คำว่า “อัลญิสม์” (الجسم — มวลวัตถุ/เรือนร่าง) จึงกลายสภาพมาเป็นศูนย์กลางแห่งการวิพากษ์และวิเคราะห์ของเหล่านักเทววิทยามุสลิมหลากหลายสำนักมานานหลายศตวรรษ การถกเถียงประเด็นนี้มิใช่เกมทางภาษาที่เลื่อนลอย หากแต่ตั้งอยู่บนเจตจำนงอันเด็ดขาดในการลากเส้นแบ่งระหว่าง “สิ่งถูกสร้าง” ออกจาก “องค์พระผู้ทรงสร้าง” ทั้งนี้สอดรับตรงตามพระดำรัสควบคุมสากลในมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า: `لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ` **(ไม่มีสิ่งใด ๆ เสมอเหมือนพระองค์)** ปราญช์กะลามจึงจำเป็นต้องนิยามลักษณะจำเพาะของสสารให้แจ่มชัด เพื่อประกาศความบริสุทธิ์สูงส่งพ้นจากคุณลักษณะเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง
ท่าน **อิหม่ามอบุลหะสัน อัลอัชอะรีย์** ได้ทำการประมวลรวบรวมข้อขัดแย้งเกี่ยวกับคำนิยามของญิสม์ในหมู่นักปัญญาชนยุคแรกเอาไว้ในตำราประวัติศาสตร์ความคิดชิ้นเอกอย่าง Maqalat al-Islamiyyin wa Ikhtilaf al-Musallin ชี้ชัดว่าข้อวินิจฉัยถูกแตกแขนงออกเป็น **12 ทัศนะหลัก** ความว่า:
اخْتَلَفَ الْمُتَكَلِّمُونَ مِنَ الَّذِينَ تَكَلَّمُوا وَأَلَّفُوا فِي عِلْمِ الْكَلَامِ مِنْ أَهْلِ السُّنَّةِ وَالْجَمَاعَةِ وَمِنْ غَيْرِهِمْ فِي الْجِسْمِ مَا هُوَ عَلَى اثْنَتَيْ عَشْرَةَ مَقَالَةً
ถอดรหัส 12 ทัศนะว่าด้วยสารัตถะแห่ง “ญิสม์” ในคัมภีร์มะกอลาต
ทัศนะที่ 1 [ฝ่ายรองรับอุบัติการณ์ชั่วคราว]: กลุ่มหนึ่งวิเคราะห์ว่า ญิสม์คือสิ่งใดก็ตามที่ทำหน้าที่รองรับ **“อะร็อฎ” (คุณลักษณะประกอบชั่วคราว — عرض)** เช่น การเคลื่อนไหว, การหยุดนิ่ง และสิ่งอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ดังนั้นย่อมไม่มีญิสม์ใดดำรงอยู่ได้หากปราศจากการรองรับอะร็อฎ และพวกเขายังอ้างว่าอณูย่อยที่เล็กที่สุดที่ไม่อาจแบ่งแยกย่อยได้อีก (*เญาฮัร อัลฟัรด์*) ก็สามารถถูกเรียกเป็นญิสม์ได้ หากมันทำหน้าที่สถิตรองรับสภาวะอาการเหล่านั้น
ทัศนะที่ 2 [ฝ่ายเงื่อนไขการรวมตัวร่วม]: กลุ่มหนึ่งมองว่า ญิสม์จะแปรสภาพเป็นญิสม์ได้ก็ต่อเมื่อปรากฏสภาวะการประกอบกันและการรวมตัวกันคู่อยู่เท่านั้น พวกเขาวางเกณฑ์ว่า ยามเมื่ออณูย่อยเดี่ยวสองหน่วยมารวมสถิตอยู่ร่วมกัน แต่ละส่วนจะกลายเป็นญิสม์ในสภาพที่ผูกพันกันนั้น แต่ยามใดที่พวกมันแยกตัวออกจากกัน ชิ้นส่วนเดี่ยวเหล่านั้นย่อมหลุดพ้นจากความเป็นญิสม์ทันที ซึ่งนี่นับเป็นทัศนะของปราชญ์กะลามบางส่วนจากกรุงแบกแดด (อาทิ ท่านอีซา อัศศูฟีย์)
