← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
ถ้วยแก้วสีเขียวอมฟ้าตัดลายจากอิหร่านหรืออิรักในคริสต์ศตวรรษที่ 9–10

60 · ABBASID WORLD · CUT GLASS & CRAFT NETWORKS · คริสต์ศตวรรษที่ 9–10

เครื่องแก้วตัดลายและเครือข่ายช่างยุคอับบาซียะฮ์

ถ้วย ขวด และคนโทแก้วจำนวนหนึ่งจากยุคอับบาซีเริ่มต้นเป็นภาชนะเป่าผิวเรียบ ก่อนที่ช่างจะนำชิ้นที่เย็นแล้วไปตัด เจียร เจาะ หรือขีดลายด้วยเครื่องมือหมุน เทคนิคทำงานบนแก้วเย็นเช่นนี้เฟื่องฟูเป็นพิเศษในคริสต์ศตวรรษที่ 9–10 และให้ผลตั้งแต่เส้นบางเท่าเส้นผมไปจนถึงลายที่นูนขึ้นเพราะพื้นรอบข้างถูกเจียรออก ช่างรับมรดกการตัดแก้วจากโลกโรมันและซาซานียะฮ์ แล้วพัฒนารูปเรขาคณิต พืช สัตว์ และพื้นผิวที่เข้ากับรสนิยมในเมืองอับบาซี เศษแก้วจากซามัรรออ์และนิชาปูร์ให้บริบทการใช้และการหมุนเวียนของภาชนะ ขณะที่ของสมบูรณ์ในพิพิธภัณฑ์เผยความชำนาญที่เศษเล็กบอกได้ไม่ครบ เรื่องของเครื่องแก้วตัดลายจึงต้องตามไปดูตั้งแต่เตาหลอม ห้องเป่า และโต๊ะตัด ไปจนถึงตลาด บ้าน และหลุมขุดค้น พร้อมแยกแหล่งพบ แหล่งซื้อ และแหล่งผลิตออกจากกัน

01

มรดกช่างแก้วหลังการเปลี่ยนอำนาจ

เมื่อรัฐอิสลามขยายเข้าสู่ซีเรีย อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และอิหร่านในคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมืองเหล่านี้มีช่างแก้ว เตาหลอม และเครือข่ายวัตถุดิบอยู่ก่อนแล้ว ช่างยังผลิตภาชนะด้วยความรู้ที่สืบจากปลายยุคโรมัน ไบแซนไทน์ และซาซานียะฮ์ การเปลี่ยนผู้ปกครองไม่ได้หยุดเตาหรือทำให้เทคนิคเก่าหายไปทันที รูปทรงและเครื่องมือเดิมจึงอยู่ร่วมกับคำสั่งซื้อ รสนิยม และภาษาเครื่องประดับชุดใหม่

การตัดแก้วมีประวัติย้อนไปก่อนการเป่าแก้วหลายศตวรรษ ชามซาซานียะฮ์ที่เจียรเป็นช่องตื้นหรือพื้นคล้ายรังผึ้งเป็นแบบอย่างใกล้ตัวสำหรับช่างทางตะวันออก ส่วนภาชนะโรมันแสดงการแกะลายและการทำแก้วซ้อนสี เมื่อยุคอับบาซีเริ่มใน ฮ.ศ. 132 / ค.ศ. 750 ช่างไม่ได้เพียงคัดลอกของเก่า แต่เลือกเทคนิคบางชนิดมาปรับกับภาชนะเป่าและลวดลายที่ตลาดในโลกอิสลามต้องการ

ศูนย์การเมืองใหม่อย่างแบกแดดและต่อมาซามัรรออ์รวมราชสำนัก ทหาร พ่อค้า และช่างจากหลายภูมิภาคไว้ด้วยกัน ความต้องการภาชนะใช้สอยและของแสดงฐานะจึงมีขนาดใหญ่ ในเวลาเดียวกัน เมืองผลิตและตลาดอื่นตั้งแต่อียิปต์ถึงอิหร่านก็ยังมีบทบาท เครื่องแก้วที่เรียกว่าอับบาซีจึงเป็นผลของโลกเศรษฐกิจกว้าง ไม่ใช่รูปแบบที่ออกจากโรงงานหลวงแห่งเดียว

