← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
ภูมิทัศน์ของอาคารและซากภายในป้อมอะเลปโป

36 · SYRIA · FORTRESS WATER SYSTEM · หลายสมัย โดยเฉพาะอัยยูบียะฮ์–มัมลูก

ระบบน้ำแห่งป้อมอะเลปโป

ป้อมอะเลปโปตั้งอยู่บนเนินหินเหนือเมืองเก่า กำแพง ประตู และสะพานทำให้ป้อมดูเป็นงานทางทหารเป็นหลัก แต่การอยู่รอดบนยอดเนินกลับขึ้นอยู่กับโครงสร้างน้ำซึ่งมองเห็นได้น้อยกว่า บ่อลึก ถังเก็บใต้ดิน รางรับน้ำ ห้องอาบ และท่อของพระราชวังทำให้ทหาร ราชสำนัก มัสยิด โรงครัว คอกสัตว์ และสวนใช้พื้นที่เดียวกันได้ ระบบนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในยุคเดียว ร่องรอยของเฮลเลนิสติก ไบแซนไทน์ ซังกียะฮ์ อัยยูบียะฮ์ มัมลูก และอุษมานียะฮ์ถูกขุด ซ่อม เปลี่ยนหน้าที่ และเชื่อมเข้าหากันตามภัยล้อมเมืองและชีวิตประจำวันของผู้คนบนป้อม

01

ยอดเนินซึ่งแข็งแกร่งและขาดน้ำในเวลาเดียวกัน

ป้อมอะเลปโปตั้งบนเนินหินปูนใจกลางเมืองเก่า ยอดเนินสูงกว่าที่ราบโดยรอบหลายสิบเมตรและมองเห็นเส้นทางเข้ามาจากทุกด้าน ตำแหน่งนี้ช่วยเฝ้าระวังกับป้องกันการโจมตี แต่ทำให้การขนน้ำจากเมืองขึ้นสู่ยอดต้องใช้แรงมาก ในยามปกติขบวนสัตว์กับคนแบกภาชนะช่วยเสริมระบบได้ ส่วนยามปิดล้อม ประตูถูกตัดจากตลาดและแหล่งน้ำภายนอก ปริมาณซึ่งเก็บไว้ใต้ดินจึงกำหนดว่าป้อมต้านทานได้นานเพียงใด

เมืองอะเลปโปเองมีน้ำจำกัด แม่น้ำกุวัยก์เป็นสายน้ำตื้นซึ่งปริมาณเปลี่ยนตามฤดูกาล ส่วนกอนาตฮัยลานนำแหล่งน้ำจากทางเหนือเข้าสู่เขตเมืองผ่านช่องใต้ดิน การศึกษากอนาตซีเรียชี้ว่าระบบฮัยลานมีความยาวราว 12 กิโลเมตรและดำเนินงานถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 น้ำจากเครือข่ายเมืองมีค่ามากเกินกว่าจะใช้โดยไม่มีการแบ่งสิทธิและควบคุมทางไหล

บนป้อมจึงต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน น้ำใต้ดินถูกเข้าถึงผ่านบ่อลึก น้ำฝนกับน้ำจากรางถูกเก็บในถัง และอาคารสำคัญมีอ่างหรือระบบเฉพาะสำหรับใช้งาน น้ำดื่ม น้ำชำระล้าง น้ำของฮัมมาม และน้ำสำหรับสัตว์ไม่จำเป็นต้องมาจากแหล่งเดียวหรือมีคุณภาพเท่ากัน ความมั่นคงของป้อมเกิดจากการมีทางเลือกสำรอง มากกว่าการพึ่งท่อหลักเส้นเดียวซึ่งศัตรูตัดได้จากภายนอก

