← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
เสา ซุ้ม และปูนปั้นของมัสยิดเก้าโดมภายใต้โครงหลังคาคุ้มครอง

57 · AFGHANISTAN · EARLY ISLAMIC MOSQUE & STUCCO · คริสต์ศตวรรษที่ 8–9

มัสยิดเก้าโดมแห่งบัลค์

ทางใต้ของนครโบราณบัลค์ในอัฟกานิสถาน ยังเหลือเสาและซุ้มโค้งจากมัสยิดขนาดย่อมซึ่งรู้จักกันในชื่อเก้าโดม ชื่อนี้อธิบายผังสี่เหลี่ยมที่แบ่งออกเป็นเก้าช่องเท่าๆ กัน โดยแต่ละช่องเคยรับโดมหรือหลังคาโค้ง ปัจจุบันส่วนคลุมทั้งหมดพังลง เหลือเสาสามต้นกับซุ้มสองช่วงเป็นแกนสำคัญ ผิวของเสาและซุ้มยังรักษาปูนปั้นแกะลายพืช ลายเรขาคณิต และจังหวะนามธรรม ซึ่งทำให้อาคารเป็นหลักฐานหายากของสถาปัตยกรรมอิสลามยุคต้นในคุรอซาน การกำหนดอายุยังเป็นข้อถกเถียง บางงานวางไว้ที่คริสต์ศตวรรษที่ 9 จากการเทียบกับปูนปั้นในนครหลวงอับบาซียะฮ์ที่ซามัรรออ์ ขณะที่อีกข้อเสนอระบุ ฮ.ศ. 178–179 / ค.ศ. 794–795 และเชื่อมกับผู้ปกครองจากตระกูลขุนนางบัรมัก การทำหลังคาป้องกัน เสริมซุ้ม และรักษาปูนจึงต้องคุ้มครองซากไว้โดยไม่เปลี่ยนข้อเสนอให้กลายเป็นข้อยุติ

01

ซากมัสยิดข้างเมืองเก่าบัลค์

มัสยิดตั้งอยู่นอกแกนเมืองบัลค์ปัจจุบันในภูมิทัศน์ซึ่งมีซากเมือง สุสาน ชุมชนเกษตร และทางเชื่อมไปมะซอริชะรีฟ ชื่อเปอร์เซียโนห์กุมบัดหมายถึงเก้าโดม ส่วนชื่อมัสยิดฮัจญีพียาดะฮ์มาจากบุคคลศักดิ์สิทธิ์กับสุสานที่เชื่อมพื้นที่ในยุคหลัง ชื่อทั้งสองจึงบอกคนละชั้นของประวัติศาสตร์ ชื่อแรกจำรูปอาคารซึ่งหายไป ส่วนชื่อหลังบันทึกความสัมพันธ์ของชุมชนกับภูมิทัศน์ศาสนา

บัลค์เคยเป็นศูนย์กลางใหญ่ของแบกเตรียและคุรอซานก่อนอิสลาม เมืองมีชุมชน ศาสนสถาน ระบบชลประทาน และเส้นทางการค้าที่พัฒนามานาน เมื่อผู้ปกครองมุสลิมขยายอำนาจเข้าสู่ภูมิภาค พวกเขาไม่ได้เริ่มก่อสร้างบนพื้นที่ว่าง ช่าง วัสดุ และความรู้เรื่องอาคารโถงมีอยู่แล้ว การสร้างมัสยิดจึงเกิดท่ามกลางการปรับสถาบันเดิมกับความต้องการใหม่ของชุมชนมุสลิม ไม่ใช่การตัดขาดจากอดีตในวันเดียว

สิ่งที่เห็นปัจจุบันเป็นซากภายใต้โครงหลังคาสมัยใหม่ ไม่ใช่มัสยิดครบหลัง ผู้ชมมองเห็นระดับพื้น ผิวเสา และแนวกำแพงหลังการถล่ม การขุดกับการเก็บเศษทำให้ภาพเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ภาพถ่ายก่อนและหลังงานอนุรักษ์จึงอาจมีดินทับถม ความสูงของเสา และส่วนค้ำยันต่างกัน การเปรียบเทียบต้องดูวันที่กับวัตถุประสงค์ของภาพก่อนใช้ตัดสินรูปเดิม