02

เตาหลอมและการสร้างรูปภาชนะ

แก้วเริ่มจากแหล่งซิลิกาที่ผสมสารช่วยลดอุณหภูมิหลอมและส่วนประกอบที่ทำให้เนื้อคงตัว ช่างต้องคุมสูตร ความร้อน และบรรยากาศในเตา เพราะความเจือปนเพียงเล็กน้อยทำให้แก้วออกเขียว ฟ้า เหลือง หรือน้ำตาล เศษแก้วเก่านำกลับมาหลอมได้ ช่วยลดวัตถุดิบและทำให้เตาทำงานเร็วขึ้น แต่สีและองค์ประกอบของเศษที่ปะปนต้องถูกคัดหากต้องการเนื้อใสสม่ำเสมอ

ช่างเป่าเก็บแก้วร้อนไว้ที่ปลายท่อแล้วหมุนพร้อมเป่าลมให้เกิดโพรง แรงโน้มถ่วง เครื่องมือ และแม่พิมพ์ช่วยกำหนดให้เป็นถ้วย ขวด หรือคนโท หูจับกับฐานอาจทำแยกแล้วนำมาติดขณะเนื้อยังร้อน เมื่อได้รูป ชิ้นงานต้องพักในเตาลดอุณหภูมิอย่างช้าๆ เพื่อคลายความเค้น หากเย็นเร็วเกินไป ผิวกับแกนหดไม่เท่ากันและภาชนะอาจร้าวก่อนถึงมือช่างตัด

งานตัดลายนูนต้องเริ่มจากผนังที่หนาพอให้เอาพื้นออกได้โดยไม่ทะลุ คนโทคอร์นนิงราว ค.ศ. 1000 ใช้ชั้นแก้วสีเขียวอ่อนโปร่งใสครอบเนื้อแก้วไร้สี แล้วตัดชั้นนอกออกเกือบหมดให้ลายนูนคงอยู่ รูปตั้งต้นจึงไม่ได้เป็นเพียงภาชนะว่างสำหรับตกแต่งภายหลัง เพราะช่างเป่ากับช่างตัดต้องวางความหนาและตำแหน่งของชั้นแก้วให้สอดคล้องกับลายตั้งแต่ต้น

03

ลำดับงานตัดบนแก้วเย็น

ลำดับงานตัดต้องสร้างขึ้นใหม่จากรอยเครื่องมือและการทดลอง เพราะยังไม่มีคู่มือจากโรงงานอับบาซีที่บอกทุกขั้น เมื่อภาชนะเย็นแล้ว ช่างอาจร่างแนวลาย จากนั้นใช้ล้อหรือสว่านร่วมกับวัสดุขัดค่อยๆ เอาเนื้อแก้วออก ขั้นหยาบกำหนดมวลหลักก่อน แล้วจึงใช้เครื่องมือเล็กและวัสดุขัดละเอียดเก็บขอบ การกล่าวถึงน้ำ ขนาดล้อ หรือลำดับผงขัดจึงควรเสนอเป็นข้อสันนิษฐานทางเทคนิค ไม่ใช่สูตรเดียวของทุกโรงงาน

การแกะนูนไม่ได้เติมเนื้อขึ้นบนผิว แต่ช่างเอาพื้นหลังและพื้นที่ภายในส่วนใหญ่ลงจนแนวลายเดิมดูยกสูง ความผิดพลาดจึงย้อนกลับได้ยาก หากล้อตัดลึกเกินไป ผนังอาจบางหรือทะลุ หากตื้นเกินไป ลายก็ไม่แยกจากพื้น ช่างต้องคอยประเมินความหนาที่เหลือจากรูปทรงและปฏิกิริยาของผิวต่อเครื่องมือ พร้อมหมุนชิ้นงานให้ล้อเข้าถึงผิวโค้งโดยไม่ชนหูจับหรือปาก

