มะดีนะตุซซะฮ์รออ์
มะดีนะตุซซะฮ์รออ์ถือกำเนิดบนเชิงเขาทางตะวันตกของกุรฏุบะฮ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 หลังอับดุรเราะห์มานที่ 3 ประกาศตนเป็นเคาะลีฟะฮ์แห่งอัลอันดะลุส เมืองใหม่รวมพระราชวัง สำนักบริหาร มัสยิด โรงช่าง สวน และย่านพักอาศัยไว้ในภูมิทัศน์แบบขั้นบันไดซึ่งมองเห็นที่ราบลุ่มแม่น้ำกัวดัลกิบีร์ ความสง่างามของห้องรับรองและงานแกะหินไม่ได้แยกออกจากการเมือง เพราะทุกเส้นทางที่เข้าสู่ราชสำนักถูกออกแบบให้แสดงลำดับของอำนาจ เมืองรุ่งเรืองอยู่เพียงไม่กี่ทศวรรษก่อนถูกทำลายระหว่างฟิตนะฮ์แห่งอัลอันดะลุสในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11 ซากซึ่งถูกดินกลบจึงรักษาภาพของเมืองเคาะลีฟะฮ์เอาไว้ให้โบราณคดีสมัยใหม่ค่อยๆ เปิดเผยอีกครั้ง
เมืองใหม่ของเคาะลีฟะฮ์ตะวันตก
อับดุรเราะห์มานที่ 3 ขึ้นปกครองอาณาจักรอุมัยยะฮ์แห่งกุรฏุบะฮ์ใน ฮ.ศ. 300 / ค.ศ. 912 ท่ามกลางการกบฏภายในและการแข่งขันเหนือช่องแคบยิบรอลตาร์ หลังรวบอำนาจได้มั่นคง พระองค์ประกาศตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ใน ฮ.ศ. 316 / ค.ศ. 929 การตัดสินใจนี้ยกระดับผู้ปกครองอัลอันดะลุสขึ้นแข่งขันเชิงสัญลักษณ์กับราชสำนักอับบาสียะฮ์ที่แบกแดดและฟาฏิมียะฮ์ในแอฟริกาเหนือ พร้อมส่งสารว่ากุรฏุบะฮ์เป็นศูนย์กลางของรัฐอิสลามที่มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง
การสร้างมะดีนะตุซซะฮ์รออ์เริ่มราว ฮ.ศ. 324 / ค.ศ. 936 บางบันทึกวางจุดเริ่มไว้ใกล้ ค.ศ. 940 ความต่างของปีสะท้อนการใช้หลักฐานพงศาวดารและระยะก่อสร้างหลายตอนมากกว่าการเกิดเมืองในวันเดียว ราชสำนักเลือกพื้นที่เชิงเขาเซียร์ราโมเรนาห่างจากกุรฏุบะฮ์ไปทางตะวันตกไม่กี่กิโลเมตร ที่ตั้งทำให้เมืองใหม่ยังเชื่อมกับนครเดิม แต่มีพื้นที่พอสำหรับพระราชวัง สวน ถนน และหน่วยงานซึ่งไม่ต้องเบียดอยู่ในกำแพงเมืองเก่า
ชื่อเมืองถูกเล่าคู่กับตำนานเรื่องหญิงคนโปรดชื่ออัซซะฮ์รออ์มาช้านาน แต่งานประวัติศาสตร์และโบราณคดีปัจจุบันวางน้ำหนักที่โครงการอำนาจของรัฐมากกว่า เมืองแห่งนี้เกิดขึ้นหลังการประกาศเคาะลีฟะฮ์ไม่นาน และทำหน้าที่เป็นที่ประทับ ศูนย์บริหาร และฉากรับรองทางการทูต การย้ายราชสำนักบางส่วนออกจากกุรฏุบะฮ์จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสวงหาความสำราญนอกเมือง แต่เป็นการสร้างภาษาทางการเมืองขึ้นใหม่ด้วยหิน น้ำ และภูมิทัศน์
ภูมิทัศน์สามระดับและลำดับของอำนาจ