02

เก้าช่องในผังสามคูณสาม

อาคารมีรูปสี่เหลี่ยมด้านละประมาณยี่สิบเมตร ภายในแบ่งเป็นสามแถวตัดกับสามแนว เกิดพื้นที่เก้าช่องซึ่งนักสถาปัตยกรรมเรียกว่าช่องโครงสร้าง แต่ละช่องคือพื้นที่ระหว่างแนวรับน้ำหนัก ไม่ได้หมายถึงห้องซึ่งปิดด้วยผนังทุกด้าน เสากลางสี่จุดกับเสารับตามแนวกำแพงสร้างตารางสำหรับซุ้มโค้ง เหนือขึ้นไปเคยมีส่วนคลุมเก้าชุดซึ่งเป็นที่มาของชื่ออาคาร แม้รายละเอียดโดมเดิมสูญหายเกือบทั้งหมด

ด้านตรงข้ามทิศละหมาดเปิดด้วยแนวซุ้มสามช่อง รับคนจากภายนอกเข้าสู่โถงละหมาด กำแพงด้านข้างมีช่องเปิดซึ่งช่วยการเคลื่อนที่และรับแสง ส่วนกำแพงด้านทิศละหมาดปิดทึบและมีซุ้มบอกทิศ การซ้ำสามช่องทำให้ผู้ใช้กระจายเข้าสู่พื้นที่โดยไม่ต้องผ่านประตูกลางเพียงจุดเดียว เมื่อยืนภายใน แนวเสากับซุ้มแบ่งสายตาเป็นช่วง แต่ยังรักษาความต่อเนื่องของผู้ละหมาดซึ่งหันไปทิศเดียวกัน

ผังเก้าช่องพบในมัสยิดยุคต้นบางแห่งของเมโสโปเตเมีย อียิปต์ และแอฟริกาเหนือ แต่ความคล้ายไม่ได้พิสูจน์การคัดแบบตรง ช่างสามารถแก้โจทย์ห้องสี่เหลี่ยมด้วยตารางสามคูณสามได้จากความรู้โครงสร้างที่เดินทางกว้าง ลักษณะของเสา วัสดุ ความหนากำแพง ทางเข้า และการตกแต่งต้องนำมาเปรียบเทียบร่วมกัน มัสยิดบัลค์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองรูปแบบ โดยยังรักษาคำตอบเฉพาะของคุรอซาน

03

ดิน อิฐเผา ปูนยิปซัม และน้ำหนักของโดม

กำแพงรอบนอกใช้ดินอัดกับอิฐดินดิบซึ่งหาได้ในที่ราบบัลค์ วัสดุเหล่านี้รับแรงกดได้ดีเมื่อฐานแห้งและมีส่วนคลุมกันฝน แต่เสื่อมเร็วจากน้ำขัง เกลือ ลม และการเปลี่ยนอุณหภูมิ ส่วนเสา ซุ้ม และองค์ประกอบรับน้ำหนักสำคัญใช้อิฐเผาร่วมกับปูนดินหรือปูนยิปซัม การเลือกวัสดุต่างชนิดช่วยวางความแข็งแรงไว้ตรงจุดรับแรง พร้อมลดต้นทุนในผนังมวลใหญ่

โดมเก้าชุดส่งน้ำหนักลงซุ้ม เสา และกำแพงเป็นลำดับ หากส่วนหนึ่งทรุด แรงจะถ่ายไปยังช่วงข้างเคียง การสูญเสียหลังคาจึงไม่ได้ทำให้ซากปลอดภัยขึ้นเสมอ เพราะซุ้มที่เหลือขาดแรงถ่วงกับการยึดจากระบบเดิม รอยแตกอาจเปิดตามรอยต่อปูนซึ่งอ่อนกว่าอิฐ ขณะที่แผ่นดินไหวเพิ่มแรงด้านข้างแก่เสาสูง งานประเมินโครงสร้างจึงต้องดูทั้งรูปทรง วัสดุ และสิ่งถล่มซึ่งยังพยุงผนังบางส่วนอยู่

