ปุจฉาว่าด้วยความชัดแจ้งและความคลุมเครือ

เมื่อปรากฏข้อปุจฉาแวดล้อมที่ตั้งคำถามต่อระเบียบวิธีอรรถศาสตร์ภาษาว่า: *“หากอัลลอฮ์ทรงประทานมหาคัมภีร์อัลกุรอานลงมาโดยบรรจุข้อความที่คลุมเครือ สร้างความคลางแคลงใจ และไม่เปิดเผยเป้าหมายหลักแก่ปวงบ่าวอย่างเท่าเทียมแล้วไซร้ บรรดาโองการมากมายที่ยืนยันสำทับว่าอัลกุรอานถูกประทานมาเพื่อให้มนุษย์ทำการพินิจใคร่ครวญ (อัดตาดับบุร) จะมีความหมายอันใดเหลืออยู่? มนุษย์จะสามารถใคร่ครวญได้อย่างไร หากไม่สามารถล่วงรู้ถึงเป้าหมาย และจะทำการใคร่ครวญได้อย่างไรในเมื่อตัวบทแฝงความคลุมเครือ?”*

ระเบียบวิธีนิติศาสตร์และปรัชญาภาษาอิสลามสามารถให้คำตอบวินิจฉัยต่อประเด็นนี้ได้อย่างแจ้งชัดว่า ภาษามีวิธีสื่อสารหลายระดับชั้น ตั้งแต่ระดับชัดแจ้งปราศจากเงื่อนไข (ซอฮิร), ระดับเปรียบเปรยเชิงโวหาร (มะญาซ), ระดับซ่อนนัยสัญญะ และระดับท้าทายสติปัญญาให้ขุดค้นต่อด้วยเครื่องมือทางวิชาการ โดยท่าน **อิบนุ กุตัยบะฮ์ อัดดีนะวารีย์** (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 276) ปราชญ์คลาสสิกสายหะดีษและภาษาศาสตร์ ได้บันทึกคำชี้แจงเหตุผลเอาไว้ในตำรา Ta'wil Mushkil al-Qur'an ของท่านความว่า:

وَأَمَّا قَوْلُهُمْ: مَاذَا أُرِيدَ بِإِنْزَالِ الْمُتَشَابِه في الْقُرْآنِ، مِمَّنْ أَرَادَ بِالْقُرْآنِ لِعِبَادِهِ الْهُدَى وَالتِّبْيَانَ؟ فَالْجَوَابُ عَنْهُ: أَنَّ الْقُرْآنَ نَزَلَ بِأَلْفَاظِ الْعَرَبِ وَمَعَانِيهَا، وَمَذَاهِبِهَا فِي الْإِيجَازِ وَالِاخْتِصَارِ، وَالْإِطَالَةِ وَالتَّوْكِيدِ، وَالْإِشَارَةِ إِلَى الشَّيْءِ، وَإِغْمَاضِ بَعْضِ الْمَعَانِي حَتَّى لَا يَظْهَرَ عَلَيْهِ إِلَّا اللَّقِنُ، وَإِظْهَارِ بَعْضِهَا، وَضَرْبِ الْأَمْثَالِ لِمَا خَفِيَ.
“สำหรับคำกล่าวของพวกเขาที่ตั้งปมปุจฉาว่า: เหตุใดจึงมีการประทานบรรดาดำรัสที่มีนัยความหมายคลุมเครือ (มุตะชาบิฮาต) ลงมาในคัมภีร์อัลกุรอาน จากพระผู้ทรงมุ่งหมายให้อัลกุรอานเป็นประทีปทางนำและเป็นสิ่งที่ชี้แจงทำลายความมืดมนให้แก่ปวงบ่าวของพระองค์?

