคุณูปการที่โดดเด่นของแต่ละสำนัก รวมถึงประเด็นถกเถียงที่เกิดขึ้นทั้งภายในสำนักและกับแนวคิดปรัชญาสายอื่น ๆ

ปรมาณูนิยมในเทววิทยาอิสลาม (อิลมุลกะลาม) คือการสังเคราะห์และปรับเปลี่ยนทฤษฎีปรมาณูนิยมของกรีกและอินเดียในยุคก่อนหน้า ให้กลายเป็นกรอบความคิดที่สนับสนุนเทววิทยาแบบเอกเทวนิยมแทนที่จะท้าทาย แนวคิดนี้แตกต่างจากปรมาณูนิยมของกรีกที่มักจะสนับสนุนปรัชญาสสารนิยม (Materialistic Philosophies) แต่ปรมาณูนิยมในโลกอิสลามได้กลายมาเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการปกป้องหลักความเชื่อทางเทววิทยาที่เกี่ยวกับพระอำนาจสากลของพระเจ้า (God’s Omnipotence) การสร้างจากความว่างเปล่า (Creation ex nihilo) และการแทรกแซงของพระเจ้าในจักรวาล ดังที่ท่านศาสตราจารย์ ดร.ออสมัน บาการ์ (Osman Bakar) ได้กล่าววิเคราะห์ไว้ความว่า:

“ปรมาณูนิยมของสำนักอัชอะรียะฮ์คือผลพวงของการประยุกต์ใช้มุมมองทางเทววิทยาที่หยั่งรากลึกในคำสอนของอิสลามเพื่อทำความเข้าใจในขอบเขตของธรรมชาติโดยตรง”

การปรับเปลี่ยนทิศทางของแนวคิดปรมาณูนิยมครั้งสำคัญนี้แสดงให้เห็นว่า นักเทววิทยา (มุตะกัลลิมูน) สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับแนวคิดเชิงปรัชญาได้โดยยังคงยึดมั่นในหลักการทางศาสนาของตนอย่างเหนียวแน่น คำว่า “อะตอม” (Atom) นั้นมีรากศัพท์มาจากคำในภาษากรีกว่า “Atomos” ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ไม่สามารถตัดหรือแบ่งแยกได้อีก อย่างไรก็ตาม ในบริบททางเทววิทยาอิสลาม “ปรมาณู” ซึ่งเรียกกันว่า “เญาฮัร” (جوهر) ถูกทำความเข้าใจภายใต้กรอบความคิดอันซับซ้อนที่จับคู่กับ “อะร็อฎ” (عرض — คุณลักษณะประกอบ) เพื่ออธิบายโครงสร้างและการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องของโลกทางกายภาพ กรอบแนวคิดนี้ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของทั้งสำนักมาตูรีดียะฮ์และอัชอะรียะฮ์ แม้ว่าจะมีความแตกต่างที่สำคัญในรายละเอียดของแนวคิดและการนำไปใช้ก็ตาม

บทความนี้เราจะมาตรวจสอบพัฒนาการของแนวคิดปรมาณูนิยมในสองสำนักนี้ตามลำดับเวลา โดยสืบค้นย้อนไปถึงจุดต้นกำเนิดในวงถกเถียงทางเทววิทยายุคแรกของอิสลาม การวางระบบโดยบุคคลสำคัญอย่างท่านอบู มันศูร อัลมาตูรีดีย์ และท่านอบุลหะสัน อัลอัชอะรีย์ ตลอดจนการพัฒนาเข้าสู่ระดับที่สมบูรณ์ในสมัยของท่านอิหม่ามอัลเฆาะซาลีย์ และการปกป้องแนวคิดอย่างซับซ้อนโดยนักเทววิทยารุ่นหลัง ดังเช่น ท่านฟัครุดดีน อัรรอซีย์ ตลอดการวิเคราะห์นี้ จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอิทธิพลของแนวคิดปรมาณูนิยมที่มีต่อหลักความเชื่อทางเทววิทยาที่สำคัญ เช่น การสร้างโลก คุณลักษณะของพระเจ้า หลักเหตุภาพ และการกระทำของมนุษย์ รวมถึงการนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ในการโต้แย้งกับเหล่านักปรัชญา (ฟะลาสิฟะฮ์) ที่สนับสนุนทฤษฎีสสารและรูป (Hylomorphism) ของอริสโตเติลซึ่งเป็นคู่แข่งทางความคิด

