มัสยิดแห่งนครหลวงใหม่ในอียิปต์
บนเนินยัชกูรทางตะวันออกเฉียงเหนือของฟุสฏอฏ อะห์มัด อิบนุ ฏูลูนสั่งสร้างมัสยิดวันศุกร์ขนาดใหญ่ระหว่าง ฮ.ศ. 263–265 / ค.ศ. 876–879 เพื่อเป็นศูนย์กลางของอัลกะฏออิอ์ นครหลวงใหม่ของเขาในอียิปต์ อิบนุ ฏูลูนเริ่มชีวิตการเมืองในระบบอับบาซียะฮ์และเคยอยู่ที่ซามัรรออ์ แต่เมื่อคุมกองทัพและรายได้ของอียิปต์ได้ เขาก็สร้างรัฐฏูลูนียะฮ์ซึ่งปกครองตนเองมากขึ้น มัสยิดจึงไม่ได้เป็นโครงการก่อสร้างของราชสำนักแบกแดด แต่เป็นการนำภาษาสถาปัตยกรรมของศูนย์อับบาซียะฮ์มาปรับด้วยวัสดุ ช่าง และภูมิอากาศของอียิปต์ ผังลานกว้าง แนวเสาอิฐ ซุ้มปลายแหลม ปูนปั้น และเขตว่างรอบอาคารช่วยรองรับผู้คนจากนครใหม่ พร้อมประกาศฐานอำนาจของผู้ว่าการซึ่งกำลังก้าวพ้นการควบคุมจากส่วนกลาง ต่อมาเมืองอัลกะฏออิอ์ถูกกองทัพอับบาซียะฮ์ทำลายใน ค.ศ. 905 แต่ตัวมัสยิดรอดมาและถูกใช้ ซ่อม ดัดแปลง และตีความใหม่หลายยุค หออะซาน น้ำพุกลางลาน และส่วนตกแต่งที่เห็นในวันนี้จึงไม่ได้มาจากคริสต์ศตวรรษที่ 9 ทั้งหมด
นครใหม่ระหว่างฟุสฏอฏกับเนินมุก็อฏฏ็อม
อะห์มัด อิบนุ ฏูลูนมาถึงอียิปต์ใน ฮ.ศ. 254 / ค.ศ. 868 ในฐานะตัวแทนผู้ถืออำนาจจากราชสำนักอับบาซียะฮ์ เขาค่อยๆ รวมงานปกครอง การคลัง และกองทัพไว้ในมือ พร้อมสร้างกำลังทหารซึ่งขึ้นตรงต่อตนเอง ความสามารถเก็บรายได้ในลุ่มแม่น้ำไนล์ทำให้เขาจ่ายทหาร ก่อสร้าง และขยายอำนาจไปซีเรียได้โดยไม่ต้องรอการจัดสรรจากซามัรรออ์ทุกครั้ง อียิปต์ยังอยู่ในกรอบความชอบธรรมของกาหลิบ แต่การบริหารจริงมีอิสระมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ราว ค.ศ. 870 อิบนุ ฏูลูนตั้งอัลกะฏออิอ์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของฟุสฏอฏ ชื่อเมืองสื่อถึงเขตที่แบ่งให้หน่วยทหาร ข้าราชการ และกลุ่มผู้ติดตาม เมืองมีวัง สนาม โรงพยาบาล ตลาด ที่พัก และมัสยิดวันศุกร์ของตนเอง การแยกเขตดังกล่าวช่วยวางกำลังใหม่ข้างเมืองเก่าโดยไม่ต้องเบียดพื้นที่หนาแน่นของฟุสฏอฏ ทั้งยังทำให้ราชสำนักฏูลูนียะฮ์กำกับการเข้าออกและพิธีสาธารณะได้ง่ายขึ้น
มัสยิดตั้งบนญะบัลยัชกูร เนินหินซึ่งสูงกว่าพื้นที่ลุ่มรอบข้างเล็กน้อย จึงลดความเสี่ยงจากน้ำหลากและทำให้อาคารมองเห็นได้จากหลายเขต ตำแหน่งระหว่างนครทหารใหม่กับฟุสฏอฏเปิดให้ประชากรหลากกลุ่มเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์ ตัวเมืองอัลกะฏออิอ์เหลือหลักฐานบนพื้นน้อยมาก การอ่านผังนครจึงอาศัยข้อความยุคกลาง ภูมิประเทศ ซากท่อน้ำ และมัสยิดร่วมกัน มากกว่าภาพเมืองซึ่งขุดพบครบทุกย่าน