02

ชั้นโบราณใต้ป้อมและความทรงจำเรื่องการล้อม

เนินป้อมมีร่องรอยการอยู่อาศัยย้อนหลังหลายพันปี การขุดค้นพบชั้นศาสนสถานโบราณ เศษสถาปัตยกรรมกรีก โรมัน และไบแซนไทน์ ก่อนพื้นที่ถูกปรับเป็นป้อมอิสลาม อาคารแต่ละยุคนำหิน ช่อง และโพรงเดิมมาใช้ใหม่ จึงยากจะแบ่งว่าระบบน้ำทุกส่วนเริ่มในสมัยใดเพียงจากรูปทรงปัจจุบัน ชื่อซึ่งเรียกบ่อว่าเฮลเลนิสติกหรือบ่อเซลูคอสยังสะท้อนการตีความของแหล่งลายลักษณ์กับนักโบราณคดี มากกว่าจารึกก่อตั้งซึ่งเหลือครบ

เรื่องการโจมตีสมัยไบแซนไทน์บันทึกว่าชาวเมืองเคยขึ้นมาหลบในป้อม แต่แหล่งน้ำที่มีอยู่ถูกทำให้ปนเปื้อนจนการป้องกันหมดประสิทธิภาพ เรื่องเล่านี้ไม่ให้ผังท่อหรือจำนวนผู้ลี้ภัย กระนั้นมันเผยตรรกะของสงครามชัดเจน กำแพงอาจยังตั้งอยู่ แต่เมื่อศัตรูทำลายน้ำ ป้อมก็สูญความสามารถรองรับคน การคุ้มครองปากบ่อและทางส่งจึงเป็นงานทางทหารไม่ต่างจากเฝ้าประตู

หลังทัพมุสลิมเข้าครองอะเลปโปใน ฮ.ศ. 15 / ค.ศ. 636 กำแพงซึ่งเสียหายจากแผ่นดินไหวได้รับการซ่อม เมืองเป็นชายขอบระหว่างอำนาจหลายฝ่ายอยู่อีกนาน จนราชสำนักฮัมดานียะฮ์ทำให้อะเลปโปเป็นศูนย์กลางในคริสต์ศตวรรษที่ 10 เมื่อทัพไบแซนไทน์โจมตีเมืองใน ฮ.ศ. 351 / ค.ศ. 962 ผู้ปกครองรุ่นต่อมาย้ายที่พำนักขึ้นสู่ป้อมที่ปลอดภัยกว่า การเปลี่ยนป้อมเป็นราชสำนักเพิ่มความต้องการน้ำสำหรับคน สัตว์ พิธี และความสะดวกสบายทันที

03

นูรุดดีนกับการเตรียมป้อมของนครซังกียะฮ์

ในรัชสมัยนูรุดดีน มะห์มูดระหว่าง ฮ.ศ. 541–569 / ค.ศ. 1146–1174 อะเลปโปเป็นฐานการเมืองสำคัญของรัฐซังกียะฮ์ พระองค์สร้างและซ่อมพระราชวัง สนามม้า มัสยิด รวมถึงแนวป้องกันบนป้อม โครงการเหล่านี้เปลี่ยนยอดเนินจากที่มั่นยามฉุกเฉินให้เป็นพื้นที่ราชสำนักซึ่งมีคนอยู่ประจำมากขึ้น ทุกอาคารใหม่เพิ่มภาระต่อบ่อ ถังเก็บ และการกระจายน้ำ

ลานมัสยิดใหญ่บนป้อมมีถังเก็บลึกราว 15 เมตรซึ่งแหล่งบางส่วนกำหนดอายุถึงสมัยนูรุดดีน ตำแหน่งกลางลานเหมาะกับการรับน้ำจากพื้นผิวและให้ผู้ดูแลเข้าถึงได้ใกล้พื้นที่ศาสนา จารึกกับชิ้นส่วนรอบมัสยิดยังกล่าวถึงการบริจาคเพื่อบำรุงอาคาร แสดงว่าการดูแลน้ำไม่ได้เป็นภาระทหารล้วน วะกัฟและผู้ศรัทธามีส่วนรักษาสถานที่ซึ่งใช้ละหมาดบนยอดป้อม