จุดกำเนิดของปรมาณูนิยมอิสลามในวงการเทววิทยา

1. บริบททางเทววิทยายุคแรก

การเกิดขึ้นของปรมาณูนิยมในเทววิทยาอิสลามต้องทำความเข้าใจภายใต้บริบทที่กว้างขึ้นของการถกเถียงทางเทววิทยาในยุคแรกที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของพระเจ้า การสร้างโลก และหลักเหตุภาพ แม้ว่านักคิดคริสเตียนส่วนใหญ่จะปฏิเสธปรมาณูนิยมของกรีก แต่แนวคิดนี้กลับได้รับการตอบรับอย่างดีในโลกความคิดของอิสลาม เพราะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อสนับสนุนจุดยืนทางเทววิทยาที่สำคัญได้ การอภิปรายอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับปรมาณูและคุณลักษณะประกอบในโลกความคิดของอิสลามสามารถสืบย้อนไปถึงสำนักมุอ์ตะซิละฮ์ที่อยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 9 ดังที่ปรากฏในงานวิชาการร่วมสมัยว่า *“สำนักมุอ์ตะซิละฮ์คือผู้ริเริ่มการอภิปรายในเรื่องปรมาณูนิยม”* ปรมาณูนิยมของมุอ์ตะซิละฮ์ในยุคแรกนี้มีลักษณะเด่นคือการมุ่งเน้นไปในทางเทววิทยา โดยเน้นย้ำว่าทั้งปรมาณู (เญาฮัร) และคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ) ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น (มัคลูก) ซึ่งเป็นข้อแตกต่างพื้นฐานจากปรมาณูนิยมในปรัชญากรีกที่มักตั้งสมมติฐานว่าสสารเป็นสิ่งนิรันดร์ (กอดีม)

2. รากฐานจากสำนักมุอ์ตะซิละฮ์

แนวคิดปรมาณูนิยมของสำนักมุอ์ตะซิละฮ์ผูกพันอยู่กับจุดยืนทางเทววิทยาของปรัชญากรีกอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการเน้นย้ำเรื่องความยุติธรรมของพระเจ้าและเสรีภาพของมนุษย์ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า:

جُزْءٌ لَا يَتَجَزَّأُ “ปรมาณูนิยมในแนวคิดของมุอ์ตะซิละฮ์ซึ่งเป็นสำนักเทววิทยายุคแรกของอิสลาม คือแนวคิดทางจักรวาลวิทยาที่เน้นย้ำว่า เอกภพประกอบด้วยส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ (ญุซอุน ลา ยะตะญัซซะอ์) หรือส่วนย่อยที่ไม่ต่อเนื่องซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้น แนวคิดนี้ยังเป็นรากฐานสำคัญในการปฏิเสธแนวคิดนิยัตินิยม (Determinism) ของมุอ์ตะซิละฮ์อีกด้วย”

ด้วยการสร้างมโนทัศน์ว่าเอกภพประกอบด้วยปรมาณูและคุณลักษณะประกอบที่แยกจากกันซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลา สำนักมุอ์ตะซิละฮ์พยายามที่จะรักษาไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าและความรับผิดชอบของมนุษย์ไปพร้อมกัน นักคิดคนสำคัญของมุอ์ตะซิละฮ์ที่พัฒนาแนวคิดปรมาณูนิยมนี้ได้แก่ อบุลฮุซัยล์ อัลอัลลัฟ และอัลญุบบาอีย์ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ใช่นักคิดมุอ์ตะซิละฮ์ทุกคนที่ยอมรับแนวคิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิบรอฮีม อันนัซซอม ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ ความกังขาของอันนัซซอมได้รับอิทธิพลมาจากการปฏิเสธปรมาณูนิยมของอริสโตเติล ซึ่งนำเขาไปสู่การคิดค้นแนวคิดทางเลือกที่เรียกว่า ‘การกระโดดข้าม’ (ฏอฟเราะฮ์ — طفرة) เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางกายภาพบางอย่าง แม้จะมีการถกเถียงภายในสำนัก แต่คุณูปการของมุอ์ตะซิละฮ์ต่อปรมาณูนิยมในโลกอิสลามถือเป็นรากฐานสำคัญที่ได้สร้างเครื่องมือทางความคิดซึ่งต่อมาทั้งสำนักมาตูรีดียะฮ์และอัชอะรียะฮ์ได้รับมาปรับใช้และพัฒนาต่อไป

