ท่านอิหม่ามอบู อับดิลลาฮ์ อัสสะนูซีย์ (มีชีวิตระหว่างปี ฮ.ศ. 832–895) ถือเป็นผู้รู้และเป็นหนึ่งในปราชญ์คนสำคัญของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ซึ่งนักเรียนนักศึกษาแถบประเทศไทยและโลกมลายูรู้จักกันเป็นอย่างดีผ่านผลงานอันโด่งดังของท่านคือ **“อุมมุลบะรอฮีน” (أم البراهين)** หรือที่เรียกกันว่า *อะกีดะฮ์อัสสะนูซียะฮ์ศูคอรอ* ในฐานะหนึ่งในผลงานด้านหลักความเชื่อ (อะกีดะฮ์) ระดับแม่บทที่ยืนยันถึงสถานะความเป็นผู้นำในศาสตร์ “อิลมุลกะลาม” ของท่าน และบ่งชี้ถึงการที่ท่านครอบครองเครื่องมือในการพัฒนาศาสตร์กะลามสายอัชอะรีย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ส่วน ท่านอัลลามะฮ์ อัลยูซีย์ ชาวโมร็อกโก (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 1102) ท่านคืออัจฉริยะแห่งยุคสมัยในศตวรรษต่อมา ดังที่ปรากฏคำยกย่องไว้ในสารานุกรมประวัติศาสตร์แอฟริกาเหนือ “Ma'lamat al-Maghrib” ความว่า:
اتَّفَقَتِ الْمَصَادِرُ الَّتِي تَرْجَمَتْهُ عَلَى عُلُوِّ كَعْبِهِ الْعِلْمِيِّ وَصَلَاحِهِ الصُّوفِيِّ
และตำราต่าง ๆ ของท่านที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายก็ยังคงเป็นประจักษ์พยานถึงความเป็นอัจฉริยะทางวิชาการนี้ ไม่ว่าจะเป็นตำรา Mashrab al-Amm wa al-Khass min Kalimat al-Ikhlas, ตำราหะวาชีย์อธิบายคัมภีร์กะลามขั้นสูง **“Hawashi al-Yusi 'ala Sharh Kubra al-Sanusi”** (ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า *‘Umdat Ahl al-Tawfiq wa al-Tasdid*), ตำรา Al-Muhadarat fi al-Adab wa al-Lughah และบทความเชิงวิพากษ์อีกมากมายทั้งในด้านนิติศาสตร์ (ฟิกฮ์) และหลักความเชื่อ (อะกีดะฮ์)
สิ่งที่จะนำเสนอเป็นพิเศษในบทความนี้คือ การพิจารณาข้อเขียนของท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ในการให้คำนิยามแก่ศาสตร์กะลามโดยทั่วไป รวมถึงการแบ่งประเภทและหัวข้อการศึกษาต่าง ๆ ควบคู่ไปกับสิ่งที่ท่านอัลยูซีย์ได้ทำการอธิบาย ให้ทัศนะวิพากษ์ หรือเพิ่มเติมไว้ในตำราหะวาชีย์ของท่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อติดตามพัฒนาการสืบทอดของศาสตร์กะลามในดินแดนอิสลามตะวันตก (มัฆริบ) หลังจากยุคที่ท่าน **อิบนุ ค็อลดูน** ได้เคยให้คำนิยามวิชากะลามเอาไว้ก่อนหน้าในตำรา Al-Muqaddimah ของท่านความว่า:
عِلْمٌ يَتَضَمَّنُ الْحِجَاجَ عَنِ الْعَقَائِدِ الْإِيمَانِيَّةِ بِالْأَدِلَّةِ الْعَقْلِيَّةِ وَالرَّدِّ عَلَى الْمُبْتَدِعَةِ الْمُنْحَرِفِينَ فِي الِاعْتِقَادِ عَنْ مَذْهَبِ السَّلَفِ وَعَقَائِدِ أَهْلِ السُّنَّةِ