รอยตัดบางส่วนถูกขัดจนเนียน ขณะที่ผิวด้านซึ่งเห็นในปัจจุบันอาจมาจากการทำเดิม การขัดไม่สุด หรือการผุกร่อนภายหลัง จึงไม่ควรตีความว่าเป็นความตั้งใจของช่างโดยไม่ตรวจผิววัตถุก่อน การขีดลายเส้นใช้ปลายแข็งสร้างร่องตื้นและต้องคุมมือไม่ให้ลื่น ส่วนล้อที่เข้าหาผิวตั้งตรงหรือเอียงก็ให้เส้นหน้าตัดต่างกัน ความหลากหลายที่มองเห็นจึงมาจากทั้งชนิดเครื่องมือ มุมสัมผัส และการเก็บผิวขั้นสุดท้าย

04

รูปแบบการตัดและสลักหลายตระกูล

นักประวัติศาสตร์เครื่องแก้วแบ่งงานตัดยุคต้นออกเป็นกลุ่มกว้างตามเทคนิคและรูปผิว ได้แก่ ลายขีดละเอียด ลายเจียรเป็นเหลี่ยม ลายวงกลมหรือจานนูนเว้า ลายเส้นนูน ลายตัดเฉียง และลายตัดเป็นเส้น การแบ่งนี้ช่วยอธิบายวิธีทำ แต่ชิ้นหนึ่งอาจใช้มากกว่าหนึ่งแบบ และชื่อกลุ่มก็ไม่ได้เท่ากับชื่อโรงงาน ถ้วยเรียบอาจมีวงกลมที่ก้น ขณะที่คนโทซับซ้อนรวมการเจาะ เส้นขีด และพื้นนูนไว้ด้วยกัน

ลายเจียรเป็นเหลี่ยมสืบความสัมพันธ์มาจากชามซาซานียะฮ์ ช่างกดล้อเป็นช่องตื้นเรียงกันจนแสงแตกเป็นจังหวะ ส่วนวงกลมที่มีปุ่มกลางใช้รูปง่ายสร้างเงาให้เด่นบนผิวโค้ง ลายตัดเฉียงเกิดจากล้อที่เข้าหาผิวในมุม ทำให้ขอบด้านหนึ่งสูงกว่าอีกด้าน เทคนิคเหล่านี้สร้างลายเรขาคณิตซ้ำและภาพละเอียดได้หลายระดับตามจำนวน ความลึก และการเก็บผิวของรอยตัด

งานขีดเส้นสร้างเถา พืช เรขาคณิต และตัวอักษรด้วยรอยบาง ส่วนงานนูนต้องเอาพื้นออกมากจึงกินเวลาสูงกว่า ถ้วยหมายเลข 69.223 ของพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนใช้สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแนวนอนสลับแนวตั้งอย่างประหยัด และตัดก้นเป็นปุ่มกลางล้อมด้วยวงคู่ การมองวัตถุชิ้นนี้ควบคู่กับชิ้นหรูช่วยให้เห็นว่าช่างใช้คลังเทคนิคเดียวกันตอบทั้งความเรียบเป็นระเบียบและความวิจิตร

05

ภาชนะในบ้าน ตลาด และราชสำนัก

ถ้วยและแก้วปากเปิดรองรับการดื่มและการตัก ขวดคอยาวช่วยคุมการริน ส่วนคนโทมีหูให้ยกด้วยมือเดียว ภาชนะฐานสี่แฉกขนาดเล็กที่ช่างตัดส่วนล่างให้หนาคล้ายขาหลายมุมอาจใช้บรรจุน้ำหอมหรือของเหลวปริมาณน้อย รูปทรงจึงสัมพันธ์กับร่างกายของผู้ใช้ การไหลของของเหลว และตำแหน่งที่เก็บ ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการจัดแสดงในตู้กระจก

แก้วโปร่งทำให้ผู้ใช้เห็นสีและระดับของสิ่งที่อยู่ภายใน ต่างจากภาชนะทึบ ส่วนผิวตัดเปลี่ยนทั้งการสะท้อนแสงและสัมผัสของภาชนะ แต่ยังไม่มีหลักฐานพอจะถือว่าลายถูกทำเพื่อกันลื่นเป็นหน้าที่หลัก ภาชนะบางชิ้นใช้บนโต๊ะอาหาร บางชิ้นอาจเก็บยา เครื่องหอม หรือเครื่องสำอาง การระบุหน้าที่จึงต้องอาศัยรูปทรง คราบตกค้าง และบริบทขุดค้นร่วมกัน เพราะชื่อสมัยใหม่ไม่ได้บอกการใช้ดั้งเดิมเสมอ