การรับและปรับเปลี่ยนแนวคิดปรมาณูนิยมของอัลมาตูรีดีย์

ท่านอบู มันศูร อัลมาตูรีดีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 333 / ค.ศ. 944) ผู้ก่อตั้งสำนักมาตูรีดียะฮ์ เกิดที่หมู่บ้านมาตูริด ใกล้เมืองซะมัรกอนด์ ในภูมิภาคทรานส์ออกเซียนา ในฐานะหนึ่งในผู้บุกเบิกสำนักเทววิทยาอิสลามสายเหตุผลนิยม ท่านอัลมาตูรีดีย์ได้เติบโตขึ้นในสภาพแวดล้อมทางปัญญาที่มีการถกเถียงทางเทววิทยาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสำนักมุอ์ตะซิละฮ์ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสูงในภูมิภาคนั้น การก่อร่างทางความคิดของท่านอัลมาตูรีดีย์เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาอิสลาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเด็นทางเทววิทยาเกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้า เสรีภาพของมนุษย์ และธรรมชาติของความเป็นจริง กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง แม้ว่าท่านอัลมาตูรีดีย์จะยึดมั่นในจุดยืนทางเทววิทยาของซุนนีสายดั้งเดิม แต่ท่านก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับระเบียบวิธีแบบเหตุผลนิยมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งรวมถึงกรอบความคิดแบบปรมาณูนิยมที่กำลังพัฒนาขึ้นในวงการเทววิทยาอิสลามขณะนั้น

จากงานวิจัยของ ดร.เมห์เหม็ด บุลเกน (Mehmet Bulgen) ระบุว่า: *“ท่านอัลมาตูรีดีย์ได้รับเอาแนวคิดปรมาณูนิยมมาใช้และสนับสนุนทัศนะของนักเทววิทยา (กะลาม) ที่เป็นกระแสหลักในยุคนั้นว่า เอกภพประกอบขึ้นจากสสาร (เญาฮัร) ที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้และคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ)”* การยอมรับแนวคิดปรมาณูนิยมนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นหัวใจสำคัญในโครงการทางเทววิทยาของท่าน โดยเป็นกรอบแนวคิดสำหรับทำความเข้าใจเรื่องการสร้างโลก การกระทำของพระเจ้า และโครงสร้างของโลกทางกายภาพ ท่านอัลมาตูรีดีทำความเข้าใจแนวคิดหลัก เช่น อัลญิสม์ (มวลสาร), สสาร (เญาฮัร) และคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ) ภายใต้กรอบของปรมาณูนิยมอิสลามแบบดั้งเดิม แม้ว่าจะมีลักษณะเฉพาะบางประการที่จะกลายเป็นเอกลักษณ์ของแนวทางของสำนักมาตูรีดียะฮ์ในเวลาต่อมา