พื้นที่เมืองราว 112 เฮกตาร์ทอดยาวตามไหล่เขาและจัดเป็นแนวขั้นบันได ระดับบนรับกลุ่มกัศร์หรือเขตราชสำนักซึ่งรวมที่ประทับ ห้องราชการ และพื้นที่พิธี ระดับถัดลงมามีสวน ศาลา และอาคารซึ่งเชื่อมราชสำนักกับเมือง ส่วนพื้นราบด้านล่างเป็นเขตบ้านเรือน ตลาด งานบริการ และมัสยิดญามิอ์ การวางตำแหน่งนี้ใช้ความลาดชันเป็นโครงสร้างทางสังคม ผู้ปกครองอยู่สูงและมองข้ามพื้นที่ซึ่งหล่อเลี้ยงราชสำนักลงไปถึงทุ่งกับเส้นทางสู่กุรฏุบะฮ์
กำแพงไม่ได้ตัดเมืองออกเป็นกล่องเดียว ทางลาด ประตู ระเบียง และลานหลายชั้นค่อยๆ เปลี่ยนระดับจากโลกภายนอกสู่พื้นที่เข้าถึงจำกัด ผู้มาเยือนจากถนนใหญ่ต้องผ่านแนวควบคุมหลายตอนก่อนถึงห้องรับรอง ขณะที่คนงาน เครื่องอุปโภค และเอกสารราชการใช้เส้นทางบริการอีกชุดหนึ่ง ผังจึงแยกการเคลื่อนไหวตามหน้าที่และสถานะ พร้อมทำให้การเข้าเฝ้าเป็นประสบการณ์ที่สร้างความคาดหมายทีละขั้น
ภูเขาด้านหลังให้ทั้งฉากและวัสดุ หินปูนหลายสีถูกสกัดจากเหมืองใกล้เมือง ส่วนที่ราบด้านหน้ารองรับถนน สะพาน และมุนยะฮ์หรือคฤหาสน์ชนบทของชนชั้นนำ เครือข่ายคลองกับทางคมนาคมแผ่ออกจากเมืองไปยังภูมิประเทศรอบข้าง ดังนั้นมะดีนะตุซซะฮ์รออ์ไม่ได้มีความหมายเฉพาะภายในกำแพง แต่อาศัยแรงงาน เกษตรกรรม เหมือง และบ้านพักรอบนอกเป็นระบบเดียวกับราชสำนัก
โรงช่าง วัสดุ และเครื่องจักรของรัฐ
โครงการขนาดเมืองต้องระดมช่างตัดหิน ช่างไม้ ช่างปูน ช่างโลหะ คนขนวัสดุ และผู้ควบคุมงานจำนวนมาก การก่อสร้างไม่ได้เดินหน้าเท่ากันทุกเขต ระยะแรกในคริสต์ทศวรรษ 940 วางแกนที่ประทับและสำนักบริหาร ก่อนการปรับผังครั้งใหญ่กลางคริสต์ทศวรรษ 950 จะสร้างพื้นที่พิธีอันซับซ้อนขึ้น จารึกบนชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมเก็บชื่อผู้สั่งงาน ผู้กำกับ และช่างบางคนไว้ ทำให้เห็นว่าเบื้องหลังชื่อเคาะลีฟะฮ์มีระบบราชการกับแรงงานหลายชั้น
มัสยิดญามิอ์ของเมืองใช้งานใน ฮ.ศ. 329 / ค.ศ. 941 และโรงกษาปณ์ย้ายมาที่นี่ใน ฮ.ศ. 336 / ค.ศ. 947 การมีมัสยิดทำให้ชุมชนประกอบละหมาดวันศุกร์ใกล้ที่อยู่อาศัย ส่วนโรงกษาปณ์ทำให้พระนามและตำแหน่งของเคาะลีฟะฮ์ออกเดินทางในรูปเหรียญผ่านเงินเดือน ภาษี และการค้า เมืองจึงผลิตทั้งพิธีกรรมและสื่อกลางทางเศรษฐกิจซึ่งทำให้อำนาจของราชสำนักปรากฏในชีวิตประจำวัน