ถังเก็บใต้ลานมีข้อดีตรงไม่สูญพื้นที่ผิวและช่วยให้น้ำเย็นกว่าภาชนะกลางแดด ผนังต้องฉาบกันรั่ว บันไดหรือช่องตักต้องซ่อม และปากเปิดต้องป้องกันสิ่งสกปรก การสร้างถังจึงเป็นเพียงจุดเริ่มของงานระยะยาว เมื่ออำนาจเปลี่ยน ผู้ปกครองรุ่นใหม่สามารถใช้โพรงเดิมต่อ เติมราง หรือแปลงหน้าที่ได้ ระบบน้ำของป้อมจึงเติบโตด้วยการสะสมและดัดแปลง มากกว่าการรื้อทุกสิ่งแล้วเริ่มใหม่

04

อัซซอฮิร ฆอซีย์สร้างนครย่อมบนยอดป้อม

ป้อมถึงจุดเปลี่ยนใหญ่ในรัชสมัยอัลมะลิก อัซซอฮิร ฆอซีย์ บุตรของเศาะลาฮุดดีน ซึ่งปกครองอะเลปโประหว่าง ฮ.ศ. 589–613 / ค.ศ. 1193–1216 พระองค์เสริมกำแพง กรุผิวลาดด้วยหิน ขุดคูให้ลึก และสร้างทางเข้าซับซ้อนผ่านสะพานสูง เมืองเผชิญทั้งรัฐครูเสดทางเหนือกับการแข่งขันภายในราชวงศ์อัยยูบียะฮ์ ป้อมจึงต้องรองรับการป้องกันและเป็นที่ประทับซึ่งแสดงฐานะผู้ปกครองพร้อมกัน

แหล่งอาหรับกล่าวถึงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ บ่อลึก คลังอาวุธ ยุ้งฉาง พระราชวัง ฮัมมาม และสวนซึ่งสร้างหรือปรับในโครงการนี้ น้ำสำรองทำงานคู่กับอาหารสำรอง เพราะกองทหารต้านการล้อมไม่ได้หากมีอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พอ ขณะเดียวกันพระราชวังต้องการน้ำเพื่อชำระล้าง ปรุงอาหาร น้ำพุ และการอาบ การลงทุนในน้ำจึงเชื่อมความอยู่รอดของทหารกับแบบแผนชีวิตราชสำนัก

คู่มือนำชมของ Aga Khan Trust for Culture ระบุว่า ในสมัยอัซซอฮิร ฆอซีย์มีการขุดคูให้ลึกและทำให้น้ำท่วมตลอดแนวด้วยการเปิดถึงระดับน้ำใต้ดิน อีกทั้งมีแนวระบายน้ำเสียใต้ทางลาดเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในคูปนเปื้อน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้อธิบายการจัดการคูในรัชสมัยหนึ่ง ไม่ได้ยืนยันว่าคูมีน้ำเต็มตลอดแนวในทุกยุค ระบบซึ่งยืนยันจากซากได้ชัดกว่าคือบ่อกับถังเก็บภายในป้อม

05

บ่ออัซซาตูเราะฮ์และบันไดลงสู่ระดับน้ำ

ทางตะวันออกของอาคารกองทหารอิบรอฮีม ปาชามีบ่ออัซซาตูเราะฮ์ซึ่งกำหนดอายุถึงสมัยอัซซอฮิร ฆอซีย์ ปล่องสี่เหลี่ยมลึกประมาณ 52 เมตรลงถึงระดับน้ำ บันไดเวียนรอบปล่องและรับแสงจากช่องซึ่งเจาะเข้าหาแกนกลาง การลงถึงน้ำด้วยบันไดช่วยให้คนตรวจ ซ่อม และเข้าถึงระดับซึ่งเปลี่ยนตามฤดูกาล แทนการพึ่งเชือกยาวจากปากบ่อเพียงอย่างเดียว