คำตอบวินิจฉัยสำหรับประเด็นนี้คือ: แท้จริงแล้ว อัลกุรอานถูกประทานลงมาด้วยถ้อยคำสำนวนของชาวอาหรับและนัยความหมายตามขนบทางภาษาของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นระเบียบวิธีความกระชับรัดกุมและการย่อความ (อัลอีญาซ), การขยายเนื้อความให้ยาวและการเน้นย้ำสำทับ, การชี้ชวนให้เห็นสิ่งหนึ่งโดยสัญญะซ่อนนัย, การซ่อนเร้นบางมิติความหมายเพื่อให้มีเพียงผู้ที่มีปัญญาปฏิภาณฉับไวและลุ่มลึก (อัลละกืน) เท่านั้นที่จะสามารถถอดรหัสเข้าใจได้, การเปิดเผยบางความหมายให้แจ้งชัดเด็ดขาด และการยกอุทาหรณ์เปรียบเปรยสำหรับสิ่งที่เร้นลับซับซ้อน”

ท่านอิบนุ กุตัยบะฮ์ ได้วิเคราะห์คุณค่าของการคงอยู่ของตัวบทชั้นสูงที่แฝงนัยลึกซึ้งเอาไว้ต่อไปความว่า:

وَلَوْ كَانَ الْقُرْآنُ كُلُّهُ ظَاهِرًا مَكْشُوفًا، حَتَّى يَسْتَوِيَ فِي مَعْرِفَتِهِ الْعَالِمُ وَالْجَاهِلُ، لَبَطَلَ التَّفَاضُلُ بَيْنَ النَّاسِ، وَسَقَطَتِ الْمِحْنَةُ، وَمَاتَتِ الْخَوَاطِرُ... وَقَدْ قَالُوا: عَيْبُ الْغِنَى أَنَّهُ يُورِثُ الْبَلَهَ، وَفَضِيلَةُ الْفَقْرِ أَنَّهُ يَبْعَثُ الْحِيلَةَ
“หากแม้นว่าอัลกุรอานทั้งหมดถูกประทานมาในสภาพที่ชัดแจ้งเปิดเผยเสมอกันหมด จนกระทั่งผู้ทรงความรู้และผู้โง่เขลาเบาปัญญาสามารถเข้าใจสารัตถะได้อย่างเท่าเทียมกันโดยไม่ต้องใช้ความพยายามแล้วไซร้ เกณฑ์ความเหลื่อมล้ำยกระดับทางปัญญาและสถานะระหว่างมนุษย์ย่อมตกเป็นโมฆะ ระบบบททดสอบทางศีลธรรมย่อมล่มสลาย และกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของสติปัญญาย่อมเข้าสู่สภาวะตายด้าน ทั้งนี้เพราะเมื่อปรากฏความยากลำบากและความจำเป็น... กระบวนการใช้ความคิดและการขวนขวายหาทางออกเชิงปัญญาจึงจะอุบัติขึ้น และยามเมื่อเกิดความสะดวกสบายเพียงพอโดยไม่ต้องดิ้นรน ความเฉื่อยชาและความทื่อด้านทางปัญญาก็จะเข้าครอบงำ ดังคำคมจารึกดั้งเดิมที่ว่า: ข้อเสียของความมั่งคั่งคือมันมักก่อให้เกิดความเขลาเบาปัญญา และคุณธรรมของความขาดแคลนคือมันทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการขวนขวายหาหนทางสู้”

ท่านได้ยกคำกล่าวของปราชญ์อาหรับโบราณอย่าง ท่านอักษัม บิน ศ็อยฟีย์ ที่ระบุว่า: *“ข้าพเจ้าไม่ยินดีเลยหากชีวิตของข้าพเจ้าได้รับการตอบสนองในทุกกิจการงานทางโลกอย่างเสร็จสรรพโดยที่ข้าพเจ้าไม่ต้องออกแรงลงมือทำ”* ยามเมื่อมีผู้ถามถึงเหตุผล ท่านตอบอย่างคมคายว่า: *“เพราะข้าพเจ้ารังเกียจพฤติกรรมความคุ้นชินกับสภาวะแห่งความไร้ความสามารถ”* วรรคนี้นับเป็นหลักฐานชี้ชัดว่าความไม่ราบเรียบเสมอกันของคลังความรู้ มิใช่ความบกพร่องของคัมภีร์ หากแต่เป็นเงื่อนไขสากลของการเติบโตทางสติปัญญา โดยท่านได้ขยายโครงสร้างนี้ไปยังระเบียบวิธีของสรรพวิทยาการในโลกความจริงความว่า:

وَكُلُّ بَابٍ مِنْ أَبْوَابِ الْعِلْمِ: مِنَ الْفِقْهِ، وَالْحِسَابِ، وَالْفَرَائِضِ، وَالنَّحْوِ؛ فَمِنْهُ مَا يَجِلُّ، وَمِنْهُ مَا يَدِقُّ، لِيَرْتَقِيَ الْمُتَعَلِّمُ فِيهِ رُتْبَةً بَعْدَ رُتْبَةٍ، حَتَّى يَبْلُغَ مُنْتَهَاهُ... لِأَنَّ فَضَائِلَ الْأَشْيَاءِ تُعْرَفُ بِأَضْدَادِهَا
“และในทุก ๆ ประตูแห่งระบบสรรพวิชา ไม่ว่าจะเป็นวิชานิติศาสตร์ (ฟิกฮ์), คณิตศาสตร์, กฎหมายมรดก (ฟะรออิฎ) และวิชาไวยากรณ์นะห์วู ล้วนประกอบด้วยส่วนที่ชัดเจนเข้าใจง่ายและส่วนที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ศึกษาได้ยกระดับขั้นความรู้ของตนขึ้นทีละลำดับชั้น (รุตบะฮ์ บะอ์ดะ รุตบะฮ์) จนกระทั่งบรรลุถึงจุดสูงสุดและสกัดเข้าใจถึงแก่นแท้ขั้นสูงสุด เพื่อให้ผู้รู้ได้รับเกียรติยศแห่งการพินิจพิเคราะห์และการสกัดองค์ความรู้ที่งดงาม และได้รับผลบุญตอบแทนจากอัลลอฮ์ต่อความเพียรพยายามพากเพียรนั้น

หากแม้นว่าศิลปวิทยาการแต่ละแขนงมีลักษณะที่ราบเรียบเสมอกันหมด ย่อมไม่มีทั้งผู้รู้และผู้เรียน ไม่มีสิ่งที่ซ่อนเร้นและสิ่งที่เปิดเผย เพราะแท้จริงแล้วคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ย่อมถูกนิยามรับรู้ได้ด้วยระบบคู่ตรงข้ามของมัน นั่นคือความดีถูกรับรู้ได้ด้วยความชั่ว, คุณประโยชน์ถูกรับรู้ได้ด้วยโทษภัย, ความหวานถูกรับรู้ได้ด้วยความขม, และสิ่งที่ซ่อนเร้นภายใน (อัลบาฏิน) ถูกรับรู้ได้ด้วยสิ่งที่เปิดเผยภายนอก (อัซซอฮิร)”

สัญญะซ่อนนัยในธรรมเนียมภาษาชั้นสูง

ท่านอิบนุ กุตัยบะฮ์ ได้ชี้แจงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า นิยามความลึกซึ้งซ่อนนัยลักษณะนี้ มิใช่สิ่งแปลกประหลาดที่อุบัติขึ้นเฉพาะในหน้าพระคัมภีร์อัลกุรอาน หากแต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสากลของภาษาชั้นสูงในทุกพื้นที่วัฒนธรรมอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นในพจนารถของท่านศาสดา ﷺ, ถ้อยคำของเหล่ายอดสาวกเศาะหาบะฮ์ และชนรุ่นตาบิอีน ตลอดจนบทกวีและวาทศิลป์ของนักปราศรัยความว่า:

وَعَلَى هَذَا الْمِثَالِ كَلَامُ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، وَكَلَامُ صَحَابَتِهِ وَالتَّابِعِينَ، وَأَشْعَارُ الشُّعَرَاءِ... لَيْسَ مِنْهُ شَيْءٌ إِلَّا وَقَدْ يَأْتِي فِيهِ الْمَعْنَى اللَّطِيفُ، الَّذِي يَتَحَيَّرُ فِيهِ الْعَالِمُ الْمُتَقَدِّمُ
“บนบรรทัดฐานเดียวกันนี้ คือถ้อยคำพจนารถของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ, ถ้อยคำของเหล่าอัครสาวก และชนรุ่นตาบิอีน, บทกวีของกวี และสุนทรพจน์ของนักวาทศิลป์ ซึ่งไม่มีสิ่งใดในถ้อยคำเหล่านั้น เว้นแต่จะมีนัยความหมายอันลึกซึ้งอ่อนไหว (อัลมะอ์นา อัลละฏีฟ) ปรากฏอยู่ ซึ่งปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญจะคัดสรรเฟ้นหา และแม้แต่นักวิจารณ์ผู้ช่ำชองยังต้องยอมจำนนถึงความลึกล้ำนั้น ดังเช่นวจนะเปรียบเปรยของท่านศาสดา ﷺ เช่น:

• ‘พวกท่านจะพบเห็นผู้คนเปรียบดั่งอูฐหนึ่งร้อยตัว ที่แทบจะหาตัวที่ใช้เป็นพาหนะลากจูงหลักในฝูงนั้นไม่ได้เลย’
• ‘จงอย่าใช้แสงสว่างจากแสงไฟของพวกตั้งภาคี’ (ความหมายโดยนัยคือ อย่าตั้งถิ่นฐานปะปนเป็นเนื้อเดียวกับพวกเขา)
• ‘แท้จริงส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ฤดูใบไม้ผลิทำให้ออกผลนั้น มีสิ่งที่ฆ่าสิ่งมีชีวิตให้ตายด้วยอาการท้องอืด หรือเกือบจะฆ่าให้ตาย’
• และท่านเขียนในสนธิสัญญาสงบศึกว่า: ‘แท้จริงระหว่างเราและพวกท่านนั้น คือภาชนะที่ถูกปิดผนึก’ (หมายถึงการสงบศึกที่ตั้งอยู่บนความบริสุทธิ์ใจ ปราศจากการลอบกัดหักหลังซ่อนเร้น)
• และท่านยังกล่าวว่า: ‘ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงลมปราณแห่งพระเจ้าของพวกท่าน จากทางทิศเยเมน’”

ระเบียบวิธีจัดหมวดหมู่ของท่านอันนะวาวีย์และท่านอัลเฆาะซาลีย์

เนื่องจากตัวบทมุตะชาบิฮาตเป็นพื้นที่ของการใช้ *“กระบวนการตีความ” (ตะอ์วีล)* มันจึงสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเสาะหาผลประโยชน์และเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่ของความเห็นต่างและฟิตนะฮ์ได้ง่ายดายหากไร้หลักเกณฑ์ควบคุม ด้วยเหตุนี้ ท่าน **อิหม่ามอันนะวาวีย์** ปราชญ์ผู้ตรวจสอบความถูกต้องแห่งมัซฮับชาฟิอีย์ จึงได้ทำการจัดระเบียบโครงสร้างความหมายของมุห์กัมและมุตะชาบิฮ์เอาไว้ในตำราอรรถาธิบายศอเฮียะฮ์มุสลิม โดยอาศัยกรอบคิดนิติปรัชญาภาษาจากตำรา Al-Mustasfa ของท่าน **อิหม่ามฮุจญะตุลอิสลาม อัลเฆาะซาลีย์** เป็นฐานหลักความว่า:

قَالَ الْغَزَالِيُّ فِي الْمُسْتَصْفَى: بَلِ الصَّحِيحُ أَنَّ الْمُحْكَمَ يَرْجِعُ إِلَى مَعْنَيَيْنِ: أَحَدُهُمَا الْمَكْشُوفُ الْمَعْنَى الَّذِي لَا يَتَطَرَّقُ إِلَيْهِ إِشْكَالٌ وَاحْتِمَالٌ، وَالْمُتَشَابِهُ مَا يَتَعَارَضُ فِيهِ الِاحْتِمَالُ. وَالثَّانِي أَنَّ الْمُحْكَمَ مَا انْتَظَمَ تَرْتِيبُهُ مُفِيدًا إِمَّا ظَاهِرًا وَإِمَّا بِتَأْوِيلٍ، وَأَمَّا الْمُتَشَابِهُ فَالْأَسْمَاءُ الْمُشْتَرِكَةُ كَالْقُرْءِ... قَالَ: وَيُطْلَقُ عَلَى مَا وَرَدَ فِي صِفَاتِ اللَّهِ تَعَالَى مِمَّا يُوهِمُ ظَاهِرُهُ الْجِهَةَ وَالتَّشْبِيهَ، وَيَحْتَاجُ إِلَى تَأْوِيلٍ.
“ท่านอัลเฆาะซาลีย์ ได้กล่าวชี้ขาดไว้ในหนังสืออัลมุสตัศฟาความว่า: ทัศนะที่ถูกต้องที่สุดคือ มุห์กัมย่อมกลับไปสู่ความหมายสองนัย นัยแรกคือสิ่งที่มีเนื้อความเปิดเผยชัดเจนโดยไม่มีมิติความคลุมเครือหรือความน่าจะเป็นในความหมายอื่นเข้ามาแทรกแซงได้เลย นัยที่สองคือสิ่งที่มีการเรียบเรียงโครงสร้างอย่างเป็นระเบียบและให้ผลลัพธ์เป็นความหมายที่มีคุณประโยชน์ ไม่ว่าจะโดยความหมายภายนอกโดยตรงหรือโดยผ่านกระบวนการตีความ (ตะอ์วีล) ก็ตาม

ส่วนมุตะชาบิฮ์นั้น ในนัยแรกคือสิ่งที่มีความเป็นไปได้ในหลายทางขัดแย้งก้ำกึ่งกันอยู่ นัยที่สองได้แก่ บรรดาคำนามพ้องความหมายที่มีความหมายร่วม (พ้องรูปพ้องเสียงแต่แฝงหลายนัย) เช่น คำว่า ‘กุรุอ์’ (ก้ำกึ่งระหว่างการมีประจำเดือนหรือความสะอาด), คำว่า ‘ผู้ที่ปมการสมรสอยู่ในมือของเขา’ (ก้ำกึ่งระหว่างผู้ปกครองหรือตัวสามี) และคำว่า ‘อัลลัมส์’ (ก้ำกึ่งระหว่างการร่วมประเวณีหรือการใช้มือสัมผัสผิวหนังภายนอก) และคำอื่น ๆ ในทำนองนี้ ยิ่งไปกว่านั้น คำนี้ยังถูกใช้เรียกบรรดาตัวบทที่ระบุถึงคุณลักษณะ (ศิฟัต) ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ซึ่งความหมายผิวเผินภายนอกของมันอาจทำให้คนเขลาเกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนไปสู่เรื่องทิศทางหรือการเปรียบเทียบพระเจ้าให้คล้ายสิ่งถูกสร้าง (ตัชบีฮ์) ซึ่งประเด็นเหล่านี้จำต้องพึ่งพากระบวนการตีความอย่างรัดกุม”

ท่านอิหม่ามอันนะวาวีย์ ได้คลี่คลายปมปัญหาจรรยาบรรณภาษาว่าด้วยตำแหน่งวักฟ์ (จุดหยุดอ่าน) และตัวเชื่อมสำคัญในสูเราะฮ์อาลิ อิมรอน อายะฮ์ที่ 7 ตรงท่อนที่ว่า **{والراسخون في العلم} (ส่วนบรรดาผู้หยั่งรู้ในวิชาการ)** โดยท่านได้ฟันธงเลือกทัศนะของปวงปราชญ์ผู้ตรวจสอบความจริง (*อุละมาอ์ อัลมุหักกิกูน*) เอาไว้เด็ดขาดความว่า:

وَالْأَصَحُّ الْأَوَّلُ، وَأَنَّ الرَّاسِخِينَ يَعْلَمُونَهُ لِأَنَّهُ يَبْعُدُ أَنْ يُخَاطِبَ اللَّهُ عِبَادَهُ بِمَا لَا سَبِيلَ لِأَحَدٍ مِنَ الْخَلْقِ إِلَى مَعْرِفَتِهِ، وَقَدِ اتَّفَقَ أَصْحَابُنَا وَغَيْرُهُمْ مِنَ الْمُحَقِّقِينَ عَلَى أَنَّهُ يَسْتَحِيلُ أَنْ يَتَكَلَّمَ اللَّهَ تَعَالَى بِمَا لَا يُفِيدُ.
“ทัศนะที่ถูกต้องและมีน้ำหนักที่สุดคือทัศนะแรก (พิจารณาตัวอักษรวาวเป็นคำเชื่อมประโยคหลัก) และวินิจฉัยชี้ขาดว่าบรรดาผู้หยั่งรู้ในวิชาการ (วัรรอสิคูน ฟิลอิลม์) ย่อมล่วงรู้เข้าใจถึงกระบวนการตีความของโองการมุตะชาบิฮ์นั้น ทั้งนี้เพราะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความจริงและระบบสติปัญญาอย่างยิ่งที่อัลลอฮ์จะทรงมีดำรัสสื่อสารกับปวงบ่าวของพระองค์ด้วยถ้อยคำที่ไม่มีช่องทางใด ๆ เลยที่มนุษย์คนใดในโลกจะสามารถล่วงรู้และทำความเข้าใจได้ และบรรดานักวิชาการในมัซฮับของเรา (ชาฟิอีย์) ตลอดจนนักวิจัยผู้ตรวจสอบความจริงท่านอื่น ๆ ต่างมีมติเห็นพ้องต้องกันว่า **เป็นไปไม่ได้ในทางเทววิทยาที่อัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงตรัสด้วยถ้อยคำที่ไม่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อันใด (สื่อสารไม่ได้ความ)**”

แต่ ท่านอันนะวาวีย์ได้ลากเส้นแบ่งเตือนสติว่า การเปิดช่องทางให้ปราชญ์ทำการตีความได้ มิได้หมายความเปิดโอกาสให้คนเขลาเดินเข้ามาใช้ตัวบทตีความตามอำเภอใจเพื่อสนองอารมณ์ตนเอง หากพบเห็นบุคคลใดที่มีพฤติกรรมจงใจเสาะแสวงหาเฉพาะ “ข้อความยากหรือโองการมุตะชาบิฮ์” ไปใช้ปั่นหัวผู้คนสร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย บุคคลผู้นั้นจำต้องถูกระงับ คว่ำบาตร และลงโทษทางสังคมอย่างเด็ดขาด ดั่งกรณีศึกษาประวัติศาสตร์ที่ท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ ได้เคยใช้ไม้เรียวลงโทษทางวินัยแก่ **ท่านเศาะบีฆ บิน อัสลฺ** ยามเมื่อเขาพยายามเดินสายกวนกระแสตัฟซีรโองการมุตะชาบิฮาตในสังคมยุคต้น