งานประดับเผยการหมุนเวียนของความรู้ช่างในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เสาและหินอ่อนบางส่วนมาจากเครือข่ายไกล ขณะที่หินปูนท้องถิ่นถูกแกะเป็นลายพรรณพฤกษาอย่างละเอียด ช่างไม่ได้คัดลอกต้นแบบตะวันออกตรงๆ แต่ปรับภาษาศิลปกรรมอุมัยยะฮ์ให้เข้ากับวัสดุและฝีมือในอัลอันดะลุส ผลลัพธ์คือพระราชวังที่เชื่อมความทรงจำของดามัสกัสเข้ากับการประกาศความเป็นศูนย์กลางใหม่ของกุรฏุบะฮ์
ห้องรับรองและการเมืองของการเข้าเฝ้า
ราชสำนักใช้มะดีนะตุซซะฮ์รออ์รับทูต ผู้แทนเมืองชายแดน ผู้นำคริสเตียนจากคาบสมุทรไอบีเรีย และคณะจากโลกเมดิเตอร์เรเนียน การเข้าเฝ้าเริ่มตั้งแต่ขบวนเดินทางเห็นเมืองบนไหล่เขา จากนั้นจึงผ่านประตู ลาน กองรักษาการณ์ และเจ้าหน้าที่พิธีการ ผู้มาเยือนไม่ได้พบเคาะลีฟะฮ์ทันที ระยะทางกับการรอคอยทำให้ลำดับของผู้เข้าถึงอำนาจชัดเจนก่อนถ้อยคำเจรจาจะเริ่มขึ้น
จุดเด่นของระบบนี้คือห้องรับรองของอับดุรเราะห์มานที่ 3 ซึ่งปัจจุบันเรียกซาลอนรีโก จารึกทำให้กำหนดช่วงก่อสร้างได้ราว ค.ศ. 953–957 ตัวอาคารเปิดสู่สวนชั้นบนและสระขนาดใหญ่ แนวซุ้มเกือกม้า เสาหินอ่อน ผนังแกะลาย และแสงสะท้อนจากน้ำสร้างฉากซึ่งผสานอาคารกับภูมิทัศน์ ภายในมีแนวโถงขนานคล้ายผังบาซิลิกา ช่วยจัดตำแหน่งผู้ร่วมพิธีตามระยะใกล้ไกลจากผู้ปกครอง
ลายพืชบนแผ่นหินถูกจัดอย่างมีระเบียบแต่ไม่ซ้ำกันทุกชิ้น กิ่ง ใบ และต้นไม้สมมาตรทำให้ผนังดูเหมือนสวนอีกชั้นหนึ่งเมื่อมองจากสวนจริงด้านหน้า ความอุดมสมบูรณ์นี้เป็นทั้งความงามและถ้อยแถลงทางการเมือง รัฐซึ่งควบคุมน้ำ วัสดุ ช่างฝีมือ และระเบียบพิธีได้ ย่อมแสดงตนว่าเป็นผู้จัดความสงบให้โลกภายใต้อำนาจของตน ห้องรับรองจึงทำงานเหมือนเวทีซึ่งสถาปัตยกรรมพูดก่อนเคาะลีฟะฮ์
ราชการ ครัวเรือน และผู้คนหลังฉากพิธี
เขตกัศร์ไม่ได้มีแต่ท้องพระโรง ภายในยังมีสำนักเสมียน ห้องเก็บเอกสาร ที่พักของเคาะลีฟะฮ์กับรัชทายาท เรือนเจ้าหน้าที่ระดับสูง ครัว โรงอาบน้ำ คลัง และพื้นที่ของผู้รับใช้ งานวิจัยอาคารพักอาศัยชี้ว่าที่ประทับแต่ละหลังผสมหน้าที่ส่วนตัวกับงานราชการในสัดส่วนต่างกัน การตัดสินว่าอาคารหนึ่งเป็นบ้านหรือสำนักงานอย่างเดียวจึงไม่ตรงกับชีวิตในราชสำนักที่ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ และครัวเรือนทำงานอยู่ใกล้กัน
กลางคริสต์ศตวรรษที่ 10 การปฏิรูปผังทำให้พื้นที่ราชพิธีแยกจากเขตส่วนตัวชัดขึ้น บ้านของญะอ์ฟัร อัศศิกละบีย์ ฮาญิบในสมัยอัลฮะกัมที่ 2 แสดงสถานะของข้าราชการชั้นสูงผ่านลานรับรอง งานแกะหิน และห้องหลายชุด แต่ยังเล็กและอยู่ต่ำกว่าที่ประทับเคาะลีฟะฮ์ ความแตกต่างของระดับ ทางเข้า และคุณภาพวัสดุบอกตำแหน่งของผู้อยู่อาศัยโดยไม่ต้องมีป้ายประกาศ
