← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
ช่องและคานไม้บนส่วนหน้าดารุลมะกานะฮ์ในนครเก่าฟาซ

35 · MOROCCO · WATER CLOCK · ฮ.ศ. 758 / ค.ศ. 1357

ดารุลมะกานะฮ์แห่งฟาซ

บนถนนเฏาะละอะฮ์อัลกะบีเราะฮ์กลางฟาซอัลบาลี ผนังเรือนหลังหนึ่งยังมีช่องเรียงเป็นแถว คานไม้ยื่นออกมา และร่องรอยที่ครั้งหนึ่งเคยรองรับถ้วยโลหะ ที่นี่คือดารุลมะกานะฮ์ เรือนนาฬิกาซึ่งสร้างขึ้นตรงข้ามมัดรอซะฮ์บูอินานียะฮ์ในรัชสมัยสุลต่านอบูอินาน ฟาริส พงศาวดารเมืองบันทึกว่านาฬิกาแล้วเสร็จเมื่อ 14 ญุมาดัลอูลา ฮ.ศ. 758 / 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1357 ในแต่ละช่วงเวลา กลไกภายในเคยเปิดช่องหนึ่งและปล่อยลูกโลหะลงในถ้วยจนเกิดเสียงดังบนถนน น้ำ น้ำหนักถ่วง และแรงโน้มถ่วงจึงเปลี่ยนการคำนวณของมุวักกิตให้กลายเป็นสัญญาณสาธารณะ แม้นาฬิกาจะหยุดเดินและชิ้นส่วนภายในสูญหายไปนานแล้ว ส่วนหน้าของมันก็ยังเผยให้เห็นว่าเวลา ศาสนา งานช่าง และอำนาจมะรีนียะฮ์เคยถูกจัดวางไว้ในชีวิตประจำวันของเมืองอย่างไร

01

ถนนสายใหญ่ในนครฟาซ

ฟาซอัลบาลีเติบโตเป็นเมืองที่ตรอก ตลาด มัสยิด โรงช่าง และบ้านเกาะกันแน่นบนเนินสองฝั่งลำน้ำ ถนนเฏาะละอะฮ์อัลกะบีเราะฮ์เป็นหนึ่งในแกนซึ่งพาผู้คนจากประตูเมืองลงสู่ใจกลางการค้าและมัสยิดอัลเกาะเราะวียีน กลิ่นอาหาร หนังฟอก ไม้สนซีดาร์ และโลหะจากร้านช่างปะปนกับเสียงคนเดินกับสัตว์บรรทุก การวางนาฬิกาบนถนนนี้ทำให้มันอยู่ต่อหน้าผู้ใช้เมืองหลายกลุ่ม ไม่ได้จำกัดอยู่หลังประตูราชสำนัก

ราชวงศ์มะรีนียะฮ์ยึดฟาซเป็นฐานอำนาจและสร้างฟาซอัลญะดีดใน ค.ศ. 1276 เป็นเมืองราชสำนักแห่งใหม่ ขณะเดียวกัน ฟาซอัลบาลียังคงเป็นศูนย์ศาสนา การค้า และการศึกษา ผู้ปกครองจึงฝากร่องรอยผ่านมัดรอซะฮ์ มัสยิด สะพาน ระบบน้ำ และการอุปถัมภ์อุละมาอ์ โครงการเหล่านี้เชื่อมเมืองเก่ากับรัฐใหม่โดยไม่ต้องย้ายสถาบันสำคัญทั้งหมดออกจากย่านเดิม

ดารุลมะกานะฮ์อยู่ในช่วงที่การก่อสร้างมะรีนียะฮ์กำหนดหน้าตาของถนนอย่างเข้มข้น ผนังนาฬิกาไม่ได้ตั้งโดดเดี่ยว แต่หันเข้าหาประตูบูอินานียะฮ์และอยู่ใกล้ดารุลวุฎูอ์สำหรับชำระล้าง ผู้สัญจรจึงพบการเรียน ละหมาด น้ำสะอาด และเวลาเรียงอยู่สองข้างถนนในระยะไม่กี่ก้าว ความยิ่งใหญ่ของโครงการปรากฏผ่านการจัดบริการเมืองให้ทำงานร่วมกันพอๆ กับงานเซลลิจ ปูนแกะ และไม้แกะ