คู่มือป้อมระบุว่าบ่อรับน้ำจากรางหลายทิศ เหนือปากบ่อมีซากเครื่องยกใต้โดมซึ่งอาจเพิ่มในสมัยมัมลูกหรืออุษมานียะฮ์ เครื่องยกทำให้ส่งน้ำขึ้นผิวได้ต่อเนื่องกว่าคนถือภาชนะเดินบันได แกน รอก เชือก และภาชนะต้องรับแรงหลายสิบเมตร การบำรุงรักษาจึงต้องมีผู้ดูแลเฉพาะ แหล่งท้องถิ่นจดจำครอบครัวหนึ่งซึ่งทำหน้าที่นี้จนถึงช่วงผู้อยู่อาศัยชุดท้ายออกจากป้อมหลังแผ่นดินไหว ค.ศ. 1822

อัซซาตูเราะฮ์ยังเชื่อมกับทางใต้ดิน บางทางไปยังหอป้องกันด้านเหนือและบางทางมุ่งสู่ไหล่เนิน ทำให้บ่อเป็นทั้งแหล่งน้ำ จุดตรวจภายใน และส่วนหนึ่งของระบบเคลื่อนกำลัง ความเชื่อเรื่องอุโมงค์สู่บ้านทั่วเมืองมีมากกว่าหลักฐานที่เปิดสำรวจได้ ทางบางสายสร้างไม่เสร็จหรือปิดอยู่ การอ่านบ่อจึงควรแยกส่วนที่วัดได้—ความลึก บันได ช่องแสง และแนวทาง—ออกจากเรื่องเล่าซึ่งขยายเครือข่ายใต้ดินเกินร่องรอยปัจจุบัน

06

ถังเก็บใต้ดินและห้องซึ่งเปลี่ยนหน้าที่

ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่โรงละครสมัยใหม่มีห้องใต้ดินขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นถังเก็บสมัยอัยยูบียะฮ์ ห้องแบ่งเป็นสามแนวด้วยเพดานโค้งทรงกระบอกและเสาใหญ่สี่ต้น ส่วนล่างสกัดจากหิน ส่วนบนก่อด้วยก้อนหินตัด ความสูงภายในราว 15.5 เมตรและมีบันได 73 ขั้นลงจากด้านตะวันออกเฉียงใต้ ประตูซึ่งปิดล็อกได้ช่วยควบคุมทั้งน้ำและการเข้าถึงเสบียง

พื้นที่เดียวกันถูกใช้เก็บธัญพืชกับอาหารสัตว์ในเวลาต่อมา การเปลี่ยนจากถังน้ำเป็นคลังแสดงว่าผู้ปกครองปรับโครงสร้างตามแหล่งน้ำและภารกิจของป้อม ห้องใต้ดินซึ่งเย็นและมั่นคงเหมาะกับหลายหน้าที่ แต่การสลับระหว่างน้ำกับอาหารต้องซ่อมพื้นผิวและระบายความชื้น หากเห็นห้องเพียงในสภาพช่วงท้าย อาจเข้าใจผิดว่าหน้าที่หนึ่งเป็นความหมายถาวรของอาคาร

ห้องที่นักโบราณคดีเรียกว่าโถงเปอร์เซีย–ไบแซนไทน์ก็ผ่านการเปลี่ยนคล้ายกัน ช่องบนเพดานตรงกับเขตพระราชวังอัยยูบียะฮ์ จึงมีข้อเสนอว่าโถงถูกดัดแปลงเป็นถังเมื่อสร้างพระราชวัง โพรงลึกอีกแห่งเคยเก็บน้ำชั่วคราวและภายหลังใช้เป็นคุก ร่องรอยหลายชุดเผยว่ารัฐไม่ได้สร้างภาชนะใหม่ทุกครั้ง แต่เปลี่ยนห้องเดิมให้รับน้ำเมื่อแผนผังด้านบนกับความต้องการของผู้คนเปลี่ยน