คนจำนวนมากที่ทำให้เมืองดำเนินไปแทบไม่ปรากฏชื่อในพงศาวดาร ผู้รับใช้ ทหาร ช่างซ่อม คนดูแลสวน คนตักน้ำ พ่อครัว และผู้ขนเสบียงต้องทำงานทุกวันเพื่อให้พิธีหนึ่งครั้งเกิดขึ้นได้ เศษภาชนะ กระดูกสัตว์ รางระบายน้ำ และห้องบริการจึงมีความสำคัญพอๆ กับจารึกบนท้องพระโรง หลักฐานเหล่านี้เปลี่ยนเมืองจากภาพความหรูหรานิ่งๆ ให้กลับมาเป็นสถานที่อยู่อาศัยซึ่งเต็มไปด้วยงาน เสียง กลิ่น และข้อจำกัดของชีวิตจริง
น้ำ สวน และโครงสร้างใต้พื้นเมือง
การตั้งเมืองบนพื้นที่ลาดชันเปิดทิวทัศน์กว้าง แต่สร้างภาระด้านน้ำ ช่างเชื่อมระบบส่งน้ำเข้ากับแนวท่อโรมันเดิมและสร้างส่วนต่อใหม่ให้ขึ้นถึงพื้นที่สูง น้ำถูกนำเข้าสู่ถังพัก สระ โรงอาบน้ำ สวน และครัวเรือนตามระดับแรงโน้มถ่วง ขณะเดียวกันแนวท่อเก่าบางส่วนถูกปรับเป็นทางระบายน้ำเสีย ระบบที่มองไม่เห็นใต้พื้นจึงมีบทบาทต่อสุขอนามัยและการดำรงชีวิตพอๆ กับสระซึ่งตั้งใจให้ผู้มาเยือนมองเห็น
สวนชั้นบนหน้าซาลอนรีโกจัดแปลงต่ำกว่าทางเดินเพื่อไม่ให้พืชบดบังสายตา สระใหญ่ด้านเหนือทำหน้าที่เก็บและแจกน้ำแก่พื้นที่ลาดลงทางใต้ อีกทั้งสะท้อนอาคาร ท้องฟ้า และแสงกลับเข้าสู่โถง ศาลากลางสวนซึ่งเหลือร่องรอยน้อยกว่าส่วนอื่นเคยวางตัวท่ามกลางสระย่อย การเคลื่อนของน้ำจึงเชื่อมการชลประทาน การลดความร้อน และภาพแทนของสวนอันสมบูรณ์ไว้ด้วยกัน
การควบคุมน้ำต้องอาศัยการบำรุงรักษาต่อเนื่อง ตะกอนอุดรางได้ ผนังสระรั่วได้ และสวนต้องได้รับน้ำตามฤดูกาล เจ้าหน้าที่กับช่างน้ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชสำนัก แม้ชื่อจะไม่เด่นในบันทึก การจัดการทรัพยากรเช่นนี้ทำให้เมืองหรูหราไม่อาจแยกจากภูมิประเทศและแรงงาน น้ำในสระรับรองอำนาจต่อหน้าทูต ขณะที่น้ำในท่อระบายยืนยันความสามารถของรัฐในระดับที่ผู้ชมแทบไม่เห็น
จากอัลฮะกัมที่ 2 สู่การย้ายศูนย์อำนาจ
เมื่ออับดุรเราะห์มานที่ 3 เสียชีวิตใน ฮ.ศ. 350 / ค.ศ. 961 อัลฮะกัมที่ 2 สืบตำแหน่งและดำเนินงานก่อสร้างต่อถึง ฮ.ศ. 365 / ค.ศ. 976 บ้านข้าราชการและการปรับใช้พื้นที่บางส่วนสะท้อนราชสำนักที่มีสำนักบริหารละเอียดขึ้น เมืองยังทำงานคู่กับกุรฏุบะฮ์ พระราชวังดูแลพิธีและราชการ ขณะที่นครเดิมคงตลาด มัสยิดใหญ่ ชุมชน และสถาบันซึ่งรัฐไม่อาจย้ายออกมาทั้งหมด