การนำกองดินกับเศษอิฐออกช่วยเปิดผังและลดความชื้นบางจุด แต่เศษเหล่านั้นอาจทำหน้าที่ค้ำผนังโดยไม่ตั้งใจ หากขุดออกเร็ว กำแพงซึ่งเคยถูกดันไว้สามารถพลิกหรือล้ม ทีมอนุรักษ์จึงบันทึกชั้นถล่ม เสริมส่วนเปราะ และถอนดินเป็นช่วง การทำความสะอาดทางโบราณคดีไม่ใช่งานแยกจากวิศวกรรม เพราะทุกระดับที่ลดลงเปลี่ยนเงื่อนไขรับแรงกับทางไหลของน้ำรอบซาก

04

ปูนปั้นแกะลายบนเสาและซุ้ม

ผิวภายในเคยปกคลุมด้วยปูนยิปซัมแกะลายจำนวนมาก ส่วนที่รอดอยู่บนเสากับซุ้มแสดงเถาใบ รูปทรงเรขาคณิต แถบซ้ำ และพื้นซึ่งเจาะลึกให้เกิดเงา ช่างฉาบชั้นรองบนอิฐก่อนเพิ่มเนื้อปูนแล้วตัดรายละเอียดขณะวัสดุยังทำงานได้ เมื่อแสงเคลื่อนผ่านโถง เงาตามร่องทำให้ลายเปลี่ยนความเข้มโดยไม่ต้องพึ่งสีหลายชนิด การตกแต่งจึงผูกกับตำแหน่งเสาและจังหวะการเดินภายใน

ลายไม่ได้เป็นแผ่นประดับซึ่งติดโดยไม่สนโครงสร้าง แถบแนวตั้งเน้นความสูงของเสา ส่วนวงโค้งพาลายตามแนวแรงเหนือช่องเปิด รูปพืชถูกลดทอนจนก้าน ใบ และช่องว่างทำงานเป็นจังหวะเดียวกัน ความต่อเนื่องระหว่างชิ้นช่วยนักวิจัยเสนอรูปแบบส่วนที่หาย แต่ต้องแยกการต่อที่ยืนยันจากการคาดคะเน เพราะปูนจำนวนมากหลุดและเศษบางชิ้นเคลื่อนจากตำแหน่งเดิมหลังหลังคาถล่ม

นักวิชาการมักเทียบลายกับปูนปั้นซามัรรออ์และงานอิหร่านตะวันออก ความคล้ายของเถาใบกับการลดรูปเป็นเหตุให้เคยกำหนดอาคารไว้หลังการสร้างซามัรรออ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 9 อย่างไรก็ตาม รูปแบบสามารถมีรากร่วม เดินทางผ่านช่าง หรือพัฒนาอยู่ก่อนตัวอย่างที่รอด การเปรียบเทียบจึงช่วยวางมัสยิดในเครือข่ายศิลปกรรม แต่ไม่ควรใช้ลายอย่างเดียวกำหนดปีหรือเส้นทางอิทธิพลทิศเดียว

05

จากข้อเสนอคริสต์ศตวรรษที่ 9 สู่ปี ฮ.ศ. 178–179

การศึกษารุ่นแรกวางมัสยิดไว้คริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยอาศัยผังกับลายปูนซึ่งเทียบกับศิลปกรรมอับบาซียะฮ์ โดยเฉพาะซามัรรออ์ ยูเนสโกเคยอธิบายว่าอาคารสร้างในครึ่งหลังของศตวรรษนั้น ขณะที่บัญชีสถาปัตยกรรมบางชุดระบุครึ่งแรก ความกว้างของช่วงเวลาเผยข้อจำกัดจากการไม่มีจารึกก่อตั้งซึ่งอ่านได้และการสูญเสียส่วนโครงสร้างจำนวนมาก คำว่าอับบาซียะฮ์ในที่นี้จึงบอกบริบทกว้างมากกว่าพระนามผู้สร้าง

ชะห์รียาร อัดล์เสนอใหม่ว่าอาคารอาจสร้างใน ฮ.ศ. 178–179 / ค.ศ. 794–795 และเชื่อมกับอัลฟัฎล์ อิบนุ ยะห์ยาแห่งตระกูลบัรมัก ข้อเสนอนี้ใช้การอ่านหลักฐานประวัติศาสตร์ งานโบราณคดี และลำดับศิลปกรรมร่วมกัน พร้อมตั้งคำถามต่อการให้ซามัรรออ์เป็นต้นแบบซึ่งต้องมาก่อนเสมอ หากอายุนี้ถูกต้อง มัสยิดจะอยู่ต้นรัชสมัยฮารูน อัรรอชีด หลายทศวรรษก่อนซามัรรออ์เป็นนครหลวง