02

โครงการบูอินานียะฮ์ของสุลต่านอบูอินาน

สุลต่านอบูอินาน ฟาริสเริ่มสร้างบูอินานียะฮ์ราว ฮ.ศ. 751 / ค.ศ. 1350–1351 และจารึกบันทึกการเปิดใช้งานใน ฮ.ศ. 756 ซึ่งตรงกับช่วง ค.ศ. 1355–1357 อาคารมีลานกลางแจ้ง ห้องเรียน ที่พักผู้เรียน ห้องละหมาด มิมบัร และหออะซาน การมีคุฏบะฮ์วันศุกร์ทำให้สถานที่ทำหน้าที่กว้างกว่ามัดรอซะฮ์ทั่วไป มันรองรับทั้งวงเรียนกับชุมชนซึ่งเข้ามาละหมาดจากย่านโดยรอบ

ตรงข้ามประตูหลักเป็นดารุลวุฎูอ์ซึ่งนำน้ำเข้าสู่พื้นที่ชำระล้างและพาของเสียออกจากย่าน การแยกอาคารเปียกออกจากลานประดับช่วยลดความชื้นในโครงสร้างหลัก ถัดไปคือเรือนนาฬิกา ทั้งสองหลังทำให้ถนนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ผู้คนเตรียมร่างกาย รับรู้เวลา แล้วจึงข้ามเข้าสู่มัสยิดโดยไม่ต้องให้ทุกหน้าที่อัดอยู่ในผังอาคารเดียว

โครงการนี้เกิดในรัชสมัยที่อบูอินานพยายามรวบอำนาจเหนือดินแดนมัฆริบ การอุปถัมภ์มัดรอซะฮ์ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับนักกฎหมายและผู้สอน ขณะที่มัสยิดญามิอ์ทำให้พระนามผู้ปกครองปรากฏในคุฏบะฮ์ นาฬิกาบนถนนเพิ่มภาพของรัฐซึ่งควบคุมทรัพยากร ความรู้ และช่างชั้นสูงได้ เวลาที่ประกาศออกมาจึงมีทั้งประโยชน์ทางศาสนาและความหมายทางการเมือง

03

วันที่ซึ่งพงศาวดารเมืองบันทึกไว้

แหล่งสำคัญคือหนังสือ جنى زهرة الآس في بناء مدينة فاس ของอะลี อัลญัซนาอีย์ นักเขียนประวัติศาสตร์ฟาซในคริสต์ศตวรรษที่ 14 เขาบันทึกอาคาร ผู้ปกครอง และโครงการเมือง พร้อมกล่าวถึงนาฬิกาบูอินานียะฮ์อย่างกระชับ ข้อความระบุว่าการทำงานซึ่งมีลูกตกลงในถ้วยและช่องเปิดขึ้นเสร็จในวันที่ 14 ญุมาดัลอูลา ฮ.ศ. 758 วันที่นี้ตรงกับ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1357 ตามการเทียบปฏิทินที่ใช้ในงานศึกษาปัจจุบัน

พงศาวดารยกชื่ออะลี อิบนุ อะห์มัด ชาวติลิมซานในฐานะมุวักกิตของสุลต่านและผู้รับผิดชอบงาน มุวักกิตคือผู้กำหนดเวลาละหมาดผ่านการสังเกตดวงอาทิตย์ เงา และข้อมูลดาราศาสตร์ ตำแหน่งนี้ต้องแปลงการเคลื่อนบนท้องฟ้าเป็นตารางใช้งานของมัสยิด การมอบหมายให้มุวักกิตดูแลนาฬิกาจึงเชื่อมความรู้คำนวณเข้ากับเครื่องกลโดยตรง