ของตัดละเอียดต้องใช้แรงงานสูงและอาจอยู่ในครัวเรือนมั่งคั่งหรือพื้นที่ราชสำนัก แต่เศษแก้วในเมืองก็ยังแสดงการใช้ภาชนะหลายระดับ เมื่อชิ้นแตก ส่วนที่มีค่าหรือเนื้อดีอาจถูกเก็บไปหลอมใหม่ ความสามารถในการรีไซเคิลทำให้ของธรรมดาหายจากแหล่งโบราณคดีได้ง่ายกว่าวัสดุบางชนิด ของที่รอดมาสมบูรณ์จึงไม่ใช่ภาพแทนสัดส่วนจริงของเครื่องแก้วทั้งหมดในสังคม

06

ลวดลายซึ่งเดินทางข้ามวัสดุ

พืชใบแยกครึ่ง เถาเลื้อย วงกลม และรูปสัตว์ปรากฏทั้งบนแก้ว ปูนปั้น งานโลหะ สิ่งทอ และหินผลึกในโลกอับบาซี ช่างแต่ละแขนงไม่ได้ทำลายเหมือนกันทั้งหมด แต่เรียนรู้วิธีจัดรูปจากวัตถุที่หมุนเวียนอยู่รอบตัว ลายบนผนังพระราชวังอาจถูกย่อให้พอดีกับถ้วย ส่วนวงกลมเล็กบนแก้วก็ขยายเป็นแถบประดับบนสถาปัตยกรรมได้ การเคลื่อนข้ามวัสดุจึงทำให้รสนิยมร่วมเกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีแบบกลางเพียงชุดเดียว

แก้วตัดนูนใกล้เคียงกับหินผลึกแกะสลักตรงที่ทั้งสองใช้การเอาเนื้อออกจากของแข็ง ช่างจึงนำเถา ใบ และสัตว์มาวางบนพื้นโปร่งคล้ายกัน ถ้วยหมายเลข 1974.45 มีแถบใบและดอกบนเถาสองสาย และพิพิธภัณฑ์เปรียบกับภาชนะหินผลึกยุคต้นที่มักเชื่อมกับอียิปต์ ความคล้ายช่วยชี้การแลกเปลี่ยนแบบและทักษะ แต่ยังไม่ยืนยันว่าช่างแก้วกับช่างหินทำงานในเมืองเดียวกัน

คนโทคอร์นนิงใช้สัตว์มีเขาสองตัวกับนกบนพื้นแก้วซ้อนสี ช่างเจียรชั้นเขียวอ่อนออกเกือบหมดและเหลือรูปนูนบนเนื้อใส วิธีนี้เรียกว่าแก้วซ้อนสีตัดนูน ต่างจากหินผลึกซึ่งเป็นแร่ก้อนเดียว และต่างจากแก้วสีเดียวตัดนูน การรักษาความต่างทางวัสดุไว้ช่วยให้เห็นว่าลายที่คล้ายกันอาจต้องใช้สูตร การขึ้นรูป และความเสี่ยงในการทำงานคนละแบบ

07

เศษจากซามัรรออ์และนิชาปูร์

ซามัรรออ์เป็นเมืองหลวงอับบาซีระหว่าง ค.ศ. 836–892 การขุดค้นพบเศษเครื่องแก้วในเขตพระราชวัง บ้าน และพื้นที่ใช้งาน ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนและวงกลมบนเศษบางชิ้นคล้ายถ้วยที่ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ความสัมพันธ์นี้ช่วยวางรูปแบบไว้ในบริบทคริสต์ศตวรรษที่ 9 และแสดงว่าภาชนะชนิดนี้ถูกใช้ในเมืองหลวง แต่เศษที่พบก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าถ้วยสมบูรณ์ทุกใบผลิตในซามัรรออ์