07

จากน้ำดื่มสู่น้ำพุและฮัมมามของพระราชวัง

พระราชวังอัยยูบียะฮ์มีลานภายในซึ่งจัดน้ำเป็นองค์ประกอบของความสงบ ช่องประดับด้านหลังอีวานเหนือมีน้ำพุ และกลางลานมีอ่างแปดเหลี่ยม น้ำทำให้หินอ่อนกับพื้นผิวสะท้อนแสงและช่วยลดความร้อนในฤดูแล้ง การแสดงน้ำบนยอดเนินมีความหมายทางอำนาจ เพราะสิ่งซึ่งหายากและต้องยกสูงถูกเปลี่ยนเป็นความสบายต่อหน้าผู้มาเข้าเฝ้า

ฮัมมามของพระราชวังแบ่งลำดับจากห้องเปลี่ยนเสื้อ ห้องอุ่น ห้องร้อน ไปถึงห้องไอน้ำ ด้านหลังมีเตา ส่วนภายในมีหัวจ่ายน้ำร้อนกับน้ำเย็นและม้านั่งหิน การทำงานต้องส่งน้ำเข้า แยกทางร้อนเย็น ระบายของเสีย และเติมเชื้อเพลิงอย่างสม่ำเสมอ คนตักน้ำ คนดูเตา และผู้ทำความสะอาดจึงเป็นแรงงานซึ่งทำให้สถาปัตยกรรมหรูหราใช้งานได้ แม้ชื่อของพวกเขาไม่ปรากฏบนจารึกประตู

น้ำทุกแหล่งใช้ดื่มไม่ได้เสมอ บ่ออีกแห่งใกล้พระราชวังซึ่งอาคารเหนือปากดูเป็นสมัยอุษมานียะฮ์ตอนปลาย อาจตรงกับบ่อเซลูคอสในแหล่งเขียนที่มีบันได 125 ขั้น การสำรวจ ค.ศ. 2002 ยืนยันว่าบันไดยังคงอยู่ แต่สภาพเปราะบาง ในสมัยอาณัติฝรั่งเศส บ่อนี้เป็นบ่อที่ยังใช้งานบนป้อมและมีคำบอกว่าน้ำเค็มไม่เหมาะดื่ม ระบบน้ำจึงต้องแยกคุณภาพกับปลายทาง ไม่ใช่นับเพียงจำนวนบ่อ

08

การพิชิต แผ่นดินไหว และการใช้ซ้ำหลายราชวงศ์

ทัพมองโกลเข้าทำลายอะเลปโปใน ฮ.ศ. 658 / ค.ศ. 1260 และความเสียหายกระทบกำแพงกับพระราชวัง รัฐมัมลูกซ่อมป้อมในเวลาต่อมา เพิ่มหอ ประตู และเครื่องยกเหนือบ่อบางแห่ง เมื่อกองทัพติมูร์โจมตีใน ฮ.ศ. 803 / ค.ศ. 1400 ป้อมเสียหายอีกครั้ง ผู้ว่าการมัมลูกสร้างห้องบัลลังก์และปรับอาคารเดิม การฟื้นแต่ละครั้งต้องเปิดทางน้ำ กำจัดเศษพังจากถัง และทำให้บ่อกลับปลอดภัยก่อนพื้นที่ส่วนอื่นจะรองรับคนได้

