← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
หออะซานอิฐบูรอนอเหนือพื้นที่โบราณคดีของนครบาลาซากุน

55 · KYRGYZSTAN · QARAKHANID CITY & MINARET · คริสต์ศตวรรษที่ 10–12

นครบาลาซากุนและหออะซานบูรอนอ

นครบาลาซากุนเคยเป็นศูนย์อำนาจของราชวงศ์คาราคานิดในหุบเขาชู บริเวณคีร์กีซสถานปัจจุบัน พื้นที่ซากในปัจจุบันเรียกว่าบูรอนอ โดยมีหออะซานอิฐทรงเรียวเป็นจุดหมายตา หอที่เหลือสูงราวยี่สิบสี่เมตร เป็นเพียงส่วนล่างของอาคารยุคกลาง และผ่านการบูรณะกับเสริมความมั่นคงครั้งใหญ่ในคริสต์ทศวรรษ 1970 รอบหอมีแนวกำแพง ฐานมัสยิด สุสาน โรงอาบน้ำ เขตช่าง และระบบนำน้ำ ซึ่งช่วยคืนภาพของนครที่เชื่อมคนเมืองเข้ากับทุ่งหญ้า เอกสารอิสลามบรรยายบาลาซากุนว่าเป็นเมืองใหญ่และมั่งคั่ง แต่การเทียบเมืองในเอกสารกับแหล่งบูรอนอยังมีประวัติการถกเถียง และแม้ยูเนสโกจะขึ้นทะเบียนแหล่งนี้ในชื่อเมืองบาลาซากุนเมื่อ ค.ศ. 2014 เรื่องของนครก็ยังต้องวางหลักฐานลายลักษณ์ โบราณคดี และส่วนบูรณะไว้เคียงกัน

01

นครในหุบเขาชูใต้แนวเทือกเขา

บูรอนอตั้งอยู่บนพื้นราบของหุบเขาชู ใกล้เมืองทอกมอกและไม่ไกลจากเชิงเทือกเขาเทียนซาน พื้นที่นี้เชื่อมทางผ่านภูเขา ทุ่งเลี้ยงสัตว์ และเขตเกษตรที่รับน้ำจากลำน้ำหลายสาย ผู้เดินทางจากคาชการ์สามารถข้ามแนวเขาเข้าสู่หุบเขา แล้วต่อไปยังตาลัสกับที่ราบทางตะวันตก ตำแหน่งดังกล่าวทำให้เมืองเป็นทั้งตลาดระหว่างชุมชนตั้งถิ่นฐานกับผู้เลี้ยงสัตว์ และจุดการเมืองซึ่งควบคุมทางผ่านสำคัญ

นักภูมิศาสตร์มุสลิมเรียกบาลาซากุนว่าเมืองใหญ่ มีประชากรและความมั่งคั่ง เอกสารยังบอกชื่อเตอร์กอีกหลายรูปซึ่งสัมพันธ์กับราชสำนักหรือเมืองทางเหนือ ความหลากหลายของชื่อสะท้อนว่าผู้เขียนต่างภาษาได้ยินและถอดเสียงไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรคาดว่าชื่อบนกระดาษจะตรงกับป้ายปัจจุบันทุกตัว การระบุตำแหน่งต้องเทียบระยะทาง ภูมิประเทศ เหรียญ ภาชนะ และผังเมืองร่วมกัน

แหล่งมรดกโลกกำหนดพื้นที่เมืองบาลาซากุนที่บูรอนอเป็นองค์ประกอบขนาดประมาณสามสิบหกเฮกตาร์และมีเขตกันชนกว้างกว่านั้น ซากนครจริงอาจขยายเกินเขตซึ่งมองเห็นหรือขึ้นทะเบียน เพราะชานเมือง พื้นที่เกษตร และทางน้ำไม่ทิ้งกำแพงสูงเสมอ การมองจากหอจึงเห็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ เมืองดำรงอยู่ได้จากภูมิทัศน์รอบนอกซึ่งผลิตอาหาร เลี้ยงสัตว์ และเปิดทางสู่ชุมชนอื่น