นิชาปูร์ในคุรอซานเป็นเมืองตลาดและศูนย์ช่างสำคัญ การขุดของพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทนระหว่าง ค.ศ. 1935–1948 พบเครื่องแก้วร่วมกับเครื่องปั้นดินเผา โลหะ และร่องรอยบ้าน แก้วน้ำตัดนูนและภาชนะตัดลายจากบริบทเมืองช่วยให้ศึกษาการใช้วัตถุในชีวิตประจำวันและการกระจายเทคนิคสู่ตะวันออก ต่างจากชิ้นในตลาดศิลปะที่มักไม่มีข้อมูลว่าพบในห้องใด ชั้นดินใด หรือร่วมกับสิ่งใด

เศษเล็กมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพราะชั้นดินให้กรอบเวลาและกิจกรรม แต่การระบุว่าเป็นส่วนใดของภาชนะต้องอาศัยรัศมีความโค้ง ความหนา รอยขอบ และลาย ชิ้นหนึ่งอาจเป็นผนังถ้วย อีกชิ้นเป็นคอขวดหรือฐาน การเทียบกับของสมบูรณ์ช่วยสร้างรูปเดิม ขณะที่เศษจากแหล่งขุดช่วยคืนบริบทให้ของสมบูรณ์ ทั้งสองกลุ่มจึงตอบคำถามคนละด้านและต้องใช้ร่วมกัน

08

การค้าและตำแหน่งโรงงานที่ยังไม่แน่นอน

ภาชนะเดินทางได้ทั้งในฐานะสินค้า ของใช้ของผู้เดินทาง และภาชนะบรรจุของมีค่า เมืองต่างๆ เชื่อมกันด้วยแม่น้ำไทกริส เส้นทางคุรอซาน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และอ่าว เศษแก้วแบบใกล้กันจึงปรากฏตั้งแต่อียิปต์ถึงอิหร่าน การแพร่กว้างอาจมาจากการค้าของสำเร็จ การย้ายช่าง หรือการเลียนแบบในหลายเมือง และหลักฐานเพียงรูปทรงก็ไม่สามารถเลือกคำอธิบายหนึ่งได้เสมอ

เตาหลอมต้องการเชื้อเพลิง วัตถุดิบ และพื้นที่ที่ทนควันและความร้อน ส่วนโต๊ะตัดต้องการล้อ วัสดุขัด และน้ำ โรงงานเป่ากับห้องตัดจึงอาจอยู่ร่วมกันหรือแบ่งงานกันระหว่างสถานที่ หากชิ้นเปล่าถูกส่งไปตกแต่งที่อีกเมือง องค์ประกอบทางเคมีจะบอกแหล่งแก้วพื้นฐานมากกว่าสถานที่ตัดลาย การหาคำตอบจึงต้องรวมการวิเคราะห์เนื้อแก้ว รอยเครื่องมือ เตา เศษผลิต และเครือข่ายการค้าเข้าด้วยกัน

พิพิธภัณฑ์ระบุถ้วยหมายเลข 69.223 ว่าอาจมาจากอิหร่านหรืออิรัก และคนโทคอร์นนิงว่าอาจผลิตในเอเชียตะวันตกหรืออียิปต์ ถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนขอบเขตของหลักฐาน ไม่ใช่ช่องว่างที่ควรเติมด้วยการคาดเดา ชื่อเมืองหลวงทำให้ซามัรรออ์ดึงดูดการอธิบาย แต่การพบลายคล้ายกันที่นั่นพิสูจน์การหมุนเวียนหรือการใช้ได้มั่นคงกว่าการตั้งโรงงาน การยอมรับความไม่แน่นอนไว้จึงทำให้เห็นเครือข่ายช่างจริงที่กว้างกว่าศูนย์เดียว