5 คุณูปการของการมีอยู่ของโองการมุตะชาบิฮาตในคัมภีร์

ท่านอิหม่ามอบู หัฟศ์ อุมัร อิบนุ อาดิล อัลหันบาลีย์ ปราชญ์อาวุโสสายฮัมบาลีย์ ได้บันทึกปมวิเคราะห์เชิงมานุษยวิทยาและจิตวิทยาสังคมเอาไว้ลึกซึ้งในตำราตัฟซีร Al-Lubab fi Ulum al-Kitab ของท่าน โดยท่านชี้ชัดว่า ในความเป็นจริงทางสังคม มนุษย์มักมีพฤติกรรมอคตินิกายคือ **“มักตู่เรียกโองการที่เข้าข้างสำนักคิดตนเองว่ามุห์กัม และเที่ยวแปะป้ายโองการที่ขัดแย้งกับแนวคิดตนเองว่าเป็นมุตะชาบิฮ์”** แต่พระผู้ทรงปรีชาญาณได้ทรงจัดวางระบบมุตะชาบิฮาตเอาไว้ในคัมภีร์เพื่อก่อให้เกิด 5 คุณูปการอันยิ่งใหญ่ทางปัญญา ดังนี้:

01

ประการที่ 1: การทวีคูณของผลบุญผ่านความยากลำบาก

เมื่อใดก็ตามที่ข้อความแฝงความคลุมเครือซ่อนนัยดำรงอยู่ การเดินทางเข้าถึงสัจธรรมแก่นแท้ย่อมต้องใช้พลังงาน ความเพียร และความเหนื่อยยากที่เพิ่มขึ้น และตามเกณฑ์นิติศาสตร์ความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นในการศึกษา ย่อมเป็นมูลเหตุขับเคลื่อนนำมาซึ่งการทวีคูณของผลบุญตอบแทน ณ ที่พระผู้เป็นเจ้ายิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว

02

ประการที่ 2: เครื่องมือฉุดรั้งมนุษย์ออกจากการตักลีด

หากพระคัมภีร์ทั้งหมดถูกประทานมาในสภาพที่ชัดเจนราบเรียบเสมอกันหมด มนุษย์ย่อมไม่ต้องพึ่งพาระบบคิดเชิงเหตุผล และจะจมปลักอยู่ในสภาวะความเฉื่อยชาของการทำตามแบบหลับหูหลับตา (ตักลีด) การมีอยู่ของมุตะชาบิฮาตจึงบีบบังคับให้ผู้พินิจจำต้องอาศัยหลักการทางสติปัญญาเข้าช่วย นำพาจิตใจหลุดพ้นจากความมืดมนสว่างไสวสู่อนุมานเหตุผล

03

ประการที่ 3: ตัวเร่งพลวัตและการบูรณาการสรรพวิทยาการภาษา

ข้อจำกัดของโองการมุตะชาบิฮาต บังคับให้ประชาชาติมุสลิมจำต้องลุกขึ้นมาสร้างและขวนขวายศึกษาชุดวิชาความรู้อื่น ๆ เข้ามาบูรณาการประกอบการตีความ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ความรู้ด้านภาษาศาสตร์คลาสสิก, วิชาไวยากรณ์นะห์วู-ศ็currentรฟ์, และวิชาหลักนิติศาสตร์ (อุศูลุลฟิกฮ์) ก่อให้เกิดความงอกงามทางวิทยาการระบบกว้าง

04

ประการที่ 4: มาตรการมัธยมปัญญาเพื่อโอบอุ้มสามัญชน (เอาวาม)

มหาคัมภีร์อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพื่อทำหน้าที่เชิญชวนมนุษย์ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับยอดปัญญาชนไปจนถึงสามัญชนคนธรรมดา (เอาวาม) ซึ่งในสัจธรรมความจริง ธรรมชาติของสามัญชนมักปฏิเสธและหวาดกลัวต่อภาษาอภิปรัชญานามธรรมขั้นสูง หากพวกเขาได้ยินคำประกาศตั้งแต่แรกว่า *“จงศรัทธาต่อพระผู้ทรงมีอยู่จริงซึ่งมิใช่วัตถุ ไม่ดำรงในทิศทาง และไม่อาจชี้ระบุตำแหน่งพิกัดได้”* สมองของพวกเขาจะทึกทักทันทีว่าสิ่งนั้นคือความว่างเปล่าและนำไปสู่ลัทธิปฏิเสธพระเจ้า (التعطيل — อัตตะอ์ฏีล)ชะรีอะฮ์จึงใช้โองการมุตะชาบิฮาตทำหน้าที่เป็นโวหารภาษาภาพเพื่อโอบอุ้มจินตนาการของพวกเขาในวาระแรก ก่อนจะนำพาพวกเขาเข้าสู่ความสัจจริงในโองการมุห์กัมในวาระถัดมา