หลังอัลฮะกัมที่ 2 เสียชีวิต ฮิชามที่ 2 ขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์เมื่อยังเยาว์ อำนาจบริหารค่อยๆ รวมอยู่ในมืออิบนุ อบี อามิร ผู้ได้รับสมญาอัลมันศูร เขาสร้างเมืองราชสำนักอีกแห่งชื่อมะดีนะตุซซอฮิเราะฮ์ราว ฮ.ศ. 368 / ค.ศ. 978–979 และดึงสำนักบริหารกับกองกำลังไปอยู่ภายใต้อำนาจของตน การเคลื่อนศูนย์กลางเช่นนี้ลดความสำคัญทางการเมืองของมะดีนะตุซซะฮ์รออ์ แม้ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ยังเป็นที่มาของความชอบธรรม
สองเมืองมีชื่อคล้ายกันแต่สะท้อนผู้สร้างคนละฐาน อัลมันศูรไม่ได้ลบเมืองเก่าทันที เขาสร้างพื้นที่ใหม่เพื่อควบคุมการเข้าถึงเคาะลีฟะฮ์และทำให้เครือข่ายเจ้าหน้าที่พึ่งพาตน เมื่อผู้นำสามารถย้ายห้องทำงาน ทหาร และพิธีออกไปได้ สถาปัตยกรรมเดิมก็สูญเสียพลังโดยไม่ต้องถูกทำลาย ความเงียบที่เพิ่มขึ้นในโถงของมะดีนะตุซซะฮ์รออ์จึงเริ่มจากการเปลี่ยนสมดุลภายในราชสำนักก่อนสงครามจะมาถึง
ฟิตนะฮ์ การปล้น และเมืองที่กลายเป็นเหมืองหิน
ความขัดแย้งเรื่องผู้สืบอำนาจปะทุใน ฮ.ศ. 399 / ค.ศ. 1009 หลังระบอบของตระกูลอัลมันศูรสั่นคลอน กองกำลัง คู่แข่งราชวงศ์ และชุมชนการเมืองหลายฝ่ายต่อสู้กันในฟิตนะฮ์แห่งอัลอันดะลุส มะดีนะตุซซอฮิเราะฮ์ของอัลมันศูรถูกปล้นในระยะแรก ส่วนมะดีนะตุซซะฮ์รออ์ได้รับความเสียหายและถูกละทิ้งระหว่าง ค.ศ. 1010–1013 เมื่อสงครามกลางเมืองทำลายระบบบริหารที่เคยหล่อเลี้ยงเมือง
การพังทลายไม่ได้เกิดจากไฟหรือการโจมตีเพียงครั้งเดียว หลังราชสำนักหายไป ประตู หลังคา หินอ่อน เสา และวัสดุมีค่าถูกถอดไปใช้ในอาคารอื่น การนำวัสดุกลับมาใช้ทำให้เมืองเก่ากลายเป็นแหล่งทรัพยากรแก่ชุมชนรุ่นหลัง กำแพงที่ไม่ได้รับการซ่อมค่อยๆ ทรุด ดินจากลาดเขากับพืชปกคลุมห้องและถนน จนความทรงจำเรื่องตำแหน่งจริงของเมืองเลือนหาย แม้ชื่อยังอยู่ในตำราและเรื่องเล่า
การสิ้นสุดอย่างรวดเร็วทำให้ช่วงชีวิตของเมืองอยู่ไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ ความสั้นนี้เป็นความสูญเสียสำหรับคนร่วมสมัย แต่กลับสร้างเงื่อนไขพิเศษแก่โบราณคดี เพราะพื้นที่ไม่ได้ถูกนครใหม่ก่อทับอย่างต่อเนื่อง เมื่อชั้นดินปิดผังเดิมไว้ ร่องรอยสำนักบริหาร บ้าน ทางน้ำ และของใช้ประจำวันจึงรอดเป็นชุดซึ่งอธิบายเมืองคริสต์ศตวรรษที่ 10 ได้ละเอียดกว่าสถานที่ที่ผ่านการใช้งานไม่หยุด
หนึ่งศตวรรษแห่งการขุดค้นและเมืองที่ยังไม่เปิดเผย