ท่านอัลยูซีย์ได้ระบุถึงเจตนารมณ์ความตั้งใจในการรจนาตำราหะวาชีย์อันลึกซึ้งของท่านไว้ในบทนำความว่า: “และนี่คือ เมื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่เราในการศึกษาคัมภีร์ ‘อะกีดะฮ์ อะฮ์ลิตเตาฮีด’ (หรืออัสสะนูซียะฮ์ อัลกุบรอ) และคำอธิบายของมันคือ ‘อุมดะตุ อะฮ์ลิตเตาฟีก วัตตัสดีด’ ข้าพเจ้าได้พบเจอข้อความหลายจุดที่ทำความเข้าใจได้ยากสำหรับสติปัญญาของคนบางกลุ่ม... ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงตั้งใจว่าจะชี้แจงประเด็นเหล่านั้น และด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ จะขจัดเมฆหมอกความคลุมเครือที่พาดพิงอยู่กับตัวบทนั้นให้หมดสิ้นไป”
อนึ่ง ทั้งอิหม่ามอัสสะนูซีย์และท่านอัลยูซีย์มิได้ตั้งหัวข้อเรียงตามลำดับสำเร็จรูปเพื่อนิยามศาสตร์กะลามไว้ในตำราดังกล่าวโดยตรง แต่ในบทความนี้ กองบรรณาธิการได้ทำการประมวลและเรียบเรียงหัวข้อต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสรุปและเข้าใจพลวัตทัศนะของท่านทั้งสองได้อย่างเป็นระบบและกระจ่างชัดเจนที่สุด
1. บทบาทของปราชญ์กะลามในการพิทักษ์ศาสนบัญญัติ
สิ่งแรกที่เราประจักษ์จากข้อเขียนในตำราของทั้งสองท่าน คือการศึกษาถึงบทบาทหน้าที่อันทรงเกียรติของปราชญ์ในศาสตร์กะลามในการพิทักษ์ ปกป้อง และอภิปรายเพื่อความบริสุทธิ์ของศาสนา ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ได้กล่าวอธิบายภาพรวมความพยายามของปราชญ์มุตะกัลลิมเอาไว้ความว่า:
فَهُمْ جَعَلُوا عَلَى حِرْزِ دِينِ الْإِسْلَامِ أَسْوَارًا لَمَّا قَدِمَتْ جُيُوشُ الْمُبْتَدِعَةِ الَّتِي لَا تُحْصَى كَثْرَةً تُرِيدُ اسْتِلَابَ ذَلِكَ الدِّينِ وَإِبْدَالَهُ بِجَهَالَاتٍ يَهْلِكُ مَنْ اتَّبَعَهَا. ثُمَّ لَمَّا أَتَتِ الْمُبْتَدِعَةُ بِمَعَاوِلِ الشُّبُهَاتِ لِتَهْدِمَ بِهِ أَسْوَارَ الْأَدِلَّةِ وَبِسَلَالِمِ الْأَوْهَامِ وَالتَّخَيُّلَاتِ لِلتَّجَاوُزِ بِهَا إِلَى حِرْزِ الدِّينِ، بَالغَتِ الْعُلَمَاءُ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمْ فِي الِاحْتِيَاطِ لِلدِّينِ وَنَظَرَتْ بِعَيْنِ الرَّحْمَةِ لِجَمِيعِ الْمُسْلِمِينَ، فَأَفْسَدَتْ عَلَيْهِمْ تِلْكَ الشُّبُهَاتِ وَنَسَخَتْ لَهُمْ تِلْكَ الْأَوْهَامَ وَالتَّخَيُّلَاتِ بِأَجْوِبَةٍ قَاطِعَةٍ، لَا يَجِدُ الْعَاقِلُ عَنِ الْإِذْعَانِ لَهَا سَبِيلًا