ข้อเสนอเฉพาะปีและผู้สร้างยังควรเรียกว่าสมมติฐาน ไม่ใช่ข้อความก่อตั้งที่ค้นพบในอาคาร แหล่งสถาบันจึงมักรักษาช่วงกว้างตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 9 และกล่าวถึงลายแบบอับบาซียะฮ์หรือซามานิด การลงชื่อราชวงศ์ให้ปูนแต่ละแถบอาจทำให้ความไม่แน่นอนหายไปจากสายตา วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือบอกฐานของแต่ละวันเวลาและเปิดให้ผลตรวจใหม่เปลี่ยนข้อสรุป

06

บัลค์ระหว่างมรดกก่อนอิสลามกับระเบียบใหม่

ตระกูลบัรมักมีความทรงจำเชื่อมกับสถาบันศาสนาสำคัญของบัลค์ก่อนอิสลาม งานศึกษาบางชิ้นจึงเสนอความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่เก่ากับการสร้างมัสยิด แต่ตำแหน่ง ขอบเขต และลำดับอาคารยังไม่ชัดพอให้กล่าวว่ามัสยิดตั้งทับศาสนสถานเดิมโดยตรง การอยู่ใกล้ภูมิทัศน์เดียวกันอาจสะท้อนการสืบใช้ทาง น้ำ ที่ดิน และศูนย์ชุมชน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการแทนที่อาคารหลังหนึ่งด้วยอีกหลังแบบทันที

รูปแบบโครงสร้างมีความสัมพันธ์กับความรู้การก่ออิฐและโถงโดมในโลกอิหร่านก่อนอิสลาม ขณะที่ทิศละหมาด แนวผู้ประกอบพิธี และการเปิดด้านหน้าแก้โจทย์ของมัสยิด ช่างไม่ได้เลือกว่าจะเป็นซาซานิดหรืออิสลามอย่างใดอย่างหนึ่ง พวกเขาใช้วิธีรับแรงซึ่งคุ้นเคยสร้างพื้นที่สำหรับพิธีใหม่ การมองอาคารเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจึงควรหมายถึงการปรับความรู้ ไม่ใช่การจัดรูปทุกอย่างเป็นเศษหลงเหลือของศาสนาหรือจักรวรรดิก่อนหน้า

บัลค์ในยุคต้นมีผู้คนหลายภาษาและประเพณี เครือข่ายไปเมิร์ฟ โตคอริสถาน ซามาร์กันด์ และอินเดียเหนือเปิดทางให้ช่างกับความคิดเคลื่อนที่ ปูนปั้นเก้าโดมจึงอาจสะท้อนการพบกันของคลังลายหลายแห่ง การระบุว่ามาจากศูนย์เดียวทำให้บทบาทช่างท้องถิ่นหายไป แม้อาคารอยู่ใต้ระเบียบกาหลิบ งานก่อสร้างจริงยังต้องพึ่งแรงงาน วัสดุ และผู้ดูแลในภูมิภาค

07

เมื่อโดมหายไปและซุ้มกลายเป็นโครงสร้างเดี่ยว

ไม่ทราบว่าโดมทั้งหมดพังในเหตุการณ์เดียวหรือทยอยสูญเสียจากแผ่นดินไหว ฝน การขาดการดูแล และการนำวัสดุไปใช้ใหม่ เมื่อส่วนคลุมหาย น้ำเข้าสู่ดินดิบกับปูนแกะโดยตรง รอบเปียกและแห้งซ้ำทำให้ผิวร่อน เกลือเคลื่อนขึ้นตามรูพรุน และรอยแตกขยาย ลมยังพาทรายกระแทกรายละเอียดซึ่งบางเพียงไม่กี่มิลลิเมตร การเสื่อมช้าเช่นนี้อาจสร้างความเสียหายสะสมมากกว่าเหตุฉับพลันซึ่งมีบันทึก