วันที่ละเอียดถึงวันในเดือนฮิจเราะห์ทำให้ดารุลมะกานะฮ์ต่างจากสิ่งก่อสร้างจำนวนมากที่รู้เพียงช่วงราชวงศ์ มันชี้ว่างานเสร็จหลังโครงการมัดรอซะฮ์เริ่มมาหลายปี และนาฬิกาเป็นส่วนหนึ่งของระยะปิดงานซึ่งจัดระบบสาธารณะรอบมัสยิด พงศาวดารไม่ได้ให้แบบชิ้นส่วนทุกชิ้น แต่ยืนยันผู้สั่ง ผู้เชี่ยวชาญ ลักษณะการแสดง และเวลาที่เครื่องเข้าสู่ภูมิทัศน์เมือง

04

สิบสองช่อง ถ้วยโลหะ และคานไม้

ส่วนหน้าของเรือนจัดช่องหรือประตูสิบสองตำแหน่งเรียงในแนวนอน สัมพันธ์กับถ้วยทองสัมฤทธิ์ซึ่งวางบนแท่นไม้ด้านล่าง เมื่อเครื่องทำงาน ลูกโลหะตกลงในถ้วยตรงกับช่วงเวลา เสียงกระทบทำให้คนบนถนนรับรู้เหตุการณ์แม้ไม่ได้เงยดูทุกขณะ จากนั้นช่องบนผนังเปิดขึ้นเป็นสัญญาณภาพซึ่งสะสมจำนวนช่วงที่ผ่านไป คล้ายหน้าปัดซึ่งใช้สถาปัตยกรรมแทนเข็ม

คานไม้กับแผงรับถ้วยยื่นออกจากผนัง และมีองค์ประกอบไม้เหนือช่องซึ่งเคยช่วยรองรับหลังคาเล็กสำหรับป้องกันแดดกับฝน งานแกะลายพืชและอักษรบนไม้สอดคล้องกับภาษาประดับของบูอินานียะฮ์ฝั่งตรงข้าม ปูนแกะรอบช่องทำให้หน้าปัดกลืนอยู่กับส่วนหน้าสถาปัตยกรรม ไม่ดูเป็นเครื่องซึ่งนำมาติดเพิ่มภายหลัง

การเรียงสิบสองส่วนสอดคล้องกับการแบ่งกลางวันหรือกลางคืนเป็นสิบสองช่วงในวัฒนธรรมนาฬิกาก่อนระบบชั่วโมงเท่ากันแพร่หลายเต็มที่ แต่ร่องรอยที่เหลือไม่บอกชัดว่าหน้าปัดทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือถูกตั้งใหม่ในรอบใด ผู้ดูแลย่อมต้องเตรียมลูกโลหะ ปิดช่อง และปรับเครื่องตามระยะเวลาของวัน การอ่านส่วนหน้าจึงให้ภาพวิธีประกาศเวลาได้ชัดกว่ารายละเอียดตารางใช้งานภายใน

05

รถเลื่อน น้ำหนักถ่วง และกลไกที่สูญหาย

คำอธิบายสมัยใหม่เสนอว่าหลังช่องสิบสองบานเคยมีรถเล็กเคลื่อนในแนวนอน เชือกด้านหนึ่งรับน้ำหนักถ่วง อีกด้านเชื่อมลูกลอยในถังน้ำซึ่งระดับค่อยๆ ลดลง การเปลี่ยนระดับดึงรถผ่านตำแหน่งประจำเวลา เมื่อรถถึงจุดหนึ่ง สลักจึงเปิดช่องและปล่อยลูกโลหะลงในถ้วย หลักการนี้ทำให้น้ำเป็นตัวควบคุมความเร็ว ขณะที่แรงโน้มถ่วงส่งแรงให้ชิ้นส่วนเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม เครื่องภายใน ท่อ ถัง รถ และสลักไม่หลงเหลือครบ และพงศาวดารให้เพียงผลที่ผู้ชมเห็น ไม่มีแบบร่วมสมัยซึ่งระบุทางเชือกหรือขนาดรูน้ำ แบบจำลองรถเลื่อนกับลูกลอยจึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับร่องรอยและนาฬิกาน้ำร่วมยุค แต่ยังไม่ใช่โครงสร้างซึ่งพิสูจน์ได้ทุกชิ้น ส่วนหน้าบอกได้มั่นคงว่ามีช่อง ถ้วย และลูกโลหะ ส่วนวิธีส่งแรงหลังผนังยังเปิดให้ตรวจสอบต่อ