02

ราชธานีของผู้ปกครองเตอร์กมุสลิม

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ราชวงศ์คาราคานิดสร้างรัฐจากกลุ่มเตอร์กหลายสายและรับอิสลามเป็นฐานความชอบธรรม ผู้ปกครองครองเมืองเป็นสาขาของตระกูล จึงมีศูนย์อำนาจมากกว่าหนึ่งแห่ง บาลาซากุนกับคาชการ์เป็นนครสำคัญของปีกตะวันออก ส่วนซามาร์กันด์กับเมืองอื่นมีบทบาทในปีกตะวันตก ระบบนี้ทำให้การย้ายราชสำนัก การแบ่งเขต และการแข่งขันระหว่างญาติส่งผลต่อสถานะเมืองอยู่เสมอ

แหล่งเขียนกล่าวถึงการยึดบาลาซากุนราว ค.ศ. 942–943 โดยกลุ่มเตอร์กซึ่งต่อมาเชื่อมกับคาราคานิด และบันทึกว่าชาวมุสลิมในเมืองขอความช่วยเหลือจากบุคอรอ เหตุการณ์นี้ชี้ว่าพ่อค้ามุสลิมอยู่ในพื้นที่ก่อนราชวงศ์ประกาศอิสลามอย่างเต็มตัว กระบวนการเปลี่ยนศาสนาจึงไม่ได้เกิดวันเดียวพร้อมการพิชิต หากค่อยๆ ผ่านชุมชนการค้า ราชสำนัก นักกฎหมาย และการสร้างพื้นที่ละหมาด

เมื่อเป็นราชธานี เมืองต้องรองรับคลัง เสนาบดี ทหาร คณะทูต และช่างซึ่งผลิตของให้ราชสำนัก เหรียญกับตำแหน่งผู้ปกครองเชื่อมบาลาซากุนเข้าสู่ระเบียบอิสลามกว้างขึ้น ขณะเดียวกันขนบเตอร์กเรื่องราชสำนักเคลื่อนที่และความสัมพันธ์กับทุ่งหญ้ายังคงสำคัญ เมืองจึงไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ปกครองละทิ้งวิถีเดิมทั้งหมด แต่เป็นพื้นที่ซึ่งความรู้การปกครองเมือง ภาษาเปอร์เซีย–อาหรับ และสถาบันเตอร์กถูกปรับเข้าหากัน

03

กำแพง เขตช่าง และย่านอยู่อาศัย

การสำรวจพบแนวป้องกันเป็นวงซ้อนและพื้นที่ใจกลางซึ่งควบคุมทางเข้าได้ ภายในมีเขตราชการกับชุมชนหนาแน่น ส่วนย่านนอกกำแพงชั้นในรองรับบ้าน ร้าน และกิจกรรมซึ่งต้องใช้พื้นที่มาก ผังไม่ได้เกิดจากแบบเดียวในคราวเดียว เพราะเมืองขยาย ทิ้งร้าง และก่อทับหลายระยะ แนวคูดินซึ่งเห็นปัจจุบันจึงเป็นผลรวมของการซ่อมกำแพงกับการเปลี่ยนทางสัญจรหลายชั่วคน

เตา เศษโลหะ ภาชนะ และพื้นที่ทำงานช่วยระบุกิจกรรมช่าง ตลาดต้องรับทั้งอาหารประจำวันกับสินค้าระยะไกล แต่การพบเครื่องเคลือบจากแดนไกลไม่ได้แปลว่าผู้ผลิตเดินทางมาขายด้วยตนเอง วัตถุเปลี่ยนมือผ่านตลาดหลายแห่งได้ เช่นเดียวกับขนสัตว์ หนัง ม้า และผลิตผลเกษตรจากบริเวณรอบเมือง หลักฐานช่างจึงเชื่อมงานระดับครัวเรือนกับการแลกเปลี่ยนข้ามหุบเขาโดยไม่ต้องสร้างภาพคาราวานนานาชาติอยู่ทุกถนน