ครั้นเมื่อเหล่าผู้อุตริกรรมได้นำชะแลงแห่งความคลางแคลงใจ (ชุบุฮาต) เข้ามาเพื่อทุบทำลายกำแพงแห่งหลักฐาน และนำบันไดแห่งภาพลวงตาและจินตนาการอันหลอกลวง มาเพื่อใช้ข้ามเข้าไปยังป้อมปราการแห่งศาสนา เหล่าปวงปราชญ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) ก็ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถในการปกป้องศาสนา และมองดูมุสลิมทั้งมวลด้วยสายตาแห่งความเมตตาปรานี พวกท่านได้ทำลายความคลางแคลงใจเหล่านั้น และหักล้างภาพลวงตาและจินตนาการเหล่านั้นให้สิ้นซาก ด้วยคำตอบอันเด็ดขาดสัจจริง ซึ่งผู้มีสติปัญญาไม่อาจหาหนทางใดที่จะปฏิเสธการยอมรับมันได้เลย”
ท่านอัสสะนูซีย์ระบุเติมท้ายว่า ปราการเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นด้วยการใช้จ่ายคลังสมบัติอันล้ำเลิศที่ปราชญ์ได้รับสืบทอดมาจากมหาคัมภีร์อัลกุรอาน, พระจริยวัตรซุนนะฮ์ และจารีตของเหล่าวีรบุรุษเศาะหาบะฮ์
ขณะที่ท่านอัลลามะฮ์ อัลยูซีย์ ได้เริ่มต้นอธิบายรองรับน้ำหนักภายใต้หัวข้อความชอบธรรมและเป้าหมายของศาสตร์กะลามไว้อย่างลึกซึ้งความว่า:
الِاعْتِقَادَاتُ: كَانَتْ فِي صَدْرِ الْإِسْلَامِ سَلِيمَةً، وَلَمَّا تَكَاثَرَتِ الْأَهْوَاءُ وَالشِّيَعُ... وَكَثُرَ الْخُبْثُ فِي الدِّينِ وَغَطَّتْ عَلَى الْحَقِّ شُبَهُ الْمُبْطِلِينَ، انْتَهَضَ عُلَمَاءُ الْأُمَّةِ وَعُظَمَاءُ الْمِلَّةِ إِلَى مُنَاضَلَةِ الْمُبْطِلِينَ بِاللِّسَانِ، كَمَا كَانَ الصَّدْرُ الْأَوَّلُ يُنَاضِلُونَ عَلَى الدِّينِ بِالسِّنَانِ وَأَعَدُّوا لِجِهَادِ الْمُبْطِلِينَ مَا اسْتَطَاعُوا مِنْ قُوَّةٍ
ณ เวลานั้นเอง ปวงปราชญ์แห่งประชาชาติและผู้ยิ่งใหญ่แห่งศาสนา ก็ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้หักล้างกับเหล่าผู้มดเท็จด้วยคมปัญญาและวจนะ (ลิ้น) เช่นเดียวกับที่ชนรุ่นแรกได้เคยต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนาด้วยคมหอกคมดาบ (ศาสตราวุธ) พวกเขาได้เตรียมพร้อมทุกสรรพกำลังเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อทำสงครามทางความคิดกับเหล่าผู้มดเท็จ”
ท่านอัลยูซีย์สรุปว่า ด้วยเหตุนี้เอง ปราชญ์ยุคหลังจึงจำเป็นต้องสร้างบทนำสากล หลักการทางสติปัญญา ตลอดจนศัพท์เทคนิคขึ้นมาเพื่อใช้เป็นกรอบโครงสร้างในการโต้แย้งและทำความเข้าใจในเป้าประสงค์ของฝ่ายตรงข้ามยามทำการปกป้องศาสนา จึงได้ประมวลองค์ความรู้นี้ขึ้นมาในชื่อ ‘อิลมุลกะลาม’ และ ‘อุศูลุดดีน’ (รากฐานแห่งศาสนา)
2. การตอบโต้กลุ่มปฏิเสธและสั่งห้ามศึกษาวิชากะลาม
ประเด็นต่อมาที่ทั้งอัสสะนูซีย์และอัลยูซีย์ได้ให้ความสำคัญคือ การหยิบยกทัศนะของกลุ่มคนโบราณที่สั่งห้ามศึกษาวิชากะลามโดยอ้างว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ขึ้นมาวิพากษ์ โดยท่านทั้งสองชี้ชัดว่าคำสั่งห้ามดังกล่าวเกิดจากวิสัยทัศน์ที่คับแคบและไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของชะรีอะฮ์ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ได้ระบุตำหนิแนวทางของ “กลุ่มที่ยึดถือความเชื่อตาม ๆ กันโดยไร้ปัญญา (ตักลีด)” เอาไว้เด็ดขาดความว่า:
قَوْلُ مَنْ قَالَ: النَّظَرُ فِي عِلْمِ الْكَلَامِ حَرَامٌ، بَلْ لَا يَشُكُّ عَاقِلٌ فِي فَسَادِ هَذَا الْقَوْلِ إِنْ حُمِلَ عَلَى ظَاهِرِهِ، لِأَنَّهُ مُصَادِمٌ لِلْكِتَابِ وَالسُّنَّةِ وَإِجْمَاعِ سَلَفِ الْأُمَّةِ. وَيَلْزَمُ هَذَا الْقَائِلَ أَنْ يَجْعَلَ الْأَوامِرَ الَّتِي فِي الْكِتَابِ وَالسُّنَّةِ بِالنَّظَرِ وَالِاعْتِبَارِ مَنْسُوخَةً، إِذْ عِلْمُ الْكَلَامِ إِنَّمَا هُوَ شَرْحٌ لَهَا، وَالْإِإِجْمَاعُ عَلَى بُطْلَانِ ذَلِكَ، بَلْ يَلْزَمُهُ أَشْنَعُ مِنْ هَذَا؛ وَهُوَ أَنْ يُحَرِّمَ قِرَاءَةَ الْقُرْآنِ إِذْ هُوَ مَمْلُوءٌ بِالْحُجَجِ وَالْبَرَاهِينِ
ผู้ที่กล่าวเช่นนี้ จำเป็นจะต้องยอมรับข้อผิดพลาดร้ายแรงตามมาว่า บรรดาคำสั่งในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่สั่งใช้ให้มนุษย์ทำหน้าที่พินิจพิจารณาและไตร่ตรอง (อันนัซรุ วัลอิอ์ติบาร) นั้นได้ถูกยกเลิก (มัคซูค) ไปแล้ว เพราะศาสตร์กะลามมิใช่อื่นใดนอกจากการอรรถาธิบายคำสั่งเชิงเหตุผลเหล่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตรรกะของเขาจะนำไปสู่สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั่นคือ การสั่งห้ามอ่านอัลกุรอาน! ทั้งนี้เพราะในคัมภีร์ของอัลลอฮ์นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยข้อพิสูจน์ หลักฐานเชิงตรรกะ และการตอบโต้กลุ่มลัทธิปฏิเสธศรัทธา”
สอดคล้องสอดรับกันอย่างยิ่งกับทัศนะของท่านอัลลามะฮ์ อัลยูซีย์ ที่ได้ลุกขึ้นมาโต้แย้งพวกกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่งอย่างไร้ทิศทางความว่า:
وَأَمَّا مَا يُحْكَى عَنْ بَعْضِ الْمُبْتَدِعَةِ كَالْحَشْوِيَّةِ وَغَيْرِهِمْ؛ مِنْ أَنَّ النَّظَرَ فِي عِلْمِ التَّوْحِيدِ حَرَامٌ، فَلَا يَخْفَى فَسَادُهُ وَضَلَالُ مُعْتَقِدِهِ لِكُلِّ عَاقِلٍ... قَالَ بَعْضُ الْعُلَمَاءِ: مَنْ قَدَحَ فِي عِلْمِ التَّوْحِيدِ فَقَدْ أَنْكَرَ الْقُرْآنَ وَالسُّنَّةَ؛ إِذْ أَدِلَّتُهُ مَأْخُوذَةٌ مِنْهُمَا
ท่านอัลยูซีย์ย้ำว่า อัลกุรอานระบุคำพูดและการโต้เถียงของลัทธิที่ผิด เช่น การปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ หรือความเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพ แล้วประทานหลักฐานหักล้างเอาไว้ สิ่งนี้จึงเป็นข้อรับรองความชอบธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่ปราชญ์กะลามในการเดินรอยตามพระคัมภีร์