ข้อมูลโครงการอนุรักษ์ระบุว่าส่วนแกนเหลือเสาสามต้นกับซุ้มสองช่วง ซุ้มซึ่งเคยอยู่ในตารางเก้าช่องจึงยืนรับแรงโดยขาดเพื่อนข้างเคียง แผ่นดินไหวสามารถผลักให้โค้งแยกจากเสาหรือหลุดตามรอยต่อเก่า การติดอุปกรณ์วัด รังวัดรูป และติดตามรอยแตกช่วยแยกความเสียหายซึ่งยังเคลื่อนจากรอยเก่าที่หยุดแล้ว การตัดสินใจเสริมต้องเริ่มจากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ที่ดูเอียง

ปูนปั้นเผชิญโจทย์ต่างจากแกนอิฐ สารยึดที่แข็งหรือกันน้ำเกินไปอาจผลักความชื้นไปออกตรงขอบและทำให้ของเดิมหลุด การเติมลายใหม่ช่วยให้ภาพต่อเนื่องแต่เสี่ยงทำให้ผู้ชมแยกของเก่ากับของซ่อมไม่ออก แนวทางจึงเน้นตรึงส่วนซึ่งกำลังหลุด ปกป้องจากน้ำ และบันทึกทุกวัสดุที่เพิ่ม เป้าหมายไม่ใช่ทำให้ซากดูเหมือนมัสยิดสร้างใหม่ หากเป็นการยืดอายุส่วนจริงซึ่งเหลืออยู่

08

หลังคาป้องกันจาก ค.ศ. 2002 ถึงโครงคลุมรุ่นใหม่

มีการตั้งหลังคาโลหะปกป้องซากหลายทศวรรษก่อนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 แต่โครงเดิมชำรุดจนกันสภาพอากาศไม่ได้ ยูเนสโกสนับสนุนการซ่อมหลังคาและให้องค์การช่วยเหลือนานาชาติ ACTED ดำเนินงานเสร็จในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2002 การแทรกแซงนี้ลดฝนกับแดดกระทบอาคารโดยตรงและซื้อเวลาให้การศึกษา แต่หลังคาชั่วคราวต้องตรวจรางน้ำ จุดยึด ลมยก และเงื่อนไขระบายอากาศต่อเนื่อง ไม่ใช่ติดตั้งแล้วจบ

โครงคลุมรุ่นต่อมาซึ่งเห็นในภาพ ค.ศ. 2018 สร้างพื้นที่ให้ทีมทำงานเหนือซากและควบคุมการรับฝนได้ดีขึ้น รูปทรงเหล็กกับหลังคาแผ่นใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมอนุรักษ์สมัยใหม่ ไม่ใช่การจำลองโดมเก้าชุด ภาพถ่ายที่ใช้โครงนี้เป็นฉากจึงต้องอธิบายว่าผู้ชมกำลังเห็นระบบป้องกันร่วมกับเสาโบราณ การตัดโครงออกจากภาพอาจทำให้เข้าใจผิดว่าสภาพแวดล้อมของซากเปิดโล่งและไม่มีการคุ้มครอง

กองทุนวัฒนธรรมอากาข่านทำงานกับกระทรวงสารสนเทศและวัฒนธรรมอัฟกานิสถาน หน่วยงานท้องถิ่น นักโบราณคดีฝรั่งเศส ยูเนสโก กองทุนอนุสรณ์โลก และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา งานครอบคลุมการเสริมเสาและซุ้ม ปกป้องปูน รวมถึงศึกษาวัสดุ ความร่วมมือกว้างช่วยแบ่งทักษะกับทรัพยากร แต่การตัดสินใจต้องผูกกับเจ้าของพื้นที่และคนซึ่งดูแลหลังโครงการภายนอกสิ้นสุด

09

มรดกเปราะบางในอัฟกานิสถานปัจจุบัน

สงคราม ความไม่มั่นคง การขาดงบ และข้อจำกัดการเดินทางทำให้การติดตามซากในอัฟกานิสถานทำได้ไม่สม่ำเสมอ อะไหล่ เครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญอาจเข้าพื้นที่ยาก ขณะที่แผ่นดินไหวกับฝนไม่รอรอบโครงการ การออกแบบงานจึงต้องคำนึงถึงการซ่อมได้ด้วยวัสดุและทักษะซึ่งหาในภูมิภาค ระบบวัดที่ซับซ้อนแต่ไม่มีคนอ่านหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่ย่อมให้ความปลอดภัยน้อยกว่าการตรวจง่ายซึ่งทำต่อเนื่อง