ทัศนะที่ 3 [ฝ่ายองค์ประกอบขั้นต่ำสองหน่วย]: กลุ่มหนึ่งชี้ขาดว่า ความหมายของญิสม์คือสิ่งถูกประกอบสร้างขึ้น และโครงสร้างญิสม์ที่เล็กที่สุดในโลกจำต้องประกอบขึ้นมาจาก **2 ชิ้นส่วนย่อยรวมกันขึ้นไป** ชิ้นส่วนเดี่ยวหน่วยเดียวไม่นับเป็นญิสม์ เพราะการประกอบสร้าง (*อัลอิรติกาบ*) ถือเป็นคุณสมบัติเฉพาะของญิสม์ ชิ้นส่วนเดี่ยวสามารถรองรับสี, รสชาติ และกลิ่นได้ แต่ไม่อาจสร้างมิติการประกอบได้หากอยู่เพียงลำพัง
ทัศนะที่ 4 [ทัศนะของอบุลหุซัยล์ อัลอัลลัฟ]: ปรมาจารย์ฝ่ายมุอ์ตะซิละฮ์ท่านนี้วางระเบียบว่า ญิสม์คือสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏแกนพิกัดมิติครบถ้วน ได้แก่ ทิศขวา-ซ้าย, ทิศหน้า-หลัง, และทิศบน-ล่าง ดังนั้น โครงสร้างญิสม์ที่เล็กที่สุดในจักรวาลจำต้องประกอบสร้างขึ้นมาจาก **6 ชิ้นส่วนย่อย** รวมเข้าด้วยกันในแต่ละแกนทิศทางพอดี
ทัศนะที่ 5 [ทัศนะของอัลญุบบาอีย์]: ผู้นำสำนักคิดมุอ์ตะซิละฮ์รุ่นต่อมาเสนอว่า ญิสม์ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยที่ไม่ต่อเนื่องและแบ่งแยกไม่ได้ โดยท่านวางตรรกะว่าการรวมตัวกันของอนุภาคพื้นฐานเหล่านี้สามารถปรากฏสถิตอยู่ในสองตำแหน่งพื้นที่ (หรือมากกว่า) ได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งในเชิงมโนทัศน์มีลักษณะคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์การซ้อนทับควอนตัม (Quantum Superposition) ในฟิสิกส์ยุคใหม่ แต่ดำเนินอยู่บนฐานคิดตรรกะกะลามมิใช่สมการคณิตศาสตร์
ทัศนะที่ 6 [ทัศนะของมะอ์มัร บิน อับบาด]: เสนอว่าญิสม์คือสิ่งที่มีมิติกว้าง, ยาว, และลึก ครบถ้วน โดยญิสม์ที่เล็กที่สุดจำต้องประกอบขึ้นมาจาก **8 ชิ้นส่วนย่อย** หลอมรวมกัน โดยท่านอธิบายการก่อตัวทางมิติเอาไว้ชัดเจนคือ:
(1) แกนความยาว: เกิดจากการนำจุดเดี่ยว 2 จุดมาวางเรียงต่อกันในแนวระนาบเพื่อสร้างระยะห่าง
(2) แกนความกว้าง: เกิดจากการนำชุดความยาว 2 ชุด (รวมเป็น 4 จุด) มาวางขนานกันเพื่อสถาปนาพื้นผิว
(3) แกนความลึก: เกิดจากการนำแผ่นพื้นผิว 2 ชั้น (4 จุด ซ้อนทับบน 4 จุด รวมเป็น 8 จุด) มาประกบกันในแนวดิ่งเพื่อสร้างปริมาตรสามมิติ
ทัศนะที่ 7 [ทัศนะของฮิชาม บิน อัมร์ อัลฟูฏีย์]: กำหนดนิยามว่า ญิสม์ขั้นต่ำจำต้องประกอบขึ้นมาจาก **36 ชิ้นส่วนย่อยที่แบ่งแยกไม่ได้** ทั้งนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า วัตถุจำต้องมี 6 เสาหลักประธาน (*รุก่น*) คอยค้ำจุน และในแต่ละรุก่นจำต้องประกอบสร้างมาจากอณูย่อยอีก 6 หน่วยซ้อนกันอยู่ภายใน