ข้อจำกัดนี้ทำให้การบูรณะต้องระวัง หากสร้างกลไกใหม่ตามสมมติฐานเพียงแบบเดียวแล้วนำเสนอเป็นของเดิม ผู้ชมอาจแยกชั้นหลักฐานไม่ออก แนวทางที่ซื่อตรงกว่าคือรักษาไม้ ปูน และตำแหน่งติดตั้งซึ่งยังอยู่ บันทึกชิ้นส่วนทุกชิ้น และทดสอบแบบจำลองในระบบแยกต่างหาก ดารุลมะกานะฮ์จึงเป็นทั้งโบราณสถานกับโจทย์ประวัติศาสตร์วิศวกรรมที่ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย

06

มุวักกิตและการเปลี่ยนท้องฟ้าเป็นเวลาละหมาด

เวลาละหมาดไม่ได้เกิดจากตัวเลขคงที่ตลอดปี ฟัจญ์รสัมพันธ์กับแสงรุ่งเช้า ซุฮ์รเริ่มหลังดวงอาทิตย์ผ่านจุดสูงสุด อัศร์อาศัยความยาวเงาตามหลักที่ใช้ มัฆริบเริ่มเมื่อตะวันตก และอิชาอ์ผูกกับการสิ้นแสงสนธยา มุวักกิตจึงต้องสังเกตท้องฟ้า ใช้เครื่องมือหรือข้อมูลตาราง และปรับเวลาตามวันที่กับตำแหน่งของฟาซ

นาฬิกาน้ำไม่แทนการสังเกตดาราศาสตร์ แต่ช่วยพาช่วงเวลาที่คำนวณแล้วเดินต่อระหว่างหมุดหมายบนฟ้า ผู้ดูแลกำหนดอัตราการไหลและตั้งจุดเริ่มให้สัมพันธ์กับวันนั้น จากนั้นเครื่องรักษาลำดับบนถนน การเชื่อมสองงานต้องอาศัยทั้งความรู้ทางทฤษฎีและการบำรุงรักษา หากอากาศเปลี่ยน อุณหภูมิมีผลต่อการไหล หรือรูน้ำมีตะกอน มุวักกิตต้องตรวจความคลาดเคลื่อนแล้วตั้งใหม่

บูอินานียะฮ์มีหออะซาน มิมบัร และละหมาดวันศุกร์ จังหวะเวลาจึงกำกับผู้เรียน ผู้สอน มุอัซซิน พ่อค้า และผู้เดินทางพร้อมกัน เสียงลูกโลหะจากเรือนนาฬิกาไม่จำเป็นต้องแทนเสียงอะซาน แต่ทำหน้าที่เป็นหมุดหมายเพิ่มเติมในวันของเมือง มันทำให้การคำนวณซึ่งปกติอยู่ในห้องมุวักกิตปรากฏต่อสาธารณะผ่านช่องเปิดและเสียงโลหะ

07

เวลาสาธารณะและภาพของรัฐมะรีนียะฮ์

ก่อนนาฬิกาส่วนบุคคล เวลาในเมืองถูกรับรู้จากแสง เงา เสียงเรียกละหมาด กิจกรรมตลาด และประกาศของสถาบัน ผู้คนไม่ต้องรู้ทุกนาทีเท่ากัน แต่มองหาหมุดหมายสำหรับเปิดร้าน นัดพบ เดินทาง หรือเข้าสู่มัสยิด ดารุลมะกานะฮ์เพิ่มสัญญาณที่มองเห็นและได้ยินบนเส้นทางหลัก ทำให้การผ่านของช่วงเวลามีตำแหน่งแน่นอนบนถนน

