หนึ่งในคำอธิบายเชิงระเบียบวิธีที่ทรงน้ำหนัก คมชัด และจำแนกเส้นแบ่งแยกแยะประเด็นนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด ปรากฏในคัดลอกถ้อยคำของประมุขปราชญ์ฟิกฮ์และอุศูลอย่าง **ท่านอิหม่ามตาญุดดีน อัศศุบกีย์** (ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยท่าน) บันทึกเอาไว้ในตำราฮิสโตริคัลระดับแม่บทอย่าง Tabaqat al-Shafi'iyyah al-Kubra ความว่า:

ثُمَّ أَقُولُ لِلْأَشَاعِرَةِ قَوْلَانِ مَشْهُورَانِ فِي إِثْبَاتِ الصِّفَاتِ، هَلْ تُمَرُّ عَلَى ظَاهِرِهَا مَعَ اعْتِقَادِ التَّنْزِيهِ، أَوْ تُؤَوَّلُ؟ وَالْقَوْلُ بِالْإِمْرَارِ مَعَ اعْتِقَادِ التَّنْزِيهِ هُوَ الْمَعْزُوُّ إِلَى السَّلَفِ، وَهُوَ اخْتِيَارُ الْإِمَامِ فِي الرِّسَالَةِ النِّظَامِيَّةِ وَفِي مَوَاضِعَ مِنْ كَلَامِهِ، فَرُجُوعُهُ مَعْنَاهُ الرُّجُوعُ عَنِ التَّأْوِيلِ إِلَى التَّفْوِيضِ، وَلَا إِنْكَارَ فِي هَذَا، وَلَا فِي مُقَابِلِهِ، فَإِنَّهَا مَسْأَلَةٌ اجْتِهَادِيَّةٌ، أَعْنِي مَسْأَلَةَ التَّأْوِيلِ أَوِ التَّفْوِيضِ مَعَ اعْتِقَادِ التَّنْزِيهِ
“ข้าพเจ้าขอกล่าวชี้แจงว่า สำหรับอะชาอิเราะฮ์นั้น ปรากฏมีสองทัศนะอันเป็นที่เลื่องลือรู้จักกันดีในระบบการยืนยันคุณลักษณะ (อัศศิฟาต) ของอัลลอฮ์ นั่นคือ:

1. แนวทางปล่อยให้ตัวบทผ่านไปตามที่ปรากฏภายนอก (อิมร็อร) พร้อมกับการยึดมั่นศรัทธาอย่างเด็ดขาดในหลักการปฏิเสธความคล้ายคลึงกับสรรพสิ่ง (หลักตันซีฮ์) ซึ่งนี่คือแนวทางที่เรียกว่า **การมอบหมายความหมาย (อัตตัฟวีฎ — التفويض)** หรือ...
2. แนวทางทำการตีความเชิงอุปมาอรรถศาสตร์ (อัตตะอ์วีล — التأويل)

ทัศนะการปล่อยให้ตัวบทผ่านไปพร้อมกับการควบคุมด้วยหลักตันซีฮ์นั้น ย่อมเป็นแนวทางดั้งเดิมที่ถูกพาดพิงระบุสายรายงานสืบไปหาบรรดาบรรพชนยุคแรก (สะลัฟ) และยังเป็นทัศนะที่ท่านอิหม่ามอัลหะรอมัยน์ อัลญุวัยนีย์ ได้เลือกยึดถือไว้ในตำรา Al-Risalah al-Nizamiyyah ตลอดจนในอีกหลายตำแหน่งจากข้อเขียนประมวลคำสอนของท่าน

ดังนั้น การหวนกลับผันแปรทางทัศนะของท่านอิหม่ามอัลญุวัยนีย์ จึงมีความหมายระเบียบวิธีคือ การหวนกลับจากการใช้แนวทางตีความเชิงอุปมา (ตะอ์วีล) เปลี่ยนไปสู่แนวทางการมอบหมายความหมาย (ตัฟวีฎ) เท่านั้น และย่อมไม่มีการประณามหรือปฏิเสธใด ๆ ต่อผู้ยึดถือแนวทางนี้ เช่นเดียวกับที่จะไม่มีการประณามปฏิเสธใด ๆ ต่อแนวทางตรงกันข้าม (คือฝ่ายตะอ์วีล) เช่นกัน ทั้งนี้เพราะแท้จริงแล้วประเด็นนี้จัดอยู่ในหมวดหมู่ **‘ปัญหาปลีกย่อยที่เปิดกว้างสำหรับการวินิจฉัย (มัสอะละฮ์ อิจญ์ติฮาดียะฮ์)’** ข้าพเจ้ามุ่งหมายถึง คดีความเลือกระหว่างการตีความเชิงอุปมาหรือการมอบหมายความหมาย โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือทั้งสองแนวทางจำต้องตั้งอยู่บนฐานรากของการยึดมั่นในหลักตันซีฮ์อย่างสิ้นเชิงถาวร”