แม้ว่าแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดปรมาณูนิยมที่ท่านอัลมาตูรีดีย์ได้วางไว้อย่างเฉพาะเจาะจงจะมีอยู่อย่างจำกัดเมื่อเทียบกับข้อมูลของสำนักอัชอะรียะฮ์ แต่การที่ท่านยอมรับกรอบความคิดพื้นฐานของปรมาณูนิยมก็ได้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อแนวคิดทางเทววิทยาของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะและการกระทำของพระเจ้า ท่านอัลมาตูรีดีใช้กรอบแนวคิดปรมาณูนิยมเพื่อสนับสนุนหลักความเชื่อทางเทววิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างจากความว่างเปล่า (Creation ex nihilo) อำนาจอธิปไตยของพระเจ้า และความสัมพันธ์อันต่อเนื่องระหว่างพระเจ้ากับโลกที่ถูกสร้างขึ้น ด้วยการวางมโนทัศน์ว่า เอกภพประกอบขึ้นจากปรมาณูที่ต้องการการค้ำจุนจากพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง ท่านอัลมาตูรีดีได้ตอกย้ำจุดยืนทางเทววิทยาที่ว่า โลกต้องพึ่งพาพระเจ้าโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องทราบคือแนวทางปรมาณูนิยมของท่านอัลมาตูรีดีย์นั้นถูกผนวกรวมเข้ากับระบบเทววิทยาที่มีความแตกต่างบางประการจากสำนักอัชอะรียะฮ์ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องเจตจำนงของมนุษย์ และคุณลักษณะของพระเจ้า ดังที่ปรากฏในงานเขียนทางวิชาการว่า จุดยืนของสำนักมาตูรีดียะฮ์ *“มีความแตกต่างในรายละเอียดบางประการ”* เกี่ยวกับคุณลักษณะของพระเจ้าเมื่อเทียบกับจุดยืนของสำนักอัชอะรียะฮ์

ปรมาณูนิยมของสำนักอัชอะรียะฮ์ยุคแรกและลักษณะเด่น

ท่านอบุลหะสัน อัลอัชอะรีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 324 / ค.ศ. 935-6) ผู้ก่อตั้งสำนักอัชอะรียะฮ์ ได้วางรากฐานสำคัญให้กับแนวคิดที่จะกลายเป็นปรมาณูนิยมอิสลามที่ซับซ้อนและทรงอิทธิพลที่สุดแขนงหนึ่ง หลังจากที่ท่านแยกตัวจากคณาจารย์ของท่านในสำนักมุอ์ตะซิละฮ์ ท่านอัลอัชอะรีย์ได้พัฒนาระบบเทววิทยาที่ยังคงรักษาระเบียบวิธีแบบเหตุผลนิยมไว้ แต่ปรับเปลี่ยนทิศทางของมันให้สอดคล้องกับจุดยืนทางหลักความเชื่อของฝ่ายดั้งเดิมมากขึ้น องค์ประกอบสำคัญในทัศนะทางจักรวาลวิทยาของท่านอัลอัชอะรีย์คือข้อเสนอที่ว่า **“ไม่มีเหตุภาพชั้นรอง (Secondary Causation) ใดๆ ในสรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น โลกดำรงอยู่และถูกควบคุมผ่านการแทรกแซงโดยตรงจากเหตุภาพปฐมภูมิ (Primary Causation) ของพระเจ้า”** การปฏิเสธเหตุภาพชั้นรองนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของปรมาณูนิยมแบบอัชอะรียะฮ์ ซึ่งทำให้แนวคิดนี้แตกต่างจากกรอบความคิดเชิงปรัชญาอื่น ๆ และเป็นรากฐานให้กับพัฒนาการของแนวคิดสัพพะเหตุวาท (Occasionalism) ในเวลาต่อมา

ท่านอัลอัชอะรีย์ยังได้นำเสนอแนวคิดที่สำคัญยิ่งคือ กัสบ์ (การขวนขวาย — الكسب) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนที่เชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับปรมาณูนิยมของอัชอะรียะฮ์ แนวคิดนี้พยายามประนีประนอมระหว่างหลักนิยัตินิยมของพระเจ้า (Divine Determination) กับความรับผิดชอบทางศีลธรรมของมนุษย์ โดยเสนอว่า แม้พระเจ้าจะเป็นผู้สร้างการกระทำของมนุษย์ แต่มนุษย์เป็นผู้ “ขวนขวาย” ที่จะรับเอาความรับผิดชอบทางศีลธรรมจากการกระทำเหล่านั้น ดังที่ปรากฏในงานเขียนทางวิชาการว่า ทฤษฎีนี้เป็นที่รู้จักในนามทฤษฎี ‘การขวนขวาย’ หรืออัลกัสบ์ ซึ่งมีรากฐานโดยตรงจากความเชื่อของอัชอะรียะฮ์ที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ) ขึ้นมาใหม่ในทุก ๆ ปรมาณู (เญาฮัร) ณ ทุก ๆ วินาที