แบบจากซามัรรออ์ในโครงการของรัฐฏูลูนียะฮ์
อิบนุ ฏูลูนเติบโตในแวดวงทหารเตอร์กของอับบาซียะฮ์และรู้จักซามัรรออ์ เมืองหลวงบนแม่น้ำไทกริสซึ่งกาหลิบสร้างขึ้นสำหรับราชสำนักกับกองทัพ มัสยิดใหญ่ของซามัรรออ์ใช้ลานขนาดมหึมา กำแพงอิฐ เขตว่างล้อมรอบ และหออะซานทางลาดวน องค์ประกอบบางชุดปรากฏในมัสยิดแห่งอัลกะฏออิอ์ จึงสะท้อนการรับแบบและประสบการณ์จากศูนย์อับบาซียะฮ์ ส่วนช่างเดินทางมาจากอิรักโดยตรงหรือไม่ยังเป็นข้อเสนอ ไม่ใช่หลักฐานยืนยัน
ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้หมายความว่าแบบแปลนจากอิรักถูกคัดลอกทุกส่วน อาคารในอียิปต์ใช้แนวเสารับซุ้มแทนป่าของเสาหินเก่าซึ่งพบในมัสยิดหลายแห่งของฟุสฏอฏ ช่องเปิดเหนือซุ้มช่วยลดมวลผนังและรับแสง ส่วนสัดส่วนของลานกับห้องละหมาดตอบจำนวนผู้ใช้และที่ดินบนเนิน ช่างยังผสมความรู้การก่ออิฐ ปูน และงานไม้ซึ่งมีในอียิปต์เข้ากับรูปแบบราชสำนักที่ผู้ว่าการคุ้นเคย
สถานะทางการเมืองของผู้สร้างยิ่งทำให้ต้องใช้คำอย่างแม่นยำ มัสยิดสร้างในรัชสมัยกาหลิบอัลมุอ์ตะมิด แต่เงิน การสั่งงาน และวัตถุประสงค์มาจากอิบนุ ฏูลูนผู้สร้างฐานราชวงศ์ของตนเอง งานนี้จึงเป็นการดัดแปลงมรดกอับบาซียะฮ์โดยรัฐภูมิภาค ไม่ใช่สาขาของโครงการหลวงจากแบกแดด ความคล้ายกับซามัรรออ์แสดงทั้งความผูกพันกับวัฒนธรรมจักรวรรดิและความพยายามประกาศว่าศูนย์ใหม่ในอียิปต์มีศักยภาพทัดเทียม
ลานกว้าง โถงละหมาด และเขตกันชนรอบมัสยิด
ตัวมัสยิดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 122 คูณ 140 กว่าเมตร มีลานกลางแจ้งขนาดใหญ่ล้อมด้วยแนวโถง หลังคาด้านทิศกิบละฮ์ซึ่งผู้ละหมาดหันหน้าไปมีความลึกห้าแนวช่อง ส่วนอีกสามด้านลึกสองแนว การเพิ่มพื้นที่ด้านทิศกิบละฮ์รองรับแถวละหมาดและวางจุดนำพิธีโดยไม่ต้องสร้างห้องปิดแยกจากลาน การซ้ำของช่องโค้งทำให้ฝูงชนกระจายตัวได้ตลอดแนวแทนการเบียดเข้าประตูกลางเพียงจุดเดียว
ด้านเหนือ ตะวันออก และตะวันตกมีเขตว่างคั่นระหว่างกำแพงมัสยิดกับกำแพงชั้นนอก พื้นที่นี้เรียกว่าซิยาดะฮ์ หมายถึงส่วนเพิ่มหรือแนวกันชน ความกว้างราวสิบเก้าเมตรแยกพื้นที่ละหมาดจากบ้าน ร้าน และเสียงของถนน พร้อมเปิดที่สำหรับทางบริการ ห้องน้ำ และการสัญจรบางประเภท เมื่อรวมซิยาดะฮ์ พื้นที่ทั้งชุดเกือบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสและครอบคลุมมากกว่าสองหมื่นหกพันตารางเมตร
