คำตอบในประเด็นนี้นั้นมีอยู่หลากหลาย และหนึ่งในนั้นคือคำตอบที่เป็นหลักหมายสำคัญของ **ท่านอิหม่ามมุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัสสะนูซีย์** ปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านกะลามและตรรกศาสตร์อันดับต้น ๆ ของโลกอิสลาม ซึ่งท่านได้กล่าวบันทึกคำชี้แจงเหตุผลเอาไว้ในตำราของท่านอย่างงดงามและลึกซึ้งความว่า:

غَايَةُ الْأَمْرِ أَنَّ الْقَوْمَ الَّذِينَ شَاهَدُوهُ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمْ لَمَّا أَنْ أَشْرَقَتْ عَلَيْهِمْ أَنْوَارُ النُّبُوَّةِ، وَتَلَاشَتْ عِنْدَهَا ظُلُمَاتُ الْجَهْلِ وَالْوَسَاوِسِ، وَخَمَدَتْ عِنْدَهَا نِيرَانُ شَيَاطِينِ الْإِنْسِ وَالْجِنِّ، لَمْ يُنَبِّهُوا صَرِيحًا عَلَى دَقَائِقِ الشُّبَهِ وَخَفِيَّاتِ الْأَمْرَاضِ الَّتِي ابْتُلِيَ بِهَا مَنْ بَعْدَهُمْ، لِأَنَّهَا لَمْ تَطْرُقْ مَنِيعَ سَاحَتِهِمْ، وَلَا حَلَّتْ بِرَفِيعِ جِوَارِهِمْ، وَلَا لَاحَ قَزَعُهَا فِي صَفَاءِ شَمْسِهِمْ وَارْتِفَاعِ نَهَارِهِمْ
“คำตอบโดยสรุปก็คือ ความจริงแล้ว กลุ่มชนผู้ได้พบเห็นท่านศาสดา (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) นั้น เมื่อรัศมีอันเจิดจ้าแห่งการเป็นศาสดาได้สาดส่องมายังพวกเขา ความมืดมิดแห่งความโง่เขลาและการกระซิบกระซาบปั่นป่วนทางความคิด (จากชัยฏอน) ก็มลายหายสิ้นไป และเปลวไฟของเหล่ามารร้ายจากมนุษย์และญินก็มอดดับลง

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ได้นัดแนะหรือชี้แจงอย่างชัดแจ้งถึง ‘ความคลุมเครือที่ซับซ้อน (ชุบุฮาต) และโรคภัยทางความคิดที่ซ่อนเร้น’ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังพวกเขาต้องเผชิญ ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เข้ามาคุกคามใน ‘อาณาเขตอันมั่นคง’ ของพวกเขา และไม่ได้หยุดพักพิงในสถานะอันสูงส่งของพวกเขา อีกทั้งเศษเสี้ยวเมฆหมอกของมันก็มิได้ปรากฏขึ้นใน ‘ดวงตะวันอันบริสุทธิ์และยามกลางวันอันเจิดจ้า’ ของพวกท่านเลย”

นัยยะเชิงญาณวิทยา: ความบริสุทธิ์แห่งศรัทธายุคต้น

คำอธิบายอันเปี่ยมด้วยสุนทรียภาพของท่านอัสสะนูซีย์ หมายความว่า บรรดาเศาะหาบะฮ์ได้รับความรู้และความเข้าใจในหลักศรัทธาของศาสนาโดยตรงจากแหล่งกำเนิดที่บริสุทธิ์และเที่ยงตรงที่สุดนั่นคือ **ท่านศาสดามุฮัมมัด ﷺ** ความใกล้ชิดและสภาวะแวดล้อมเชิงศีลธรรมนี้ ทำให้ความศรัทธา (อีหม่าน) ของพวกเขามีความมั่นคง กระจ่างชัด ประศจากความสงสัยหรือคำถามเชิงปรัชญาที่ซับซ้อน อุปมาเหมือนบุคคลที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างของดวงตะวันยามเที่ยงวัน ย่อมสามารถมองเห็นทัศนียภาพรอบตัวได้อย่างชัดแจ้งด้วยสายตา โดยไม่มีความจำเป็นต้องเสาะหาเครื่องมือมาคลำทางในความมืด