3. แก่นแท้และนิยามของศาสตร์กะลาม
ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ ได้ระบุนิยามแก่นแท้ของศาสตร์กะลามโดยคัดเลือกคำจำกัดความที่รัดกุมของท่าน **อิหม่ามอิบนุ อะเราะฟะฮ์** ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตมาอ้างอิงไว้ในตำรา Sharh al-Sanusiyyah al-Kubra ความว่า:
ซึ่งท่านอิบนุ อะเราะฟะฮ์ ได้ระบุสำทับพ่วงท้ายนิยามนี้ไว้ว่า ด้วยเงื่อนไขการระบุเป้าหมายพิทักษ์ศรัทธาข้อนี้ **จึงส่งผลให้วิชาตรรกศาสตร์ (อิลมุลมันติก) หลุดออกไปและไม่ถูกนับรวมเป็นเนื้อเดียวกับศาสตร์กะลาม** เนื่องจากตรรกศาสตร์ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือสากลทั่วไป
แต่ เมื่อตัวบทนี้เดินทางมาถึงยุคสมัยของท่าน **อัลลามะฮ์ อัลยูซีย์** ท่านได้ทำการวางระบบการเริ่มต้นศึกษาศาสตร์อย่างเป็นระเบียบวิธีสากล โดยระบุว่าอารัมภบทพื้นฐานของศาสตร์ความรู้ที่ผู้ศึกษาจำต้องตระหนักรู้ก่อนเริ่มขุดค้นมีอยู่ **10 ประการ (มะบาดิอุลอิลม์ อัลอะชะเราะฮ์ — مبادئ العلم العشرة)** อันได้แก่: ชื่อของศาสตร์, คำนิยาม, หัวข้อการศึกษา, ผู้ริเริ่มริเริ่ม, แหล่งที่มา, ประเด็นปัญหาภายใน, ความสัมพันธ์ต่อศาสตร์อื่น, คุณประโยชน์, ข้อชี้ขาดทางศาสนาในการศึกษา, และความประเสริฐของศาสตร์นั้น
จากโครงสร้าง 10 ประการนี้ ท่านอัลยูซีย์ได้ทำการจำแนกและอธิบายรายละเอียดเจาะจงแก่ศาสตร์กะลามไว้ดังนี้:
🏷️ ด้านชื่อเรียกขานสัญญะ: ท่านระบุว่าศาสตร์นี้มีชื่อเรียกหลักอยู่ 3 ชื่อ คือ *ศาสตร์แห่งรากฐานศาสนา (อุศูลุดดีน)* เพราะวิทยาการอื่นล้วนสร้างอยู่บนฐานวิชานี้, *ศาสตร์แห่งเตาฮีด (อิลมุตเตาฮีด)* เพราะครอบคลุมเรื่องเอกภาพอันเป็นส่วนที่ประเสริฐที่สุดของวิชา และ *ศาสตร์กะลาม (อิลมุลกะลาม)* เพราะปราชญ์มักเริ่มถกเถียงด้วยคำว่า ‘การพูดคุย (อัลกะลาม) ในประเด็นนี้...’ หรืออาจเรียกว่าวิชาแห่งการรู้จักพระเจ้า
🏷️ ด้านการปรับปรุงนิยามเชิงโครงสร้าง: ท่านอัลยูซีย์ได้ทำการประมวลนิยามใหม่ของวิชากะลามให้มีความกระชับ คมชัด และสอดคล้องกับยุคสมัยของท่านเอาไว้ในตำราหะวาชีย์ความว่า: `هُوَ الْعِلْمُ الْبَاحِثُ عَنِ الْكَائِنَاتِ مِنْ حَيْثُ إِثْبَاتُ مُوجِدِهَا وَصِفَاتِهِ وَأَفْعَالِهِ وَخِطَابِهِ لِخَلْقِهِ وَأَحْوَالِ الْخِطَابِ وَمَا يَتَوَقَّفُ عَلَيْهِ شَيْءٌ مِنْ ذَلِكَ خَاصًّا` **“ศาสตร์กะลามคือ: วิชาความรู้ที่กระทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสรรพสิ่งที่มีอยู่จริง (คายนิยาต) ในแง่มุมของการสถาปนายืนยันถึงพระผู้ทรงให้กำเนิดมัน, คุณลักษณะของพระองค์, การกระทำของพระองค์, วจนะดำรัสของพระองค์ต่อมวลสิ่งถูกสร้าง, สภาวการณ์แวดล้อมต่าง ๆ ของวจนะดำรัส (เช่น เรื่องการเป็นนบีและการฟื้นคืนชีพปรโลก) ตลอดจนสิ่งจำเป็นล่วงหน้าที่หลักการเหล่านั้นต้องพึ่งพาทำความเข้าใจเป็นการเฉพาะ”**