05

ประการที่ 5: แหล่งรวมเจตนารมณ์เพื่อดึงดูดผู้เห็นต่างเข้าสู่จุดร่วม

มาตรแม้นว่าอัลกุรอานแบนราบและตรงตามแนวทางของสำนักคิดเดียวเด็ดขาด ย่อมส่งผลให้เจ้าของสำนักคิดอื่น ๆ เกิดความรู้สึกผลักไสและหันหลังให้แก่คัมภีร์ แต่โครงสร้างมุตะชาบิฮาตเปิดช่องทางให้เจ้าของทุกแนวทางเกิดความหวังที่จะเข้ามาพินิจพิเคราะห์ค้นหาหลักฐานรองรับทัศนะของตน ท้ายที่สุดเมื่อทุกสำนักคิดทุ่มเทสติปัญญาตีความจนถึงที่สุด โองการมุห์กัมอันเป็นตัวบทหลักสากลจะทำหน้าที่เป็นกฎเกณฑ์ชี้ขาดอธิบายตัวบทมุตะชาบิฮาต นำพาผู้ยึดถือความเท็จให้หลุดพ้นจากอคติกลับคืนสู่สัจธรรมร่วมกันในที่สุด

บทสรุป

มุตะชาบิฮาตจึงมิใช่พื้นที่ของความคลุมเครืออันไร้แก่นสาร หากแต่เป็นกลไกปัญญาประดิษฐ์ทางภาษาที่พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดวางไว้อย่างประณีต เพื่อทำหน้าที่เปิดประตูไปสู่การพากเพียร การใช้ระบบเหตุผล และการไต่ระดับชั้นทางญาณวิทยาของมนุษยชาติ มันทำหน้าที่แยกแยะระหว่างผู้แสวงหาสัจธรรมบริสุทธิ์ออกจากกลุ่มผู้แสวงหาฟิตนะฮ์ความวุ่นวาย บ่มเพาะยกระดับจิตวิญญาณของอุมมะฮ์ให้คู่ควรกับคลังคำตอบแห่งสัจธรรมอย่างยั่งยืนถาวร


แหล่งอ้างอิงหลัก
  • ابن قتيبة الدِّينَوري. تأويل مشكل القرآن. تحقيق أحمد صقر. دار إحياء الكتب العربية، القاهرة، ١٣٧٣هـ.
  • النووي، محيي الدين يحيى. المنهاج شرح صحيح مسلم بن الحجاج. كتاب العلم، باب المحكم والمتشابه. دار إحياء التراث العربي، بيروت.
  • الغزالي، أبو حامد محمد. المستصفى من علم الأصول. دار الكتب العلمية، بيروت، ١٩๙๓م.
  • ابن عادل الحنبلي، أبو حفص عمر. اللباب في علوم الكتاب. تحقيق عادل أحمد عبد الموجود. دار الكتب العلمية، بيروت، ١๙๙٨م.
  • مستندات وبحوث مَّرْكَزُ الْإِمَامِ الْأَشْعَرِيِّ لِتدْوِينِ الْبُحُوثِ الْعَقَدِيَّةِ، ٢٥hex.
มัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์. (2569). ความนัยแห่งโองการมุตะชาบิฮาต. Islamic Fiqh Publishing. สืบค้นจาก https://islamicfiqhpublishing.com/articles/kalam/inner-meanings-of-mutashabihat.html