ผนังด้านทิศกิบละฮ์เคยชิดกับอาคารบริหารของผู้ปกครอง ประตูเฉพาะใกล้ซุ้มบอกทิศทำให้อิบนุ ฏูลูนเข้าจากวังได้โดยไม่ผ่านฝูงชน การเชื่อมเช่นนี้พบได้ในมัสยิดหลวงหลายแห่งและเผยความใกล้ชิดระหว่างพิธีวันศุกร์กับอำนาจรัฐ ขณะเดียวกันประตูจำนวนมากตามแนวอื่นยังเปิดอาคารสู่ประชาชน ผังจึงจัดลำดับผู้ใช้โดยไม่เปลี่ยนมัสยิดให้เป็นพื้นที่ราชสำนักซึ่งประชาชนเข้าถึงไม่ได้
เสาอิฐ ซุ้มปลายแหลม และหลังคาไม้
โครงหลักก่อด้วยอิฐฉาบปูน เสาแต่ละต้นเป็นแกนสี่เหลี่ยมและเพิ่มส่วนโค้งแนบที่มุม ทำให้มวลดูกลมกลืนขึ้นโดยไม่ต้องใช้เสาหินชิ้นใหญ่ ซุ้มปลายแหลมพาดระหว่างเสาแล้วรับผนังเหนือช่องกับหลังคาไม้ วิธีนี้ผลิตซ้ำเป็นช่วงได้จากวัสดุขนาดมาตรฐาน เหมาะกับการสร้างโถงกว้างในเวลาจำกัดและลดการพึ่งเสาโบราณซึ่งต้องรื้อ ขน และคัดขนาดจากอาคารเดิม
ช่องหน้าต่างเล็กเหนือซุ้มหลายช่วงเจาะเป็นรูปต่างกัน ช่วยให้แสงกับอากาศผ่านส่วนบนพร้อมลดน้ำหนักผนัง เงาจากซุ้มลึกทำให้ทางเดินรอบลานเย็นกว่าพื้นเปิดในเวลากลางวัน หลังคาเดิมใช้คานและแผ่นไม้ซึ่งต้องซ่อมเมื่อรั่ว ไฟไหม้ หรือปลวกทำลาย สิ่งที่เห็นเหนือศีรษะปัจจุบันผ่านการเปลี่ยนวัสดุและสร้างใหม่หลายครั้ง จึงไม่ควรนับไม้ทุกชิ้นเป็นของปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9
ผนังสูงกับแนวเชิงเทินฉลุทำให้อาคารมีเส้นขอบฟ้าเฉพาะตัว รูปทรงบางส่วนคล้ายภาษาป้อม แต่ไม่ได้หมายความว่ามัสยิดทำหน้าที่เป็นป้อมทหาร กำแพงต้องคุมขอบเขต รับหลังคา และกันสภาพแวดล้อม ขณะที่ช่องเปิดกับประตูจำนวนมากรองรับการเข้าใช้ การแยกหน้าตาเชิงสัญลักษณ์ออกจากหน้าที่รับแรงช่วยให้เห็นว่าช่างใช้รูปทรงซึ่งเชื่อมกับอำนาจโดยไม่ละทิ้งโจทย์ของพื้นที่ชุมชน
ปูนปั้นซึ่งทำให้แนวอิฐมีจังหวะ
ขอบซุ้ม หน้าต่าง และผิวเหนือเสาเคยประดับปูนปั้นแกะลายพืชกับเรขาคณิต ลายบางชุดใช้การปาดเฉียงให้พื้นผิวเปลี่ยนจากสันคมเป็นระนาบต่อเนื่อง วิธีดังกล่าวสัมพันธ์กับงานซามัรรออ์ แต่รายละเอียดในอียิปต์ไม่ได้เหมือนกันทุกส่วน ช่างปรับขนาดลายให้เข้ากับซุ้มยาวและระยะมองจากลาน เมื่อแสงเฉียงผ่านร่อง ปูนสีอ่อนจึงสร้างเงาซ้อนบนโครงอิฐโดยไม่ต้องหุ้มผนังด้วยหินราคาแพง
แถบจารึกไม้ยาวเคยวิ่งใต้หลังคาตามผนังภายใน ส่วนจารึกปูนปั้นปรากฏตามกรอบหน้าต่างและองค์ประกอบอื่น ส่วนที่รอดกับส่วนซ่อมยุคหลังต้องแยกด้วยวัสดุ รูปอักษร และรอยต่อ การระบุความยาวดั้งเดิมจากข้อความยุคกลางเป็นเพียงการประมาณ เพราะไฟ การรั่ว และการเปลี่ยนหลังคาทำให้ชิ้นส่วนจำนวนมากหายไป งานอนุรักษ์จึงรักษาทั้งตัวอักษรที่อ่านได้และร่องรอยการติดตั้งซึ่งบอกตำแหน่งเดิม