ต่อมา ท่านอบู บักร์ อัลบากิลลานีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 403 / ค.ศ. 1013) หนึ่งในนักเทววิทยาอัชอะรียะฮ์ยุคแรกที่ทรงอิทธิพลที่สุด มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับปรมาณูนิยมจากกรอบแนวคิดทางปรัชญาที่มีประโยชน์ ให้กลายเป็นหลักคำสอนที่จำเป็นทางเทววิทยา โดยท่านได้รับเอาแนวคิดเรื่องสสาร (เญาฮัร) และคุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ) ของอริสโตเติล และปรมาณูนิยมของสำนักมุอ์ตะซิละฮ์มาปรับใช้เพื่อตอบสนองเป้าหมายทางเทววิทยาของสำนักอัชอะรียะฮ์ สถานะทางความเชื่อของปรมาณูนิยมได้รับการยกระดับโดยอัลบากิลลานีย์และเพื่อนนักเทววิทยาจากพฤติการณ์การเป็นเพียงสมมติฐานเพื่อสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาบางประการ ไปสู่การเป็นส่วนสำคัญของหลักศรัทธา (อะกีดะฮ์) ปรมาณูนิยมของสำนักอัชอะรียะฮ์ในยุคแรกจึงมีลักษณะเด่นที่สำคัญหลายประการ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหัวใจหลักในระบบเทววิทยาของสำนักนี้ คือ:

  • คุณลักษณะประกอบไม่คงอยู่สองชั่วขณะ: สำนักอัชอะรียะฮ์ได้พัฒนาข้อเสนอที่สร้างสรรค์อย่างยิ่งว่า “คุณลักษณะประกอบ (อะร็อฎ) ใด ๆ ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในสองขณะเวลาที่ต่อเนื่องกัน” นี่หมายความว่าคุณลักษณะประกอบต่างๆ — เช่น การเคลื่อนไหว สี หรือชีวิต — จะต้องถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องโดยพระเจ้าในทุก ๆ ขณะ เพื่อให้โลกสามารถดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกันได้
  • การพึ่งพาพระอำนาจโดยตรงของสิ่งถูกสร้าง: ปรมาณูนิยมแบบอัชอะรียะฮ์เน้นย้ำถึงการพึ่งพาอาศัยอย่างสิ้นเชิงของสรรพสิ่งที่ถูกสร้างต่อการแทรกแซงโดยตรงจากพระเจ้า มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถสร้างคุณลักษณะประกอบแต่ละอย่างขึ้นบนทุก ๆ สรรพสิ่ง ในทุก ๆ ขณะเวลาได้ เอกภพทั้งหมดและทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในนั้น จะต้องถูกควบคุมโดยตรงจากพระเจ้าในทุก ๆ ขณะที่เฉพาะเจาะจง
  • การพิสูจน์เอกภาพผ่านตรรกะกะลาม: นักเทววิทยาอัชอะรียะฮ์ยุคแรกได้ใช้ปรมาณูนิยมในการพัฒนาข้อพิสูจน์ที่ซับซ้อนเพื่อยืนยันการมีอยู่และเอกภาพของพระเจ้า ซึ่งรวมถึง “หลักฐานจากคุณลักษณะประกอบและความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง” และ “อัตตะมานุอ์” (หลักฐานจากการกีดกันร่วมกัน) ข้อพิสูจน์เหล่านี้ได้กลายเป็นองค์ประกอบมาตรฐานในวาทกรรมทางเทววิทยาของสำนักอัชอะรียะฮ์ในศตวรรษต่อ ๆ มา