ทัศนะที่ 8 [ฝ่ายภาษาศาสตร์ธรรมชาติ]: กลุ่มนี้ตีความอิงตามจารีตภาษาศาสตร์อาหรับว่า ญิสม์คือสิ่งใดก็ตามที่มีคุณสมบัติทางกายภาพครบ 3 มิติ คือมีความยาว ความกว้าง และความลึก โดยพวกท่านปฏิเสธที่จะล็อกจำนวนตัวเลขของอนุภาคประกอบอย่างตายตัว แม้จะยอมรับว่าชิ้นส่วนเหล่านั้นมีจำนวนที่คำนวณนับได้ก็ตาม
ทัศนะที่ 9 [ทัศนะของฮิชาม อิบนุลหะกัม]: แกนนำฝ่ายชีอะฮ์ยุคต้นเสนอว่าคำว่าญิสม์มีความหมายตรงตัวเท่ากับคำว่า “สิ่งที่มีอยู่จริง (สิ่งดำรงอยู่ด้วยตนเอง)” แต่คำจำกัดความข้อนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากท่านอิหม่ามสัจจะอาลีย์และนักวิชาการซุนนีย์ส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นการใช้ระเบียบวิธีเล่นคำเพื่อเปิดทางไปสู่ข้อสรุปอันตรายในลัทธิมานุษยรูปนิยม (*ตัจซีม*) เพื่อทึกทักว่าในเมื่ออัลลอฮ์ทรงมีอยู่จริง พระองค์ก็ย่อมทรงเป็นญิสม์ด้วย ซึ่งจัดเป็นความหลงผิดที่ขัดต่อหลักศรัทธาสากล
ทัศนะที่ 10 [ทัศนะของอันนัซซอม]: ปฏิเสธทฤษฎีอนุภาคพื้นฐานอย่างสิ้นเชิง โดยท่านนิยามว่าญิสม์คือสิ่งที่มีความยาว ความกว้าง ความลึก แต่ชิ้นส่วนประกอบของมัน **สามารถถูกแบ่งแยกย่อยลงไปได้เรื่อย ๆ อย่างเป็นอนันต์ (Infinite Divisibility)** ปราศจากหน่วยเล็กสุดที่แบ่งแยกไม่ได้ ข้อเสนอนี้เป็นการท้าทายตรรกะเญาฮัร อัลฟัรด์ โดยตรง และสอดรับกับข้อถกเถียงในโลกฟิสิกส์ดาราศาสตร์ปัจจุบันว่าอวกาศและเวลามีลักษณะต่อเนื่อง (Continuous Spectrum) หรือเป็นชิ้นส่วนพลังงานย่อย (Discrete Quantum)
ทัศนะที่ 11 [ทัศนะของอับบาด บิน สุลัยมาน]: มองว่าญิสม์คือ สภาวะรวมที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ระหว่างหน่วยตัวตนหลัก (*เญาฮัร*) กับคุณลักษณะประกอบที่จำเป็นเชิงโครงสร้าง (*อะร็อฎ วาญิบ*) ส่วนคุณสมบัติแวดล้อมใดที่สามารถแยกตัวหรือแปรผันได้ (เช่น สีสัน) จะไม่ถูกนับรวมเป็นเนื้อแท้ของความเป็นญิสม์ตัวนั้น
ทัศนะที่ 12 [ทัศนะของฎิรอร บิน อัมร์]: นำเสนอแนวคิดแบบถอดถอนเนื้อสาร โดยท่านมองว่าในความเป็นจริงภายนอกย่อมไม่มีวัตถุญิสม์ใด ๆ ดำรงอยู่จริง สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าญิสม์เป็นเพียง **“กลุ่มก้อนของอุบัติการณ์ชั่วคราว (อะอ์รอด)”** มารวมตัวสถิตร่วมกันในพิกัดเดียวจนเกิดเป็นภาพลวงตาทางกายภาพขึ้นมา (อุปมาว่าเรามิได้เห็นผลทุเรียนดำรงอยู่จริง แต่สมองประมวลผลจากการรวมตัวกันของ ความเป็นสีเหลือง + ความแข็งของเปลือก + กลิ่นหอม + รสหวาน ณ จุดเดียว)