09

ชิ้นแตก คอลเล็กชัน และความรู้สมัยใหม่

แก้วเปราะแต่ไม่สลายเหมือนวัสดุอินทรีย์ ชิ้นแตกจึงอยู่ในชั้นดินได้นาน ผิวอาจขุ่น เป็นรุ้ง หรือหลุดเป็นแผ่นเมื่อองค์ประกอบทำปฏิกิริยากับความชื้น นักอนุรักษ์ต้องคุมสภาพแวดล้อมและเลี่ยงการขัดที่ลบรอยเครื่องมือเดิม การทำความสะอาดมากเกินไปอาจเปลี่ยนหลักฐานการผลิต ขณะที่การติดชิ้นกลับต้องใช้วัสดุที่ถอดกลับได้และไม่บดบังขอบแตก

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การขุดซามัรรออ์และนิชาปูร์กับการสร้างคอลเล็กชันพิพิธภัณฑ์ทำให้เครื่องแก้วอับบาซีถูกจัดจำแนกเป็นระบบ งานเปรียบเทียบแยกลายขีด ลายเหลี่ยม และลายนูน พร้อมเชื่อมกับแก้วซาซานียะฮ์ หินผลึก และวัตถุจากแหล่งอื่น ถึงอย่างนั้น ประวัติการซื้อของบางชิ้นก็ขาดบริบทเดิม นักวิชาการจึงต้องแยกระหว่างข้อมูลจากการขุดกับคำบอกเล่าเรื่องแหล่งที่มาของตลาด

ภาพสาธารณสมบัติและฐานข้อมูลวัตถุเปิดให้มองรอยตัดจากหลายมุม ถ้วยที่เคยเข้าถึงได้เฉพาะในห้องจัดแสดงจึงนำมาเทียบกับเศษในคลังขุดค้นทั่วโลกได้ มรดกสำคัญของเครื่องแก้วตัดลายไม่ได้อยู่ที่ความหรูเพียงอย่างเดียว แต่รวมความรู้ร่วมของช่างเป่า ช่างตัด พ่อค้า และผู้ใช้ ที่ทำให้วัสดุโปร่งใสกลายเป็นของใช้ซึ่งรับแสง ลวดลาย และสถานะทางสังคมในชีวิตเมืองอับบาซี

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. แก้วตัดซาซานียะฮ์เป็นขนบสำคัญ

    ชามเจียรเป็นช่องและลายเหลี่ยมในอิหร่านให้แบบอย่างด้านเทคนิคแก่ช่างยุคอิสลามทางตะวันออก

  2. ช่างเดิมทำงานต่อใต้รัฐอิสลาม

    ศูนย์แก้วในซีเรีย อียิปต์ เมโสโปเตเมีย และอิหร่านรักษาการเป่า หล่อ และตัด พร้อมปรับรูปทรงแก่ตลาดใหม่

  3. เครือข่ายเมืองอับบาซีขยายความต้องการ

    ราชสำนัก ตลาด และเมืองตะวันออกเชื่อมช่าง วัตถุดิบ กับผู้ซื้อเครื่องแก้วหลายระดับ

  4. เครื่องแก้วหมุนเวียนในซามัรรออ์

    เศษจากเมืองหลวงอับบาซีให้บริบทแก่ลายและรูปทรงคริสต์ศตวรรษที่ 9 โดยไม่ยืนยันแหล่งผลิตทุกชิ้น

  5. งานตัดบนแก้วเย็นถึงช่วงเด่น

    ลายขีด ลายเหลี่ยม วงกลม และลายนูนถูกใช้ตั้งแต่อียิปต์ถึงอิหร่านบนถ้วย ขวด และคนโท

  6. คนโทแก้วซ้อนสีแสดงฝีมือชั้นสูง

    คนโทคอร์นนิงใช้การเป่า ครอบชั้นแก้ว ตัดนูน เจาะ และติดส่วนประกอบ พร้อมลายสัตว์กับพืชซับซ้อน

  7. การขุดซามัรรออ์เก็บเศษอย่างเป็นระบบ

    โบราณวัตถุจากบริบทเมืองช่วยให้นักวิชาการเปรียบรูปแบบของชิ้นในพิพิธภัณฑ์กับของที่มีแหล่งพบ

  8. การขุดนิชาปูร์เพิ่มหลักฐานชีวิตเมือง

    เครื่องแก้วจากบ้านและย่านต่างๆ ช่วยอธิบายการใช้ การแตกทิ้ง และการแพร่เทคนิคในคุรอซาน

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