การประดับไม่ครอบทุกพื้นผิวอย่างหนาแน่น พื้นผนังเรียบสลับกับแถบลาย ทำให้โครงสร้างยังอ่านได้และลานไม่กลายเป็นฉากสีต่อเนื่อง จังหวะดังกล่าวเชื่อมพื้นที่ขนาดใหญ่ให้เป็นหน่วยเดียว ผู้เดินจากประตูสู่ห้องละหมาดเห็นลายเปลี่ยนตามระยะใกล้ไกล คุณค่าของปูนจึงอยู่ทั้งในฝีมือรายละเอียดและการกำกับการเคลื่อนไหวของคนหลายพันคนผ่านสถาปัตยกรรมซ้ำเป็นช่วง
น้ำ ตลาด และการใช้งานของมัสยิดวันศุกร์
ลานกลางมีระบบน้ำสำหรับผู้ใช้จำนวนมาก อาคารน้ำดั้งเดิมซึ่งแหล่งยุคกลางบรรยายว่ามีโดมกับเสาหลายต้นสูญหายจากไฟไหม้ก่อนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 โครงสี่เหลี่ยมเปิดสี่ด้านกับโดมซึ่งตั้งอยู่วันนี้สร้างในการบูรณะสมัยสุลต่านลาญีนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ภาพลานปัจจุบันจึงวางองค์ประกอบมัมลูกไว้กลางผังฏูลูนียะฮ์ การใช้น้ำยังต้องพึ่งท่อ แหล่งจ่าย และคนดูแลซึ่งอยู่นอกภาพอนุสรณ์
วันศุกร์นำทหาร ข้าราชการ ช่าง พ่อค้า และคนจากย่านบ้านเรือนเข้าสู่ลานเดียวกัน คำประกาศจากธรรมาสน์เชื่อมข่าวรัฐกับพิธี ส่วนทางเดินกว้างรับการพบปะก่อนและหลังละหมาด ตลาดรอบเขตกันชนได้ประโยชน์จากการเคลื่อนของผู้คน แต่เสียง ควัน และสัตว์บรรทุกต้องถูกกันออกจากพื้นที่หลัก แนวว่างรอบกำแพงจึงทำงานร่วมกับระเบียบเมือง ไม่ได้มีไว้เพื่อความงามของผังเท่านั้น
อาคารยังรองรับการสอน การพักของผู้เดินทาง และกิจกรรมชุมชนในช่วงต่างๆ หน้าที่เหล่านี้เปลี่ยนตามประชากรกับการอุปถัมภ์ เมื่ออัลกะฏออิอ์หายไป มัสยิดสูญเสียย่านเดิมแต่ไม่หมดความหมาย เพราะเส้นทางเมืองไคโรยุคหลังค่อยๆ ล้อมพื้นที่ใหม่ การใช้งานต่อเนื่องและการใช้ซ้ำช่วยให้อาคารรอด ขณะเดียวกันก็เพิ่มผนังชั่วคราว สิ่งปลูกสร้าง และรอยซ่อมซึ่งนักอนุรักษ์ยุคใหม่บางช่วงเลือกเก็บหรือรื้อ
มัสยิดที่รอดเมื่อนครหลวงถูกทำลาย
หลังราชวงศ์ฏูลูนียะฮ์อ่อนกำลัง กองทัพอับบาซียะฮ์กลับเข้าควบคุมอียิปต์ใน ฮ.ศ. 292 / ค.ศ. 905 และทำลายอัลกะฏออิอ์อย่างเป็นระบบเพื่อรื้อฐานของคู่แข่ง บ้าน วัง และเขตทหารถูกเผาหรือรื้อ แต่มัสยิดได้รับการละเว้นเพราะยังเป็นพื้นที่ประกอบศาสนกิจ การรอดจึงไม่ได้แปลว่าอาคารไม่เสียหาย หากหมายถึงแกนผังกับโครงจำนวนมากยังใช้ต่อได้ท่ามกลางเมืองซึ่งศูนย์อำนาจเคลื่อนไปที่อื่น
ยุคฟาฏิมียะฮ์มีการซ่อมและเพิ่มองค์ประกอบ เช่น ซุ้มบอกทิศแบนบนเสาบางต้น จารึกเหนือทางเข้าเชื่อมงานบูรณะกับขุนนางผู้มีอำนาจ ต่อมาพื้นที่เคยรองรับผู้แสวงบุญจากแอฟริกาเหนือและผู้พักระหว่างทาง การใช้เป็นที่พักช่วยให้มีคนอยู่ในอาคาร แต่ควัน การแบ่งห้อง และการดัดแปลงย่อมเปลี่ยนผิวเดิม มัสยิดจึงเป็นทั้งอนุสรณ์และทรัพยากรเมืองซึ่งผู้คนปรับตามความจำเป็น