วิชา **“อิลมุลกะลาม”** คือกระบวนการใช้ตรรกะ เหตุผล และระเบียบวิธีทางปัญญามาอรรถาธิบาย พิทักษ์รักษา และปกป้องหลักความเชื่อ (อากีดะฮ์) ของอิสลาม ศาสตร์แขนงนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ แต่ก่อกำเนิดขึ้นในยุคถัดมาเมื่อรัฐอิสลามได้แผ่ขยายอาณาเขตไปยังดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลให้เกิดการปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรมและการเสวนาทางปัญญากับแนวคิดปรัชญาและลัทธิความเชื่ออื่น ๆ เช่น ปรัชญากรีกโบราณ

เมื่อมีผู้เข้ามาตั้งคำถามเชิงอภิปรัชญาที่ท้าทายหลักศรัทธาของอิสลาม ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเปรียบได้กับ *“ความคลุมเครือที่ซับซ้อนและโรคภัยทางความคิด”* บรรดานักวิชาการมุสลิมสายกระแสหลักยึดมั่นเหตุผล หรือ **กลุ่มมุตะกัลลิมูน (เช่น สำนักคิดอัชชาอิเราะฮ์และมาตูรีดียะฮ์)** จึงจำเป็นต้องพัฒนาและสร้างเครื่องมือทางปัญญาขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ตอบโต้ ชี้แจง และอธิบายสัจธรรมความเชื่อให้เป็นระบบสากล

การที่ท่านอัสสะนูซีย์ ระบุอย่างชัดเจนว่าปัญหาทางความคิดเหล่านั้น *“ไม่ได้เข้ามาคุกคามในอาณาเขตอันมั่นคงของพวกเขา”* เป็นการยอมรับสัจธรรมว่า สังคมของบรรดาเศาะหาบะฮ์มีความเข้มแข็งทางศรัทธาและมีระบบคิดที่สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ข้อกังขาทางเทววิทยาเชิงปรัชญาจึงไม่มีช่องทางหรือช่องว่างแวดล้อมที่จะเข้ามาสร้างความสับสนอลหม่านได้ พวกท่านจึงไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปสถาปนาวาทกรรมหรือเปิดฉากถกเถียงในประเด็นเหล่านั้น เพราะมันไม่ใช่ปัญหาเชิงประจักษ์ที่อุบัติขึ้นในยุคสมัยของพวกท่านนั่นเอง

บทสรุป

อิลมุลกะลามจึงไม่ได้เป็นสิ่งอุตริกรรมที่แปลกปลอม หากแต่เป็นศาสตร์ค้ำจุนศาสนาที่มีสถานะเป็น **“อาวุธทางปัญญา”** ที่ถูกสร้างขึ้นมาตามความจำเป็นทางประวัติศาสตร์เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของศรัทธาในยามที่ภัยคุกคามทางความคิดแผ่ขยายเข้ามา สอดคล้องตามเจตจำนงของชะรีอะฮ์ในการรักษาศาสนาอันเป็นเสาหลักข้อแรกสุดของระบบสากล


แหล่งอ้างอิงหลัก
  • السنوسي، محمد بن يوسف. شرح أم البراهين (العقيدة السنوسية الصغرى). دار الكتب العلمية، بيروت.
  • ابن كثير، عماد الدين إسماعيل. البداية والنهاية. دار إحياء التراث العربي، بيروت.
  • الغزالي، أبو حامد محمد. إلجام العوام عن علم الكلام. دار الكتب العلمية، بيروت.
  • مستندات مactivity مَّرْكَزُ الْإِمَامِ الْأَشْعَرِيِّ لِلدِّرَاسَاتِ الْعَقَدِيَّةِ.
มัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์. (2569). ทำไมอิลมุลกะลามจึงไม่เป็นที่แพร่หลายหรือจำเป็นในยุคของบรรดาเศาะหาบะฮ์. Islamic Fiqh Publishing. สืบค้นจาก https://islamicfiqhpublishing.com/articles/kalam/why-kalam-not-needed-sahabah.html