ความสมบูรณ์ของเทววิทยาปรมาณูนิยม: คุณูปการของท่านอัลเฆาะซาลีย์

ท่านอบู ฮามิด มุฮัมมัด อิบนิ มุฮัมมัด อัลเฆาะซาลีย์ (ค.ศ. 1058-1111) อาจถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดปรมาณูนิยมแบบอัชอะรียะฮ์ที่ทรงอิทธิพลและมีแนวคิดที่ซับซ้อนที่สุด ในฐานะนักเทววิทยาประจำกรุงแบกแดด ท่านอัลเฆาะซาลีย์ได้รับมรดกทางความคิดเป็นกรอบปรมาณูนิยมที่พัฒนามาอย่างดีแล้วจากนักคิดอัชอะรียะฮ์รุ่นก่อน และได้นำมาปรับใช้อย่างแยบยลในเชิงปรัชญาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะในการโต้แย้งกับเหล่าฟะลาสิฟะฮ์ (นักปรัชญา) บริบททางภูมิปัญญาของท่านอัลเฆาะซาลีย์มีลักษณะเด่นคือ อิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของปรัชญาอริสโตเติลและนีโอเพลโตนิกในหมู่นักคิดมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านผลงานของนักปรัชญาอย่าง อัลฟารอบีย์ และอิบนุ ซีนา นักคิดเหล่านี้ได้ส่งเสริมกรอบแนวคิดทางจักรวาลวิทยาที่เป็นคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง **ทฤษฎีสสารและรูป (Hylomorphism)** ซึ่งท้าทายต่อแนวคิดปรมาณูนิยมทางเทววิทยาอย่างมีนัยสำคัญ

คุณูปการที่สำคัญที่สุดของท่านอัลเฆาะซาลีย์ต่อปรมาณูนิยมในโลกอิสลามคือการปกป้องแนวคิด สัพพะเหตุวาท (Occasionalism) อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ปฏิเสธว่า สรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมีพลังในการก่อให้เกิดผลได้ด้วยตัวเอง และถือว่าอำนาจในการก่อให้เกิดเหตุทั้งหมดนั้นมาจากพระเจ้าโดยตรง ในผลงานชิ้นเอกของท่านเรื่อง *“Tahafut al-Falasifah”* (ความไร้แก่นสารของเหล่าปรัชญาเมธี) ท่านอัลเฆาะซาลีได้เปิดฉากการวิพากษ์เชิงปรัชญาต่อเหล่านักปรัชญาอิสลามยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญานีโอเพลโตนิก หัวใจของการวิพากษ์นี้คือการโจมตีแนวคิดความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่จำเป็น (Necessary Causation) ของเหล่านักปรัชญา โดยท่านโต้แย้งว่า สิ่งที่เราสังเกตเห็นว่าเป็นความสม่ำเสมอในธรรมชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงความสม่ำเสมอที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและคงที่เท่านั้น ไม่มีพลังอำนาจอื่นใดที่บังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้โดยตัวของมันเอง นอกเหนือจากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ แนวคิดสัพพะเหตุวาทของท่านอัลเฆาะซาลีย์มีรากฐานโดยตรงมาจากกรอบปรมาณูนิยมที่ว่า ปรมาณูเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสสารและดำรงอยู่อย่างถาวร ส่วนสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดในโลกล้วนเป็นคุณลักษณะประกอบซึ่งหมายถึงสิ่งที่ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น