ตั้งแต่ ค.ศ. 1846 พื้นที่ถูกดัดแปลงเป็นสถานดูแลผู้ป่วยทางจิต และต่อมากลายเป็นสถานสงเคราะห์คนยากไร้ จนคณะอนุรักษ์ปิดอาคารและย้ายผู้อาศัยออกใน ค.ศ. 1880 ห้องโถงถูกกั้นและเติมสิ่งอำนวยความสะดวกตามหน้าที่ใหม่ ต่อมาแนวคิดอนุรักษ์สมัยใหม่มองส่วนเหล่านี้เป็นสิ่งบดบังรูปประวัติศาสตร์และเริ่มรื้อออก การเปลี่ยนจากสถานสงเคราะห์กลับเป็นอนุสรณ์กับมัสยิดเผยว่าคำว่าใช้ประโยชน์และคำว่ารักษาของแต่ละยุคไม่เหมือนกัน การคืนรูปหนึ่งแบบอาจช่วยเปิดสถาปัตยกรรมเก่า พร้อมลบร่องรอยชีวิตของผู้พักในคริสต์ศตวรรษที่ 19
การบูรณะของลาญีนและประวัติหลายชั้นของหออะซาน
สุลต่านลาญีนสั่งบูรณะครั้งใหญ่ใน ฮ.ศ. 696 / ค.ศ. 1296 หลังอาคารเสื่อมโทรม งานของเขารวมธรรมาสน์ไม้ การตกแต่งซุ้มบอกทิศ โดมด้านหน้าห้องละหมาด และอาคารน้ำกลางลาน สิ่งเหล่านี้ใช้ภาษาศิลปกรรมมัมลูกแต่จัดวางในโครงเดิม การซ่อมไม่ได้เพียงค้ำอาคาร หากฟื้นมัสยิดให้กลับมามีผู้ใช้กับรายได้ดูแล จารึกและงานไม้จึงบันทึกผู้อุปถัมภ์ใหม่ซ้อนบนชื่ออิบนุ ฏูลูน
หออะซานตั้งในเขตกันชนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ มีฐานสี่เหลี่ยม ต่อด้วยช่วงทรงกระบอกและทางบันไดภายนอกซึ่งทำให้นึกถึงหอวนของซามัรรออ์ แต่ประวัติรูปตั้งยังเป็นข้อถกเถียง นักวิชาการบางคนเห็นว่าหอเดิมสูญหายและโครงปัจจุบันเกิดปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงสมัยลาญีน ขณะที่อีกกลุ่มเสนอว่าแกนฏูลูนียะฮ์บางส่วนรอดแล้วถูกซ่อมกับต่อยอดหลายระยะ รูปต่างวัสดุและรอยก่อสนับสนุนการอ่านเป็นชั้นมากกว่าปีเดียว
การเรียกหอทั้งองค์ว่าแบบจำลองซามัรรออ์จึงทำให้ความเปลี่ยนแปลงหลายร้อยปีหายไป สิ่งที่ยืนยันได้คือภาพทางลาดวนมีพลังต่อความทรงจำของอาคารและเชื่อมผู้ชมกับอิรักอับบาซียะฮ์ ส่วนชั้นบน ช่องเปิด และบันไดต้องอ่านร่วมกับงานมัมลูก การแยกส่วนที่มั่นคงจากข้อเสนอไม่ได้ลดคุณค่าของหอ กลับทำให้เห็นว่าผู้ซ่อมแต่ละยุคเลือกเก็บรูปลักษณ์บางอย่างและเพิ่มวิธีใช้งานของตนอย่างไร
จากการเปิดผังสู่มรดกของไคโรประวัติศาสตร์
ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คณะกรรมการอนุรักษ์ศิลปะอาหรับเริ่มสำรวจ วาดผัง เปิดซุ้มซึ่งถูกปิด และซ่อมส่วนพัง งานยาวต่อถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 รวมการสร้างหลังคาใหม่ใน ค.ศ. 1927 และซ่อมแนวซุ้ม ความพยายามเหล่านี้ช่วยหยุดการถล่ม แต่ยังเลือกคืนภาพมัสยิดขนาดใหญ่โดยรื้อสิ่งปลูกสร้างซึ่งสะสมรอบกำแพง ภูมิทัศน์โล่งบางส่วนที่เห็นวันนี้จึงเป็นผลของนโยบายอนุรักษ์ ไม่ใช่สภาพคงเดิมตั้งแต่ ค.ศ. 879