ท่านอัลยูซีย์ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบเชิงระเบียบวิธีว่า นิยามใหม่ของท่านมีความรัดกุมและงดงามกว่านิยามของท่านอิบนุ อะเราะฟะฮ์ ที่ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์หยิบยกมา เนื่องจากท่านได้บรรจุ **“หัวข้อการศึกษา” (เมาฎูอ์)** เข้าไปไว้ในตัวนิยามโดยตรงตามระเบียบวิธีการตั้งนิยามที่ถูกต้อง และได้รวบรวมเรื่องการสืบศาสนทูต (*อันนุบูวาต*) และเรื่องราวทางโลกหน้า (*อัสสัมอียาต*) ไว้ภายใต้ร่มคำคำว่า “สภาวการณ์ของวจนะดำรัส” อย่างสละสลวย โดยตัดคำพูดที่ซ้ำซ้อนออกไป
4. หัวข้อการศึกษาของศาสตร์กะลาม (เมาฎูอ์)
สำหรับหัวข้อการศึกษา (Subject Matter / เมาฎูอ์ — موضوع) ของศาสตร์กะลามนั้น ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์และท่านอัลลามะฮ์ อัลยูซีย์ มีทัศนะแกนกลางที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมั่นคง กล่าวคือหัวข้อศึกษาหลักคือนิยามของ:
บทสรุป
จากการศึกษารอยต่อทางปัญญาระหว่างสองปรมาจารย์สะท้อนให้เห็นว่า นิยามและหัวข้อศึกษาของศาสตร์กะลามในดินแดนอิสลามตะวันตก (มัฆริบ) มีพัฒนาการที่งอกงาม รัดกุม และเฉียบคมขึ้นตามลำดับเวลา จากเดิมที่เป็นเครื่องมือโต้แย้งปกป้องหลักศรัทธาทั่วไปในยุคอิบนุ ค็อลดูน ได้ถูกพัฒนาขัดเกลาโดยท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ และยกระดับสู่ความสมบูรณ์แบบเชิงโครงสร้างวิชาการโดยท่านอัลลามะฮ์ อัลยูซีย์ ยืนยันว่าอิลมุลกะลามสายอัชอะรีย์คือป้อมปราการทางสติปัญญาขั้นสูงที่ทำหน้าที่พิทักษ์สัจธรรมความบริสุทธิ์ของศาสนาอิสลามอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ข้ามศตวรรษอย่างแท้จริง
- السنوسي، أبو عبد الله محمد بن يوسف. شرح عقيدة أهل التوحيد (شرح السنوسية الكبرى). دار الكتب العلمية، بيروت.
- اليوسي، الحسن بن مسعود. حواشي اليوسي على شرح كبرى السنوسي (عمدة أهل التوفيق والتسديد). تحقيق وتعليق مجموعة من الباحثين. دار الكتب العلمية، بيروت.
- ابن خلدون، عبد الرحمن. المقدمة. الفصل في علم الكلام. دار القلم، بيروت.
- مجموعة من الأساتذة. معلمة المغرب. الجمعية المغربية للتأليف والترجمة والنشر، الرباط.
- مستندات وبحوث مَّرْكَزُ الْإِمَامِ الْأَشْعَرِيِّ لِلدِّرَاسَاتِ الْعَقَدِيَّةِ، ٢٥hex.