แต่ ท่านอิหม่ามตาญุดดีน อัศศุบกีย์ ได้ลากเส้นแบ่งเตือนสติและระบุถึงภัยพิบัติร้ายแรงที่หลุดออกไปจากกรอบของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์เอาไว้ในวรรคถัดมาอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนความว่า:

إِنَّمَا الْمُصِيبَةُ الْكُبْرَى وَالدَّاهِيَةُ الدَّهْيَاءُ الْإِمْرَارُ عَلَى الظَّاهِرِ، وَالِاعْتِقَادُ أَنَّهُ الْمُرَادُ، وَأَنَّهُ لَا يَسْتَحِيلُ عَلَى الْبَارِي، فَذَلِكَ قَوْلُ الْمُجَسِّمَةِ عُبَّادِ الْوَثَنِ، الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ يَحْمِلُهُمُ الزَّيْغُ عَلَى اتِّبَاعِ الْمُتَشَابِهِ، ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ، عَلَيْهِمْ لَعَائِنُ اللَّهِ تَتْرَى وَاحِدَةً بَعْدَ أُخْرَى، مَا أَجْرَأَهُمْ عَلَى الْكَذِبِ، وَأَقَلَّ فَهْمَهُمْ لِلْحَقَائِقِ
“แต่... มหันตภัยอันใหญ่หลวงและหายนะอันร้ายกาจที่สุดในระบบศรัทธา คือพฤติการณ์ของกลุ่มคนที่ปล่อยให้เนื้อความแบนราบผ่านไปตามความหมายผิวเผินภายนอก (ตามตัวอักษรทางกายภาพ) พร้อมกับเกิดความเชื่อมั่นภายในใจซื่อ ๆ ว่าความหมายตามตัวอักษรวัตถุนั้นแหละคือสิ่งที่พระเจ้าทรงมุ่งหมายประสงค์จริง ๆ และเชื่อมั่นว่าสภาวะมานุษยรูปนิยมเช่นนั้นมิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระผู้สร้าง< *ขัดต่อหลักตันซีฮ์โดยสิ้นเชิง* >

พจนารถพฤติกรรมลักษณะนั้น ย่อมเป็นคำกล่าวอ้างของ **ลัทธิมุ่งสร้างเรือนร่างให้แก่พระเจ้า (กลุ่มอัลมุญัสสิมะฮ์ — المجسمة)** บรรดาผู้เคารพบูชาเจว็ดรูปปั้น ผู้ซึ่งภายในหัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความเบี่ยงเบนหลงทิศ และความเบี่ยงเบนนั้นเองที่ได้ปลุกระดมชักนำพวกมันให้เที่ยวไล่ปฏิบัติตามโองการที่มีนัยความหมายคลุมเครือ (มุตะชาบิฮ์) เพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการสร้างฟิตนะฮ์ความวุ่นวาย ขอการสาปแช่งของอัลลอฮ์จงประสบแด่พวกเขาอย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างมีความกล้าหาญในการมุสากุเรื่องเสียนี่กระไร! และช่างมีความเข้าใจในสัจธรรมความจริงอันน้อยนิดยิ่งนัก!”

รากฐานความหลงผิดของการยึดความหมายตามตัวอักษรภายนอก

สอดประสานรัดกุมเสมอกันกับคำชี้แจงคำตักเตือนของ **ท่านอิหม่ามมุฮัมมัด บิน ยูซุฟ อัสสะนูซีย์** ปราชญ์ผู้รจนาตำราเทววิทยาชั้นสูง ท่านได้ระบุเตือนภัยความมั่นคงทางปัญญาเอาไว้ในฟัตวาคำสอนของท่าน ชี้ให้เห็นว่าสภาวะการยึดถือตัวบทตามตัวอักษรโดยปราศจากการคัดกรองนับเป็นประตูบานแรกสู่การตกศาสนาความว่า:

الْتَّمَسُّكُ فِي عَقَائِدِ الْإِيمَانِ بِمُجَرَّدِ ظَوَاهِرِ الْكِتَابِ وَالسُّنَّةِ مِنْ غَيْرِ تَفْصِيلٍ بَيْنَ مَا يَسْتَحِيلُ ظَاهِرُهُ مِنْهَا وَمَا لَا يَسْتَحِيلُ، فَلَا خَفَاءَ مِنْ كَوْنِهِ أَصْلًا لِلْكُفْرِ وَالْبَدْعَةِ
“พฤติการณ์การดึงดันยึดถือในหลักความเชื่อแห่งศรัทธา (อากีดะฮ์) โดยอาศัยเพียงแค่ความหมายที่ปรากฏตามผิวเผินตัวอักษรภายนอกของมหาคัมภีร์อัลกุรอานและพระจริยวัตรซุนนะฮ์ โดยไม่มีการแยกแยะวิเคราะห์ระหว่างส่วนที่ความหมายตามตัวอักษรตรงตัวของมันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางทฤษฎี (สำหรับอัลลอฮ์) กับส่วนที่เป็นไปได้ ย่อมไม่มีความเร้นลับปิดบังเลยว่าพฤติกรรมความมักง่ายข้อนั้น **คือรากฐานหลักที่นำพามนุษยชาติไปสู่การปฏิเสธศรัทธา (กุฟร์) และการสร้างอุตริกรรม (บิดอะฮ์)** อย่างถอนรากถอนโคน”

ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ ได้ทำการยกอุทาหรณ์คดีประวัติศาสตร์ขึ้นมาฉายภาพเตือนสติปัญญาชนมุสลิมให้เห็นเป็นรูปธรรมความว่า: *“ขอบเขตที่นำพาไปสู่การตกศาสนาและการปฏิเสธศรัทธานั้น อุปมาได้กับกรณีศึกษาของ **ลัทธิทวินิยมอัษษะนะวียะฮ์ (الثنوية)** ผู้ซึ่งมีความเชื่อหลงทิศในความเป็นพระเจ้าของแสงสว่างและความมืด พวกเขาได้หยิบยกเอาตัวบทดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ในสูเราะฮ์อันนูร ที่ระบุว่า **{อัลลอฮ์คือรัศมีแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน}** มาเป็นข้ออ้างอิงบิดเบือนทฤษฎีว่า ‘แสงสว่างหรือแสงสีขาว’ คือหนึ่งในสององค์พระผู้สร้าง และแสงนั้นมีนามเรียกว่าอัลลอฮ์ โดยที่สมองของคนกลุ่มนั้นไม่ได้พิจารณาพินิจเลยถึงสภาวะความเป็นไปไม่ได้ในทางเทววิทยาที่แสงสว่างทางกายภาพจะกลายเป็นพระเจ้าได้”*

เหตุผลในทางญาณวิทยากล่าวคือ แสงสว่างหรือโฟตอนย่อมเป็นสิ่งที่มีโครงสร้างแปรผัน มีการเปลี่ยนแปลงสภาวะ ถูกสร้างขึ้นใหม่ มีการอุบัติขึ้นและดับสลายไปตามกาลอวกาศ แต่สำหรับองค์พระผู้สร้างสูงสุดแล้ว สภาวะการผันแปรเปลี่ยนแปลงและการถูกสร้างขึ้นใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิงในทางภววิทยา และจำเป็น (วาญิบ) สำหรับพระองค์ที่จะต้องทรงไว้ซึ่งคุณลักษณะของการดำรงอยู่ดั้งเดิมโดยไร้จุดเริ่มต้น (**คุณลักษณะอัลกิดัม — القدم**) และคุณลักษณะการดำรงอยู่อย่างสถาพรนิรันดร์ถาวร (**คุณลักษณะอัลบะกออ์ — البقاء**)

การหักล้างลัทธิกำหนดทิศทางอวกาศให้แก่พระผู้สร้าง

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านอิหม่ามอัสสะนูซีย์ ได้ทำการวางเกณฑ์ตัดสินคว่ำบาตรทางวิชาการต่อกลุ่ม **หะชะวียะฮ์** และกลุ่ม **กัรรอมียะฮ์** (กลุ่มที่สุดโต่งในการพยายามยืนยันพิกัดทางกายภาพและทิศทางเบื้องบนให้แก่องค์อัลลอฮ์) เอาไว้ชัดเจนในตำราอรรถฉบับกลางอย่าง Al-Aqidah al-Wusta และคำอธิบายอภิปรายขยายความของท่านความว่า:

وَلَمْ يَقُلْ أَحَدٌ بِالْجِهَةِ مِنْ أَهْلِ السُّنَّةِ، وَإِنَّمَا قَالَ بِهَا طَائِفَةٌ مِنَ الْمُبْتَدِعَةِ وَهُمْ الْحَشْوِيَّةُ وَالْكَرَّامِيَّةُ... تَعَالَى اللَّهُ عَنْ ذَلِكَ عُلُوًّا كَبِيرًا
“และข้าพเจ้าขอประกาศชี้ขาดเป็นบรรทัดฐานว่า **ย่อมไม่มีปราชญ์ผู้รู้ท่านใดเลยจากมหาชนชาวอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ที่จะยอมเอ่ยปากกล่าวอ้างเรื่องการมีพิกัดทิศทาง (อัลญิฮะฮ์) ให้แก่องค์อัลลอฮ์เลยแม้แต่คนเดียว** หากแต่ผู้ที่ลุกขึ้นมาประกาศถ้อยคำหลงทิศข้อนั้น มีเพียงแค่ชนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้สร้างอุตริกรรมบิดเบือนในศาสนาเท่านั้น ซึ่งก็คือพวกกลุ่มหะชะวียะฮ์ และพวกกลุ่มลัทธิกัรรอมียะฮ์... อัลลอฮ์ทรงสูงส่งและทรงบริสุทธิ์พ้นจากข้อกล่าวอ้างอันเสื่อมถอยเหล่านั้นอย่างยิ่งใหญ่ไพศาล”

บทสรุป

ดุลยพินิจของมัซฮับอัชอะรีย์ดั้งเดิมจึงมีความโปร่งใสและเที่ยงธรรมสูงสุด ตราบใดที่นักศึกษาศาสนายังคงจำกัดขอบเขตการพิจารณาอายาตอัศศิฟาตไว้ภายใต้ 2 แนวทางหลักที่สะลัฟรับรอง คือการมอบหมายความหมายที่แท้จริง (*ตัฟวีฎ*) หรือการเลือกอธิบายเชิงเปรียบเปรย (*ตะอ์วีล*) โดยล็อกเกาะสถิตอยู่กับหลักการตันซีฮ์ ย่อมถือเป็นทัศนะที่ถูกต้องและเป็นเสรีภาพทางวิชาการที่ห้ามมิให้มีการประณามกัน แต่กระแสความพยายามผูกขาดค่านิยมมานุษยรูปนิยม (ตัจซีม) นำเอาคำศัพท์อภิปรัชญาไปรับใช้การเมืองนิกายร่วมสมัยเพื่อสร้างฟิตนะฮ์ ย่อมจัดเป็นความเสื่อมถอยที่มัรกัสพึงลุกขึ้นมาฉุดรั้งและหักล้างด้วยแสงสว่างแห่งคมปัญญาสืบไปถาวร


แหล่งอ้างอิงหลัก
  • السبكي، تاج الدين عبد الوهاب. طبقات الشافعية الكبرى. تحقيق محمود محمد الطناحي وعبد الفتاح محمد الحلو. دار إحياء الكتب العربية، القاهرة.
  • السنوسي، أبو عبد الله محمد بن يوسف. شرح العقيدة الوسطى. دار الكتب العلمية، بيروت.
  • الجويني، إمام الحرمين أبو المعالي. الرسالة النظامية في الأركان الإسلامية. تحقيق محمد زاهد الكوثري. المكتبة الأزهرية للتراث، القاهرة.
  • الطحاوي، أبو جعفر أحمد بن محمد. متن العقيدة الطحاوية. دار ابن حزم، بيروت.
  • بحوثและแถลงการณ์วิชาการสากล มَّرْكَزُ الْإِمَامِ الْأَشْعَرِيِّ لِتَقْوِيمِ الْبُحُوثِ الْعَقَدِيَّةِ، ٢٥hex.
มัรกัส อัลอิมาม อัลอัชอะรีย์. (2569). การยืนยันคุณลักษณะของอัลลอฮ์ในมัซฮับอัชอะรีย์. Islamic Fiqh Publishing. สืบค้นจาก https://islamicfiqhpublishing.com/articles/kalam/affirming-attributes-ashari.html