การติดตั้งนาฬิกาซับซ้อนต้องใช้ทองสัมฤทธิ์ ไม้แกะ ปูน ช่างกล ช่างท่อ และคนดูแลประจำ ทรัพยากรเหล่านี้ประกาศความสามารถของสุลต่านอบูอินานในการรวบรวมความเชี่ยวชาญจากหลายเมือง ผู้สร้างหลักมาจากติลิมซาน เมืองซึ่งอยู่ในเครือข่ายการเมืองและวิชาการของมัฆริบ การเดินทางของเขาสู่ฟาซจึงสะท้อนการเคลื่อนของผู้รู้กับช่างภายใต้ราชสำนักที่แข่งขันกันอุปถัมภ์ผลงาน

หน้าปัดยังทำงานคู่กับสถาปัตยกรรมบูอินานียะฮ์ เมื่อผู้สัญจรมองข้ามถนน เขาเห็นประตูมัดรอซะฮ์ประดับงดงามกับเรือนนาฬิกาซึ่งเคลื่อนไหวตามเวลา ศาสนา การศึกษา และเทคโนโลยีจึงส่งเสริมภาพเดียวกันของรัฐ ผู้ปกครองไม่ได้แสดงอำนาจผ่านป้อมหรือกองทัพเท่านั้น แต่ผ่านความสามารถที่จะทำให้น้ำสะอาด ความรู้ และเวลามีระเบียบในพื้นที่เมือง

08

เมื่อเสียงถ้วยเงียบลง

นาฬิกาหยุดทำงานหลังผ่านการใช้งานหลายรุ่น กลไกซึ่งต้องพึ่งน้ำสะอาด เชือก ไม้ โลหะ และการตั้งค่าประจำย่อมเสื่อมเมื่อการอุปถัมภ์หรือสายความรู้ของผู้ดูแลขาดช่วง ชิ้นส่วนภายในถูกถอด สูญหาย หรือผุพัง ขณะที่ผนังด้านหน้ารับแดด ฝน ความชื้น และแรงสั่นจากถนน คานไม้กับถ้วยบางส่วนรอดอยู่ไม่ครบ ทำให้หน้าปัดซึ่งเคยมีเสียงกลายเป็นร่องรอยนิ่ง

คริสต์ศตวรรษที่ 20 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 มีการบันทึกภาพ สำรวจ และอภิปรายการฟื้นนาฬิกาหลายครั้ง ความพยายามใน ค.ศ. 2004 นำผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกกลับมาพิจารณาปริศนาของกลไก แต่การขาดเอกสารทางเทคนิคทำให้การคืนสภาพเดินได้ยากกว่าการซ่อมส่วนหน้า ภาพถ่ายของ Manar al-Athar และระเบียนสถาปัตยกรรมจึงมีบทบาทในการติดตามตำแหน่งไม้ ถ้วย และผิวปูนในช่วงเวลาต่างๆ

เมดินาฟาซได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใน ค.ศ. 1981 แต่พื้นที่ยังเป็นเมืองที่มีคนอาศัยและทำงาน การอนุรักษ์ดารุลมะกานะฮ์จึงต้องรับมือทั้งวัสดุเก่า การสัญจร ร้านค้า และความต้องการของชุมชน ส่วนหน้าที่ซ่อมจนเรียบเกินไปอาจลบร่องรอยการใช้งาน ขณะที่การปล่อยให้ไม้รับน้ำต่อเนื่องก็เร่งความเสียหาย ความสมดุลอยู่ที่การรักษาหลักฐานให้อ่านออกโดยไม่แช่แข็งถนนให้กลายเป็นฉากพิพิธภัณฑ์