การขุดค้นอย่างเป็นระบบเริ่มใน ค.ศ. 1911 ภายใต้สถาบันของสเปน นักโบราณคดีและสถาปนิกหลายรุ่นค่อยๆ ระบุเขตราชสำนัก ถนน บ้าน และระบบน้ำ ซาลอนรีโกถูกค้นพบกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 และผ่านการประกอบชิ้นส่วนกับบูรณะยาวนาน เศษหินแกะนับพันชิ้นต้องถูกจำแนกก่อนกลับสู่ตำแหน่งที่มีหลักฐานรองรับ งานจึงไม่ใช่การสร้างพระราชวังตามจินตนาการ แต่เป็นการต่อความสัมพันธ์ระหว่างชิ้นส่วน ผัง และจารึก
ส่วนที่เปิดเผยปัจจุบันมีเพียงราวร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด และกระจุกอยู่ในเขตกัศร์มากกว่าย่านสามัญ ภาพเมืองที่เล่าได้จึงละเอียดเรื่องพิธีราชสำนักและบ้านชนชั้นนำกว่าชีวิตของประชากรส่วนใหญ่ ขอบเขตนี้ไม่ได้ลดคุณค่าของหลักฐาน แต่เตือนว่าผังซึ่งยังอยู่ใต้ดินอาจเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องตลาด โรงช่าง ย่านพัก และความสัมพันธ์ระหว่างเมืองบนกับเมืองล่างได้อีกมาก
มะดีนะตุซซะฮ์รออ์ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใน ค.ศ. 2018 เพราะรักษาทั้งเมือง โครงสร้างพื้นฐาน และภูมิทัศน์ซึ่งอธิบายการวางผังของรัฐอุมัยยะฮ์ตะวันตก พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ตั้งต่ำและแยกจากซากเพื่อเก็บวัตถุ สนับสนุนการวิจัย และลดแรงกดดันต่อพื้นที่ เมืองซึ่งเคยสร้างขึ้นเพื่อให้คนมองเห็นอำนาจ วันนี้กลับมีคุณค่าเพราะสิ่งที่ยังมองไม่เห็นใต้ดินกำลังรอการศึกษาอย่างระมัดระวัง
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
ประกาศเคาะลีฟะฮ์แห่งกุรฏุบะฮ์
อับดุรเราะห์มานที่ 3 ยกระดับรัฐอุมัยยะฮ์แห่งอัลอันดะลุสขึ้นแข่งขันกับศูนย์อำนาจตะวันออกและฟาฏิมียะฮ์
เริ่มสร้างมะดีนะตุซซะฮ์รออ์
ราชสำนักวางเมืองใหม่บนเชิงเขาทางตะวันตกของกุรฏุบะฮ์
มัสยิดญามิอ์เริ่มใช้งาน
เมืองราชสำนักมีศูนย์ละหมาดวันศุกร์รองรับชุมชนของตน
ย้ายโรงกษาปณ์
การผลิตเหรียญเชื่อมเมืองใหม่เข้ากับการบริหาร ภาษี และการค้าของรัฐ
สร้างซาลอนรีโก
ห้องรับรอง สวน และสระกลายเป็นแกนพิธีสำคัญของอับดุรเราะห์มานที่ 3
สิ้นรัชสมัยอัลฮะกัมที่ 2
การขึ้นครองตำแหน่งของฮิชามที่ 2 เปิดทางให้เครือข่ายอัลมันศูรรวมอำนาจ
เมืองถูกทำลายในฟิตนะฮ์
สงครามกลางเมืองทำให้ราชสำนักล่ม เมืองถูกปล้น ละทิ้ง และถอดวัสดุไปใช้ใหม่
จากการขุดค้นสู่มรดกโลก
งานโบราณคดีเริ่มเป็นระบบใน ค.ศ. 1911 และยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองใน ค.ศ. 2018