พื้นที่ยังมีความหมายจากสุสานฮัจญีพียาดะฮ์กับชุมชนรอบข้าง ผู้มาเยือนไม่ได้เข้าหาเพียงตัวอย่างปูนปั้นในตำราศิลปะ การจัดทางเดิน รั้ว และคำอธิบายต้องรักษาทั้งความปลอดภัย ศักดิ์สิทธิ์ และการมองซาก การปิดพื้นที่ทั้งหมดอาจตัดชุมชนออกจากมรดก แต่การเปิดโดยไม่มีการควบคุมเพิ่มแรงสั่น ฝุ่น และการสัมผัส การดูแลจึงต้องหาจุดสมดุลตามฤดูกาลกับสภาพจริง

มัสยิดเก้าโดมมีคุณค่าเพราะคำถามยังเปิดอยู่ ผังเผยการทดลองสร้างโถงละหมาดในคุรอซาน ปูนบันทึกฝีมือช่าง ส่วนรอยพังกับหลังคาใหม่บอกประวัติการรักษา การยอมรับว่าปี ค.ศ. 794–795 และชื่ออัลฟัฎล์เป็นข้อเสนอ ไม่ใช่ข้อยุติ ไม่ได้ลดความสำคัญของอาคาร กลับทำให้แยกสิ่งซึ่งวัดได้ออกจากการตีความ และเปิดทางให้นักวิจัยอัฟกันกับนานาชาติปรับเรื่องเล่าเมื่อมีหลักฐานเพิ่ม

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. บัลค์เข้าสู่ระเบียบการเมืองอิสลาม

    อำนาจเปลี่ยนผ่านหลายระยะ ขณะที่เมืองยังรักษาเครือข่ายช่าง การค้า และศาสนสถานจากอดีตไว้ในภูมิทัศน์เดียวกัน

  2. ปีสร้างตามข้อเสนอของชะห์รียาร อัดล์

    งาน ค.ศ. 2011 เสนอความเชื่อมโยงกับอัลฟัฎล์ อิบนุ ยะห์ยาแห่งตระกูลบัรมัก แต่การระบุผู้สร้างยังเป็นข้อถกเถียง

  3. ช่วงอายุซึ่งงานศึกษาหลายชุดใช้

    การเทียบผังกับปูนปั้นอับบาซียะฮ์ทำให้มัสยิดเคยถูกวางในครึ่งแรกหรือครึ่งหลังของศตวรรษ โดยยังไม่มีจารึกก่อตั้งยืนยัน

  4. ผู้เชี่ยวชาญเริ่มบันทึกอาคารอย่างกว้างขวาง

    การสำรวจของลิซา โกลอมเบกกับเดโบราห์ คลิมบวร์ก-ซัลเทอร์นำมัสยิดเข้าสู่การศึกษาสถาปัตยกรรมอิสลามระดับนานาชาติ

  5. ตั้งหลังคาโลหะรุ่นแรก

    โครงป้องกันช่วยบังสภาพอากาศ แต่เสื่อมและเสียหายในหลายทศวรรษถัดมาจนไม่คุ้มครองซากได้เพียงพอ

  6. ซ่อมหลังคาป้องกันเสร็จ

    ยูเนสโกประสานและสนับสนุนงานซึ่งองค์การ ACTED ดำเนินการ พร้อมจ้างแรงงานท้องถิ่นและจัดวัสดุสำหรับซ่อม

  7. เริ่มงานอนุรักษ์หลายสาขาระยะใหม่

    ทีมอัฟกันกับนานาชาติศึกษาโครงสร้าง วัสดุ และปูนปั้น พร้อมเสริมเสากับซุ้มซึ่งเสี่ยงพังจากแรงด้านข้าง

  8. เผยแพร่ภาพกับผลศึกษาการเสริมโครงสร้าง

    ภาพโครงคลุมรุ่นใหม่และงานวิจัยวัสดุทำให้สาธารณะเห็นทั้งคุณค่าของซากกับข้อจำกัดในการรักษาอาคารดิน

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