บ้านดินดิบต้องซ่อมผิวสม่ำเสมอและมักเหลือเป็นชั้นฐานต่ำเมื่อถูกทิ้ง ห้องรอบลานช่วยรับแสง ลดลมหนาว และแบ่งกิจกรรมครอบครัว แต่ขนาดบ้านที่ขุดได้มีความหลากหลาย โรงอาบน้ำกับท่อน้ำสะท้อนการลงทุนร่วมซึ่งเกินกำลังครัวเรือนเดียว เมืองจึงประกอบด้วยแรงงานจำนวนมากทั้งคนขุดคลอง ช่างก่อ คนเก็บภาษี คนขายเชื้อเพลิง และผู้ดูแลถนน แม้ชื่อของพวกเขาไม่ปรากฏในพงศาวดารราชวงศ์

04

หออะซานบูรอนอกับมัสยิดวันศุกร์

หออะซานบูรอนอเป็นลำอิฐกลมซึ่งค่อยๆ เรียวขึ้นจากฐานและแบ่งผิวเป็นแถบลวดลายเรขาคณิต นักวิชาการมักกำหนดอายุไว้ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 แต่ไม่มีจารึกปีซึ่งรอดให้อ่านชัด จึงควรใช้ช่วงเวลาแทนวันที่แน่นอน ฐานกับร่องรอยอาคารข้างเคียงสนับสนุนว่าหอสัมพันธ์กับมัสยิดวันศุกร์และใช้ยกเสียงเรียกผู้คนเข้าสู่การละหมาด

ทางเข้าหออยู่สูงเหนือระดับพื้นและปัจจุบันต้องใช้บันไดภายนอกก่อนเข้าสู่บันไดเวียนแคบด้านใน การวางช่องเข้าสูงอาจสัมพันธ์กับทางเชื่อมจากหลังคาหรือองค์ประกอบมัสยิดซึ่งสูญไป ไม่ควรสรุปว่าออกแบบเป็นหอเฝ้าระวังจากตำแหน่งประตูเพียงอย่างเดียว ช่องแสงเล็กกับผนังหนาช่วยพยุงลำหอในเขตแผ่นดินไหว ขณะที่ระเบียงยอดเดิมไม่เหลือให้ตรวจหน้าที่โดยตรง

ความสูงเดิมมักประมาณราวสี่สิบถึงสี่สิบห้าเมตร แต่เป็นการสร้างคืนจากสัดส่วนและชิ้นส่วน ไม่ใช่ค่าที่วัดจากอาคารสมบูรณ์ แผ่นดินไหวและการพังหลายครั้งทำให้เหลือส่วนล่างราวยี่สิบสี่เมตร ลวดลายกับรูปทรงปัจจุบันยังผ่านการเสริมครั้งใหญ่ ค.ศ. 1970–1974 ผู้ชมจึงกำลังเห็นอิฐยุคกลางร่วมกับวัสดุอนุรักษ์สมัยใหม่ การระบุส่วนเติมอย่างชัดเจนสำคัญพอๆ กับการบอกอายุหอ

05

น้ำ การผลิตอาหาร และตลาดชายทุ่ง

หุบเขาชูมีน้ำจากภูเขาแต่การส่งถึงบ้านกับไร่ต้องอาศัยคลอง ร่องน้ำ และท่อที่ดูแลต่อเนื่อง การขุดค้นพบระบบนำน้ำบางส่วนและหลักฐานโรงอาบน้ำ ซึ่งแสดงว่าชุมชนจัดสรรน้ำทั้งเพื่อบริโภค สุขอนามัย และงานช่าง การเปลี่ยนทางน้ำหรือการอุดตันส่งผลต่อย่านทั้งหมด จึงต้องมีข้อตกลงเรื่องเวลาเปิดน้ำ แรงงานขุดลอก และการซ่อมหลังฤดูหนาว

พื้นที่เกษตรรอบเมืองผลิตธัญพืช ผัก และอาหารสัตว์ ส่วนกลุ่มเลี้ยงสัตว์นำม้า แกะ หนัง ขน และผลิตภัณฑ์นมเข้าสู่ตลาด ความสัมพันธ์ไม่ได้มีเพียงการซื้อขาย คนเมืองกับผู้เคลื่อนย้ายอาจเป็นญาติ รับราชการในกองทัพ หรือใช้ที่ดินตามฤดูกาลร่วมกัน ยูเนสโกจึงมองนครในเขตเจ็ดสายน้ำเป็นหลักฐานการพึ่งพาระหว่างสังคมตั้งถิ่นฐานกับทุ่งหญ้า ไม่ใช่สองโลกซึ่งแยกจากกัน