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนไคโรประวัติศาสตร์ใน ค.ศ. 1979 โดยมัสยิดอิบนุ ฏูลูนเป็นอนุสรณ์หลักของเขต การดูแลต้องรับมือแผ่นดินไหว ความชื้น ฝุ่น การจราจร และแรงกดดันจากเมืองหนาแน่น งาน ค.ศ. 2002–2004 ปรับพื้นลานและซ่อมหลายส่วน แต่การปูพื้นแข็งถูกวิจารณ์ว่าอาจเปลี่ยนทางระบายความชื้นตามฐานผนัง กรณีนี้แสดงว่าการทำให้พื้นที่ดูเรียบร้อยสามารถสร้างผลด้านวัสดุซึ่งต้องติดตามหลังเปิดใช้งาน
มัสยิดในปัจจุบันรักษาโครงคริสต์ศตวรรษที่ 9 ไว้มากเป็นพิเศษ แต่ประสบการณ์ที่ผู้มาเยือนได้รับเกิดจากฏูลูนียะฮ์ ฟาฏิมียะฮ์ มัมลูก การใช้เป็นสถานสงเคราะห์ และงานอนุรักษ์สมัยใหม่ร่วมกัน คุณค่าของอาคารจึงไม่ได้อยู่ที่การเป็นสำเนาซามัรรออ์หรือของเก่าที่ไม่เคยเปลี่ยน หากอยู่ที่การทำให้เห็นว่ารัฐภูมิภาครับภาษาจักรวรรดิมาสร้างศูนย์ของตน แล้วชุมชนหลายยุครักษา ดัดแปลง และต่อรองความหมายของพื้นที่นั้นจนอยู่กลางไคโรได้
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
อะห์มัด อิบนุ ฏูลูนมาปกครองอียิปต์
เขาเริ่มในระบบแต่งตั้งของอับบาซียะฮ์ ก่อนรวมกองทัพ การคลัง และอำนาจภูมิภาคไว้กับตนมากขึ้น
เริ่มสร้างอัลกะฏออิอ์
นครใหม่แบ่งเขตให้กองทหาร ข้าราชการ และราชสำนัก อยู่ข้างฟุสฏอฏแต่มีสถาบันเมืองของตนเอง
เริ่มก่อสร้างมัสยิดวันศุกร์
โครงการบนเนินยัชกูรนำรูปแบบซามัรรออ์มาปรับกับอิฐ ปูน งานไม้ และเงื่อนไขของอียิปต์
มัสยิดสร้างเสร็จ
ลาน โถงละหมาด และเขตกันชนรอบมัสยิดรองรับประชากรของนครใหม่ พร้อมประกาศฐานะของรัฐฏูลูนียะฮ์
กองทัพอับบาซียะฮ์ทำลายอัลกะฏออิอ์
เมืองหลวงของราชวงศ์คู่แข่งถูกเผาและรื้อ แต่มัสยิดได้รับการละเว้นและยังใช้ต่อในภูมิทัศน์เมืองซึ่งเปลี่ยนไป
สุลต่านลาญีนบูรณะครั้งใหญ่
ธรรมาสน์ โดม อาคารน้ำกลางลาน และงานซึ่งกำหนดรูปลักษณ์หออะซานปัจจุบันเพิ่มชั้นสมัยมัมลูกซึ่งยังเด่นในอาคารปัจจุบัน
จากสถานดูแลผู้ป่วยทางจิตสู่สถานสงเคราะห์
การกั้นห้องเพื่อรองรับผู้ป่วยและคนยากไร้ทำให้มัสยิดมีหน้าที่ใหม่ ก่อนคณะอนุรักษ์ปิดอาคารและรื้อส่วนดัดแปลงจำนวนมาก
เข้าสู่กรอบมรดกโลกและการซ่อมสมัยใหม่
ยูเนสโกขึ้นทะเบียนไคโรประวัติศาสตร์ใน ค.ศ. 1979 และมีการบูรณะครั้งใหญ่ระหว่าง ค.ศ. 2002–2004 ซึ่งต้องติดตามผลต่อความชื้น