เพื่ออธิบายถึงความสม่ำเสมอและความสามารถในการคาดการณ์ของกระบวนการทางธรรมชาติ ทั้ง ๆ ที่ปฏิเสธหลักความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่จำเป็น ท่านอัลเฆาะซาลีได้พัฒนาแนวคิดที่สำคัญยิ่งคือ อาดะฮ์ (จารีตหรือประเพณีของพระเจ้า) ตามทฤษฎีนี้ พระเจ้าได้ทรงกำหนดให้พระองค์เองกระทำการภายใต้บรรทัดฐานบางอย่าง ซึ่งหมายความว่า แม้จะไม่มีความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่จำเป็นระหว่างไฟกับการเผาไหม้ แต่พระเจ้าได้ทรงสถาปนารูปแบบที่เป็นจารีตหรือประเพณีของพระองค์ขึ้นมา โดยจะทรงสร้างคุณลักษณะประกอบของ “การเผาไหม้” ขึ้นทุกครั้งที่ไฟสัมผัสกับวัตถุที่ติดไฟได้ ทฤษฎีนี้ช่วยปกป้องความเป็นระเบียบที่ยั่งยืนของเอกภพ และยังอธิบายถึงความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ปรากฏในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย สิ่งที่มนุษย์รับรู้ว่าถาวรนั้น เป็นเพียงจารีตของพระเจ้าที่แสดงตัวออกมาในแต่ละขณะที่ต่อเนื่องกัน เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งมนุษย์รับรู้ว่าอยู่ภายใต้เหตุภาพทางกายภาพตามธรรมชาตินั้น แท้จริงแล้วเป็นผลโดยตรงมาจากการแทรกแซงอย่างต่อเนื่องของพระเจ้า ทฤษฎีอันซับซ้อนนี้ทำให้ท่านอัลเฆาะซาลีย์สามารถรักษาความน่าเชื่อถือของการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางธรรมชาติที่สม่ำเสมอได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงยืนยันในอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าและการที่โลกต้องพึ่งพาการกระทำโดยตรงของพระองค์ในทุก ๆ ขณะ

บทสรุป

ผลงานของท่านอิหม่ามอัลเฆาะซาลีย์ถือเป็นการนำเสนอแนวคิดปรมาณูนิยมและสัพพะเหตุวาทในโลกอิสลามที่สมบูรณ์และซับซ้อนที่สุด โดยผสมผสานความเข้มงวดทางอภิปรัชญาเข้ากับความเข้าใจลึกซึ้งทางเทววิทยา ดั่งที่รูปแบบที่ประสบความสำเร็จที่สุดของปรมาณูนิยมอิสลามปรากฏอยู่ในสำนักเทววิทยาอัชอะรียะฮ์ การวิพากษ์หลักความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่จำเป็นและการปกป้องแนวคิดสัพพะเหตุวาทของท่าน ได้สร้างกรอบทฤษฎีที่แข็งแกร่งซึ่งส่งอิทธิพลต่อวาทกรรมทางเทววิทยาของอิสลามมานานหลายศตวรรษ ยิ่งไปกว่านั้น การมีปฏิสัมพันธ์กับเหล่าฟะลาสิฟะฮ์ของท่าน ยังทำให้มั่นใจได้ว่าเทววิทยาปรมาณูนิยมจะยังคงอยู่ในบทสนทนาที่สร้างสรรค์กับแนวคิดปรัชญาสายอื่น ๆ และรักษาไว้ซึ่งความมีชีวิตชีวาและความสำคัญทางภูมิปัญญาในโลกอิสลามสืบไป