บาลาซากุนอยู่ในเครือข่ายทางยาว แต่ความเจริญของเมืองขึ้นกับระยะใกล้ไม่แพ้สินค้าไกล ขบวนเดินทางต้องซื้อเสบียง ซ่อมรองเท้าม้า หาแรงงาน และรออากาศเหมาะ ตลาดท้องถิ่นจึงแปลงการเคลื่อนผ่านให้เป็นรายได้แก่ชุมชน ขณะเดียวกันโรค ความขัดแย้ง หรือการย้ายทางหลักอาจลดคนเดินทางอย่างรวดเร็ว การค้าเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเมือง ไม่ใช่คำอธิบายเดียวซึ่งแทนการเมือง น้ำ และการผลิตทั้งหมด

06

ภาษาและความเชื่อในเมืองชายขอบอิสลาม

มะห์มูด อัลคาชการี นักรวบรวมพจนานุกรมคริสต์ศตวรรษที่ 11 ระบุว่าผู้คนแถบบาลาซากุนใช้ทั้งภาษาเตอร์กและภาษาซอกเดียของชุมชนเก่าในเอเชียกลาง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับภูมิภาคซึ่งพ่อค้าเก่า ชุมชนเกษตร และผู้ปกครองเตอร์กพบกัน ภาษาอาหรับใช้ในศาสนาและจารึกของโลกคาราคานิด ส่วนภาษาเปอร์เซียมีบทบาทในเครือข่ายราชการกับวรรณกรรมของรัฐ แต่ขอบเขตการใช้ภายในบาลาซากุนยังวัดไม่ได้ การใช้หลายภาษาไม่ได้หมายความว่าทุกคนพูดได้เท่ากัน แต่บอกว่าตลาดกับราชสำนักต้องมีคนแปลและผู้เขียนหลายแบบ

หออะซาน ฐานมัสยิด และสุสานแสดงการตั้งหลักของอิสลามในเมืองคาราคานิด ขณะเดียวกันหุบเขาชูวงกว้างมีหลักฐานพุทธ คริสต์ และความเชื่อท้องถิ่นจากเมืองใกล้เคียง การอยู่ร่วมไม่ได้แปลว่าปราศจากการแข่งขันหรือความเหลื่อมล้ำ ผู้ปกครองสามารถสนับสนุนสถาบันหนึ่งมากกว่าอีกสถาบัน และสถานะของชุมชนเปลี่ยนตามยุค จึงควรใช้คำว่าความหลากหลายเพื่อเปิดคำถาม ไม่ใช่สรุปความกลมกลืนตลอดเวลา

ลานจัดแสดงใกล้หอบูรอนอมีศิลาจารึก รูปสลักหิน และหลักปักหลายยุคซึ่งบางชิ้นย้ายมาจากพื้นที่อื่นในคีร์กีซสถาน วัตถุเหล่านี้ช่วยอธิบายวัฒนธรรมของภูมิภาค แต่ตำแหน่งปัจจุบันไม่ใช่บริบทการพบเดิมทั้งหมด ผู้ชมต้องแยกระหว่างซากซึ่งขุดจากนครกับของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง การแยกนี้ป้องกันไม่ให้ทุกวัตถุถูกใช้ยืนยันว่าความเชื่อทุกแบบอยู่ข้างหอในเวลาเดียวกัน

07

ยูซุฟแห่งบาลาซากุนกับความรู้การปกครอง

คำต่อท้ายชื่อของยูซุฟ บาลาซากูนีชี้ว่าเขามาจากบาลาซากุน และผูกนักประพันธ์คริสต์ศตวรรษที่ 11 เข้ากับเมือง แม้ชีวประวัติของเขารอดน้อยและต้องสร้างจากตัวงานกับคำนำของสำเนา เขาแต่งกวีนิพนธ์คำสอนการปกครองชื่อกุตัดกู บิลิก ซึ่งอธิบายว่าความยุติธรรม ปัญญา ความพอประมาณ และโชคสัมพันธ์กับผู้ปกครองอย่างไร งานเขียนใช้ภาษาเตอร์กในรูปแบบราชสำนักและสนทนากับขนบความรู้ของโลกอิสลาม