สถาปัตยกรรมทางความคิด: การจัดกลุ่ม 4 หมวดหมู่เพื่อความเข้าใจเด่นชัด
เพื่อคลี่คลายความซับซ้อนเชิงทฤษฎี มัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์ ได้ทำการจัดระเบียบโครงสร้างคำนิยามทั้ง 12 ข้อข้างต้นเข้าสู่ **4 กลุ่มแกนหลัก** เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสแกนอ่านและทำความเข้าใจแก่นรากได้อย่างสากล ดังนี้ครับบอส:
📦 กลุ่มที่ 1: ญิสม์ในฐานะ “ฐานรองรับคุณลักษณะประจำสสาร” (ทัศนะข้อที่ 1)
ให้นิยามว่าวัตถุคือสิ่งใดก็ตามที่มีขีดความสามารถในการสถิตรองรับอาการแปรผันต่าง ๆ ได้ (เช่น สี, อุณหภูมิ, การเคลื่อนไหว) อุปมาเหมือนผืนผ้าใบแคนวาสที่ทำหน้าที่รองรับหยดสีต่าง ๆ หากปราศจากผ้าใบ มวลสีเหล่านั้นย่อมไม่อาจปรากฏรูปร่างขึ้นมาได้ในโลกความจริง
📦 กลุ่มที่ 2: ญิสม์ในฐานะ “ผลผลิตจากการรวมตัวของอนุภาคพื้นฐาน” (ทัศนะข้อที่ 2, 3, 5)
มุ่งวิเคราะห์โครงสร้างว่าวัตถุอุบัติขึ้นมาจากการประกอบกันของเศษเสี้ยวหน่วยย่อยที่แบ่งไม่ได้ โดยเปิดมัจลิสถกเถียงลึกซึ้งว่า อนุภาคเดี่ยวหน่วยเดียวสามารถถูกเรียกเป็นญิสม์ได้แล้วหรือยัง หรือจำเป็นต้องอาศัยการเข้าคู่หลอมรวมกันตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไปจึงจะสามารถสถาปนาตัวตนขึ้นมาได้
📦 กลุ่มที่ 3: ญิสม์ในฐานะ “สิ่งสิ่งที่มีมิติพิกัดทางกายภาพ” (ทัศนะข้อที่ 4, 6, 7, 8, 10)
นับเป็นกรอบแนวคิดที่สอดรับกับสามัญสำนึกและวิชาฟิสิกส์กลศาสตร์ทั่วไปมากที่สุด โดยนิยามว่าญิสม์คือสิ่งใดก็ตามที่ปรากฏแกนสัดส่วนทางมิติ (กว้าง, ยาว, ลึก) หรือพิกัดทิศทางห้อมล้อมชัดเจน แต่ปราชญ์ในกลุ่มนี้จะถกเถียงกันในประเด็นจำนวนเลขคณิตขั้นต่ำของอนุภาคที่จะนำมาเรียงต่อกันเพื่อสร้างมิติสามแกนให้เกิดขึ้นจริง
📦 กลุ่มที่ 4: ญิสม์ในระบบถอดถอนและแนวคิดนามธรรมขั้นสูง (ทัศนะข้อที่ 9, 11, 12)
ครอบคลุมคติวิเคราะห์เชิงลึก ตั้งแต่การพยายามเล่นแง่คำศัพท์ของฮิชาม อิบนุลหะกัมเพื่อเปิดทางสู่ลัทธิมานุษยรูปนิยม, การแยกเนื้อสารระหว่างอะร็อฎจำเป็นออกจากอะร็อฎแปรผันของอับบาด ไปจนถึงทฤษฎีปฏิเสธเนื้อสารสสารของท่านฎิรอร บิน อัมร์ ที่มองว่าวัตถุเป็นเพียงกลุ่มก้อนอุปมาของกลุ่มอาการอะอ์รอดที่รวมตัวกันหนาแน่นในพิกัดเดียว