คำอธิบายศัพท์แสงเทววิทยาเชิงอรรถ
  • 🔴 เหตุภาพชั้นรอง (Secondary Causation): คือแนวคิดที่ว่าสิ่งต่าง ๆ ในโลกมีอำนาจหรือคุณสมบัติในการก่อให้เกิดผลได้ด้วยตัวเอง เช่น ไฟมีคุณสมบัติในการเผาไหม้ หรือมีดมีคุณสมบัติในการตัด แต่สำหรับสำนักอัชอะรียะฮ์แล้ว ความจริงผู้กระทำการที่แท้จริง (Primary Cause) คือพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไฟเป็นเพียงโอกาสหรือสภาวะที่การกระทำของพระเจ้าจะเกิดขึ้นเท่านั้น แนวคิดนี้เรียกว่า สัพพะเหตุวาท (Occasionalism)
  • 🔴 อัลกัสบ์ (การขวนขวาย): แนวคิดเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างเจตจำนงเสรีของมนุษย์กับอำนาจสิทธิ์ขาดของพระเจ้า โดยอธิบายว่า พระเจ้าคือผู้สร้างทุกสิ่ง รวมถึงการกระทำของมนุษย์ แต่ในขณะเดียวกันพระเจ้าก็ได้สร้างเจตนาหรือการเลือกในตัวมนุษย์ การที่มนุษย์โน้มเอียงหรือขวนขวายที่จะรับเอาการกระทำนั้นมาเป็นของตน ทำให้เขามีความรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว
  • 🔴 การยกระดับสู่หลักศรัทธา (อะกีดะฮ์): การที่ท่านอัลบากิลลานีย์ยกระดับปรมาณูนิยมจากเพียงทฤษฎีที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของหลักศรัทธา หมายความว่าการเชื่อในโครงสร้างแบบปรมาณูของโลก (ที่พระเจ้าสร้างใหมู่ตลอดเวลา) ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะเข้าใจและยืนยันในอำนาจสากลของพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์
  • 🔴 อัตตะมานุอ์ (หลักฐานจากการกีดกันร่วมกัน): ข้อพิสูจน์เชิงตรรกะเพื่อยืนยันเอกภาพของพระเจ้า หลักการคือหากมีพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสององค์ เจตจำนงของทั้งสองอาจขัดแย้งกันได้ เช่น องค์หนึ่งประสงค์ให้วัตถุเคลื่อนที่ แต่อีกองค์ประสงค์ให้มันหยุดนิ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่วัตถุหนึ่งจะเป็นทั้งสองสภาวะในเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผู้สร้างเพียงองค์เดียว
  • 🔴 ทฤษฎีสสารและรูป (Hylomorphism): แนวคิดของอริสโตเติลที่เสนอว่าสรรพสิ่งประกอบด้วยสององค์ประกอบคือ สสาร (Hyle) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ไร้รูป และรูป (Morphe) ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้คุณสมบัติและอัตลักษณ์ แตกต่างจากปรมาณูนิยมที่มองว่าโลกประกอบจากอนุภาคที่แบ่งแยกไม่ได้ (ปรมาณู)
  • 🔴 อาดะฮ์ (จารีตของพระเจ้า): แนวคิดของอัลเฆาะซาลีย์เพื่ออธิบายความสม่ำเสมอของธรรมชาติ โดยเสนอว่า ความเป็นระเบียบของโลกไม่ได้มาจากกฎธรรมชาติที่มีอำนาจในตัวเอง แต่มาจากจารีตหรือธรรมเนียมปฏิบัติที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะยึดถือด้วยพระองค์เอง ซึ่งพระองค์สามารถแหวกจารีตนี้ได้ทุกเมื่อ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่คุณเรียกว่า ปาฏิหาริย์ (มุอ์ญิซาต)

แหล่งอ้างอิงหลัก
  • الأشعري، أبو الحسن. مقالات الإسلاميين واختلاف المصلين. تحقيق هลมوت ريتر. إستانبول، ١٩٢٩م.
  • الأشعري، أبو الحسن. كتاب اللمع في الرد على أهل الزيغ والبدع. تحقيق ريتشارد ميكارثي. بيروت، ١٩٥٣م.
  • الباقلاني Airport، أبو بكر. كتاب التمهيد. تحقيق ريتشارد ميكارثي. بيروت، ١٥٧م.
  • الغزالي، أبو حامد. تهافت الفلاسفة. تحقيق موريس بويج. بيروت، ١٩٢٧م.
  • الماتريدي، أبو منصور. كتاب التوحيد. تحقيق بكر توبال أوغلي ومحمد أروچي. أنقرة، ١٩٧๐م.
  • الرازي، فخر الدين. المطالب العالية من العلم الإلهي. تحقيق أحمد حجازي السقا. دار الكتب العلمية، بيروت، ١٩٨๗م.
  • Ibn Sina. Al-Shifa' (The Book of Healing). Ed. Ibrahim Madkour. Cairo, 1952.
  • Bakar, Osman. (1999). The History and Philosophy of Islamic Science. Islamic Texts Society. Cambridge.
  • Bulgen, Mehmet. (2014). The Atomism of Kalam and Modern Physics. Istanbul. Turkey.
มัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์. (2569). ปรมาณูนิยมในเทววิทยาจากสำนักมาตูรีดียะฮ์และอัชอะรียะฮ์. Islamic Fiqh Publishing. สืบค้นจาก https://islamicfiqhpublishing.com/articles/kalam/atomism-in-islamic-theology.html