ยูซุฟเขียนงานเสร็จราว ค.ศ. 1069–1070 และนำไปถวายผู้ปกครองคาราคานิดที่คาชการ์ การเดินทางของหนังสือจากชื่อเมืองหนึ่งไปยังราชสำนักอีกแห่งสะท้อนรัฐซึ่งมีศูนย์หลายจุด เนื้อหาไม่ได้เป็นภาพถ่ายตรงของผังบาลาซากุน แต่ช่วยให้เห็นศัพท์ตำแหน่ง คุณธรรมราชการ และความคาดหวังต่อชนชั้นนำ การใช้กวีนิพนธ์เป็นหลักฐานสังคมต้องแยกอุดมคติซึ่งผู้เขียนเสนอออกจากการปฏิบัติจริง

การเชื่อมยูซุฟกับหอบูรอนอมีพลังต่อความทรงจำสมัยใหม่ แต่ไม่มีหลักฐานว่าเขาเรียน เขียน หรือยืนอยู่ในห้องใดซึ่งขุดพบ การเล่าอย่างระมัดระวังยังคงยกคุณค่าของเมืองได้ เพราะบาลาซากุนเป็นสภาพแวดล้อมทางภาษาและการเมืองซึ่งทำให้นักเขียนเตอร์กมุสลิมระดับราชสำนักเกิดขึ้น ความสำคัญอยู่ที่เครือข่ายคนอ่าน คนคัด และผู้อุปถัมภ์ มากกว่าการสร้างสถานที่ชีวประวัติโดยไร้หลักฐาน

08

ผู้ครองเมืองเปลี่ยนและศูนย์อำนาจเคลื่อน

ค.ศ. 1137 กองกำลังคาราคิไตเข้าครองบาลาซากุนและตั้งฐานใกล้เมือง รัฐใหม่นี้มาจากเอเชียตะวันออกแต่ปกครองประชากรหลายศาสนาและยังใช้เจ้าหน้าที่กับภาษีจากระบบเดิม เมืองจึงไม่ได้หยุดเป็นอิสลามทันทีเมื่อราชวงศ์เปลี่ยน ชุมชน มัสยิด ตลาด และงานช่างสามารถดำเนินต่อภายใต้ผู้เก็บส่วยรายใหม่ แม้ดุลอำนาจกับเส้นทางการเมืองเปลี่ยนไป

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 การต่อสู้ระหว่างคาราคิไต คอเรซม์ และผู้นำไนมานทำให้ภูมิภาคไม่มั่นคง แหล่งเขียนบันทึกการยึดเมืองอย่างรุนแรงใน ค.ศ. 1210 ก่อนกองทัพมองโกลเข้าควบคุมพื้นที่ในเวลาต่อมา เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดชัดว่าเมืองถูกทำลายทั้งหมดเมื่อใด จึงไม่ควรผูกการเสื่อมกับการพิชิตวันเดียว โครงสร้างบางส่วนอาจใช้ต่อแม้ราชสำนักกับการค้าระยะไกลย้ายไปแล้ว

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 13 ชื่อบาลาซากุนค่อยๆ หายจากบันทึกการเมืองและชุมชนลดขนาด การเปลี่ยนเส้นทาง ความเสียหายจากแผ่นดินไหว ระบบน้ำ และศูนย์อำนาจใหม่อาจทำงานร่วมกัน หลักฐานปัจจุบันยังไม่พอจัดน้ำหนักทุกสาเหตุ หออะซานรอดเพราะส่วนล่างแข็งแรงและได้รับการดูแลบางช่วง ขณะที่บ้านดินกับตลาดกลับเป็นเนิน การเหลือเด่นเพียงหอจึงไม่ควรทำให้ประวัติเมืองถูกลดเป็นเรื่องอาคารเดียว