09

เรือนนาฬิกาซึ่งยังบอกประวัติของเมือง

แม้ผู้คนไม่อาจตั้งเวลาจากดารุลมะกานะฮ์ได้อีก ส่วนหน้าของมันยังทำให้เห็นโครงข่ายสถาบันมะรีนียะฮ์ บูอินานียะฮ์จัดการเรียนกับละหมาด ดารุลวุฎูอ์จัดน้ำกับการชำระล้าง และเรือนนาฬิกาเปลี่ยนความรู้ของมุวักกิตเป็นเสียงสาธารณะ ทั้งสามส่วนอาศัยถนนเป็นพื้นที่เชื่อม ผู้สัญจรจึงไม่ใช่เพียงคนผ่าน แต่เป็นผู้รับบริการและผู้ชมของโครงการรัฐ

หลักฐานจากพงศาวดารช่วยคืนวันสร้างกับชื่อผู้เชี่ยวชาญ ส่วนไม้ ปูน ช่อง และถ้วยที่เหลือช่วยกำหนดขนาดกับลำดับบนผนัง สถาปัตยกรรมกับข้อความทำหน้าที่เสริมกัน ข้อความบอกเหตุการณ์ซึ่งผนังไม่อาจเล่า และผนังแสดงสัดส่วนซึ่งถ้อยคำไม่ได้บันทึก การทำความเข้าใจนาฬิกาจึงต้องอ่านเมือง ต้นฉบับ และชิ้นส่วนทางช่างร่วมกัน

ดารุลมะกานะฮ์มีความสำคัญโดยไม่ต้องไขกลไกทุกส่วนให้สำเร็จ มันยืนยันว่าใน ฮ.ศ. 758 / ค.ศ. 1357 ช่างกับมุวักกิตแห่งฟาซทำให้เวลาปรากฏเป็นช่องเปิด ลูกโลหะ และเสียงถ้วยบนถนนสายคึกคัก ทุกวันนี้ ความเงียบของหน้าปัดกลับทำหน้าที่อีกแบบหนึ่ง มันเตือนว่าระบบเทคโนโลยีอยู่รอดได้ด้วยคนดูแล ความรู้ และสถาบัน เมื่อสิ่งเหล่านั้นขาดช่วง วัตถุอาจเหลืออยู่ แต่จังหวะซึ่งเคยทำให้มันมีชีวิตย่อมหายไป

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. มะรีนียะฮ์ก่อตั้งฟาซอัลญะดีด

    เมืองราชสำนักใหม่เติบโตเคียงข้างศูนย์ศาสนา การค้า และการศึกษาของฟาซอัลบาลี

  2. เริ่มก่อสร้างบูอินานียะฮ์

    สุลต่านอบูอินานวางโครงการซึ่งรวมมัดรอซะฮ์ มัสยิด ที่พัก น้ำ และบริการสาธารณะ

  3. บูอินานียะฮ์เปิดใช้งาน

    จารึกเซลลิจบันทึกพระนามผู้ปกครองในอาคารซึ่งรองรับทั้งการเรียนกับละหมาดวันศุกร์

  4. ดารุลมะกานะฮ์แล้วเสร็จ

    อะลี อิบนุ อะห์มัด ชาวติลิมซานสร้างนาฬิกาซึ่งเปิดช่องและปล่อยลูกโลหะลงถ้วยตามเวลา

  5. กลไกหยุดและชิ้นส่วนภายในสูญหาย

    ส่วนหน้ากับอุปกรณ์บางชิ้นยังอยู่ แต่สายความรู้สำหรับเดินและตั้งเครื่องขาดช่วง

  6. เมดินาฟาซขึ้นทะเบียนมรดกโลก

    ดารุลมะกานะฮ์ได้รับการมองภายในภูมิทัศน์เมืองเก่าซึ่งยังมีชุมชนใช้งานต่อเนื่อง

  7. ผู้เชี่ยวชาญกลับมาศึกษาการฟื้นนาฬิกา

    การสำรวจเน้นทั้งการอนุรักษ์ส่วนหน้าและปัญหาการสร้างกลไกเมื่อเอกสารเดิมไม่ครบ

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