เป้าหมายเชิงเทววิทยา: ระเบียบวิธีปฏิเสธแบบตรงกันข้าม (Via Negativa)
การตรากฎเกณฑ์ขีดเส้นแบ่งคำจำกัดความของคำว่า “ญิสม์” เอาไว้อย่างรัดกุมในคลังวิชากะลาม มิใช่ภารกิจเพื่อความสนุกสนานทางปรัชญา แต่มันคือเครื่องมือชี้ขาดในระบบเทววิทยาเพื่อขับเคลื่อนกระบวนการ **ปฏิเสธคุณลักษณะสิ่งถูกสร้างออกจากองค์พระผู้สร้าง (หลักอัตตันซีฮ์)** โดยการใช้ตรรกะระเบียบวิธีคิดแบบตรงกันข้าม ดังนี้ครับบอส:
- ⚖️ หากญิสม์คือสิ่งที่มีโครงสร้างประกอบสร้างขึ้นมา (กลุ่มที่ 2): อัลลอฮ์ย่อมทรงบริสุทธิ์พ้นจากการมีส่วนประกอบ พระองค์ทรงเป็นเอกะหนึ่งเดียวโดยสมบูรณ์เด็ดขาด (*อัลอะหัด*)
- ⚖️ หากญิสม์คือสิ่งที่มีขอบเขตมิติและกินพื้นที่อวกาศ (กลุ่มที่ 3): อัลลอฮ์ย่อมทรงอยู่เหนือพันธนาการของปริภูมิ-เวลา ทิศทาง หรือพิกัดสถานที่ทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง
- ⚖️ หากญิสม์คือสิ่งสถิตรองรับการเปลี่ยนแปลงและอุบัติการณ์ชั่วคราว (กลุ่มที่ 1): อัลลอฮ์ย่อมทรงเป็นองค์อนันตกาลผู้ไม่ผันแปร ทรงเที่ยงแท้และคงอยู่ถาวรชั่วนิรันดร์
- ⚖️ หากญิสม์คือสิ่งที่มีอยู่จริงภายใต้สภาวะพึ่งพิงปัจจัยอื่น (กลุ่มที่ 4): อัลลอฮ์ย่อมทรงมีอยู่จริงอย่างสมบูรณ์สูงสุดด้วยแก่นแท้ของพระองค์เองโดยไม่ต้องพึ่งพาสรรพสิ่งใด ๆ (*อัลก็อยยูม*)
บทสรุป
สารัตถะของคำว่าญิสม์ในทัศนะของมัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์ จึงทำหน้าที่เป็นมาตรวัดทางปัญญาเพื่อจำแนกสากลจักรวาล พิทักษ์รักษาระบบเอกเทวนิยมให้สะอาดบริสุทธิ์พ้นจากคติมานุษยรูปนิยมและการตีค่าพระเจ้าให้มีสัดส่วนกว้างยาวลึก อิลมุลกะลามจึงประสบความสำเร็จในการใช้ตรรกะวิทยาศาสตร์รื้อถอนข้ออ้างของลัทธิวัตถุนิยมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ข้ามศตวรรษสืบไปถาวร
- الأشعري، أبو الحسن علي بن إسماعيل. مقالات الإسلاميين واختلاف المصلين. تحقيق محمد محيي الدين عبد الحميد. مكتبة النهضة المصرية، القاهرة، الطبعة الأولى، ١٣٧٣هـ / ١٩٥٤م، الجزء الثاني، ص ٤-٧.
- البغدادي، عبد القاهر بن طاهر. أصول الدين. الفصل في الجواهر والأجسام. مطبعة الدولة، إستانبول.
- الجرجاني، علي بن محمد. كتاب التعريفات. باب الجسم والجوهر. دار الكتب العلمية، بيروت.
- คลังเอกสารวิเคราะห์ มَّرْكَزُ الْإِمَامِ الْأَشْعَرِيِّ لِتدْوِينِ الْبُحُوثِ الْعَقَدِيَّةِ، ٢٥hex.