09

การขุดค้น การบูรณะ และมรดกโลก

การสำรวจทางโบราณคดีเกิดหลายระยะตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1920 และขยายในช่วงหลังสงคราม นักวิจัยเปิดผังมัสยิด สุสาน โรงอาบน้ำ บ้าน และระบบน้ำ พร้อมเก็บภาชนะ เหรียญ กับชิ้นงานอิฐ การขุดทำให้เมืองกลับมามองเห็น แต่ผนังดินซึ่งเปิดรับฝนกับอุณหภูมิเปลี่ยนจะเสื่อมเร็ว หลายพื้นที่จึงถูกกลบคืนเพื่อป้องกัน วิธีนี้รักษาหลักฐานได้ดีแต่ทำให้ผู้มาเยือนจินตนาการขอบเขตนครยาก

ค.ศ. 1970–1974 หอบูรอนอได้รับการเสริมโครงสร้างและก่อคืนส่วนที่เสียหาย ก่อนพื้นที่ได้รับสถานะพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของรัฐใน ค.ศ. 1976 งานดังกล่าวช่วยป้องกันการพัง แต่สร้างรูปทรงซึ่งผสมวัสดุเก่ากับใหม่ การประเมินปัจจุบันต้องอาศัยแบบ ภาพก่อนซ่อม และรายงานช่าง เพื่อระบุว่าลายใดอยู่เดิม ส่วนใดสร้างตามการเทียบ และส่วนใดเป็นมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้ขึ้นหอ

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนนครบาลาซากุนที่บูรอนอใน ค.ศ. 2014 พร้อมแหล่งอีกสามสิบสองแห่งบนระเบียงฉางอาน–เทียนซาน สถานะแบบชุดวางเมืองในเครือข่ายการแลกเปลี่ยนซึ่งยาวหลายพันกิโลเมตร พร้อมเตือนว่าหน้าที่ของพื้นที่เมืองและระบบน้ำยังต้องวิจัยต่อ การดูแลที่ซื่อตรงจึงไม่เร่งสร้างกำแพงให้เต็ม แต่ใช้ป้าย แผนผัง และภาพดิจิทัลช่วยคืนความหนาแน่น โดยรักษาความต่างระหว่างหลักฐาน ข้อเสนอ และจินตนาการให้ผู้ชมมองเห็น

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. กลุ่มเตอร์กเข้าครองบาลาซากุน

    แหล่งเขียนกล่าวถึงการยึดเมืองและการขอความช่วยเหลือของชุมชนมุสลิม ก่อนคาราคานิดตั้งอำนาจมั่นคง

  2. หออะซานบูรอนอเป็นรูปเป็นร่าง

    การกำหนดอายุจากสถาปัตยกรรมวางหอและมัสยิดวันศุกร์ไว้ในช่วงรุ่งเรืองของเมืองคาราคานิด

  3. การแข่งขันในราชวงศ์กระทบเมือง

    แหล่งประวัติศาสตร์บันทึกการแย่งบาลาซากุนระหว่างสมาชิกคาราคานิด ซึ่งเผยระบบศูนย์อำนาจหลายเมือง

  4. กวีนิพนธ์คำสอนการปกครองเสร็จสมบูรณ์

    ยูซุฟแห่งบาลาซากุนนำงานภาษาเตอร์กไปถวายผู้ปกครองที่คาชการ์และเชื่อมเมืองกับวัฒนธรรมราชสำนัก

  5. คาราคิไตยึดบาลาซากุน

    ผู้ปกครองใหม่ตั้งฐานในหุบเขาชู ขณะที่ชุมชนกับสถาบันเดิมหลายส่วนดำเนินต่อภายใต้ระบบส่วย

  6. สงครามและการเปลี่ยนอำนาจ

    เมืองเผชิญการยึดอย่างรุนแรง ก่อนพื้นที่เข้าสู่อำนาจมองโกลโดยลำดับเหตุการณ์ทำลายยังไม่ชัดทั้งหมด

  7. เสริมหอและจัดพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง

    การก่อคืนกับเสริมความมั่นคงระหว่าง ค.ศ. 1970–1974 ตามด้วยการคุ้มครองพื้นที่ในฐานะพิพิธภัณฑ์ของรัฐ

  8. ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

    นครบาลาซากุนที่บูรอนอเป็นหนึ่งในสามสิบสามองค์ประกอบของระเบียงฉางอาน–เทียนซาน

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