สมัยอุษมานียะฮ์ บทบาททหารของป้อมลดลงตามเทคโนโลยีสงครามและการเติบโตของเมือง อาคารบางส่วนกลายเป็นบ้าน คลัง และพื้นที่กองทหาร อิบรอฮีม ปาชาสร้างอาคารค่ายในคริสต์ทศวรรษ 1830 ขณะที่แผ่นดินไหว ค.ศ. 1822 ทำให้ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากออกจากยอดป้อม ทางน้ำที่เคยมีผู้ดูแลทุกวันจึงเสื่อมเร็วขึ้น บ่อกับห้องใต้ดินยังอยู่ แต่ความรู้เรื่องการเปิดใช้บางส่วนหายไปพร้อมชุมชน

การใช้ซ้ำช่วยรักษาและเปลี่ยนหลักฐานพร้อมกัน ถังซึ่งเก็บธัญพืชไม่ถูกถม จึงรอดเป็นห้องขนาดใหญ่ แต่ปูนกันน้ำอาจถูกซ่อมด้วยวัสดุใหม่ เครื่องยกที่เลิกใช้เหลือเพียงฐาน ส่วนท่อดินเผาของฮัมมามถูกตัดเมื่ออาคารพัง การศึกษาระบบปัจจุบันจึงต้องอ่านรอยต่อหลายสมัย แทนการกำหนดทุกส่วนให้กับโครงการอัยยูบียะฮ์เพียงเพราะเป็นยุคที่สร้างภาพป้อมส่วนใหญ่

09

การอนุรักษ์ระบบที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก

อะเลปโปได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใน ค.ศ. 1986 ป้อมเป็นแกนสำคัญของเมืองเก่าซึ่งรวมตลาด มัสยิด มัดรอซะฮ์ บ้าน และฮัมมาม Syrian Directorate-General of Antiquities and Museums บูรณะฮัมมามพระราชวังในคริสต์ทศวรรษ 1970 และร่วมโครงการขุดค้นหลายระยะ ต่อมา Aga Khan Trust for Culture กับ World Monuments Fund ทำงานสำรวจ เสริมความมั่นคง และอนุรักษ์ส่วนป้อมระหว่าง ค.ศ. 2000–2010 พร้อมจัดทำคู่มือซึ่งบันทึกบ่อ ถัง และทางใต้ดินอย่างละเอียด

สงครามตั้งแต่ ค.ศ. 2011 ทำให้ป้อมกับเมืองเก่าอยู่ท่ามกลางการสู้รบ ระเบิด อุโมงค์ทางทหาร และการขาดบำรุง ยูเนสโกประเมินความเสียหายหลังการสู้รบครั้งใหญ่ใน ค.ศ. 2017 และป้อมได้รับผลกระทบเพิ่มจากแผ่นดินไหววันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 การแตกร้าวของผนังเหนือดินมองเห็นง่ายกว่าอันตรายใต้ดิน แรงสั่นสามารถทำให้เพดานถัง รอยฉาบ และบันไดบ่อเสียความมั่นคง แม้ผิวด้านบนยังดูสมบูรณ์

การฟื้นระบบน้ำไม่จำเป็นต้องเปิดใช้ทุกบ่อเหมือนยุคกลาง เป้าหมายแรกคือสำรวจโครงสร้าง ป้องกันน้ำฝนกัดเซาะ และรักษาทางเข้าที่ปลอดภัย ข้อมูลการไหลเดิมช่วยออกแบบการระบายน้ำร่วมสมัยไม่ให้ทำลายชั้นโบราณคดี เมื่อบ่ออัซซาตูเราะฮ์ ถังอัยยูบียะฮ์ และท่อฮัมมามถูกอ่านเป็นเครือข่าย ป้อมอะเลปโปจึงปรากฏเป็นเมืองซึ่งเคยหายใจ กิน อาบ ละหมาด และเลี้ยงสัตว์อยู่เหนือกำแพง ไม่ใช่เปลือกป้องกันว่างเปล่าบนยอดเนิน

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. ราชสำนักย้ายขึ้นสู่ป้อม

    หลังการโจมตีของไบแซนไทน์ ผู้ปกครองฮัมดานียะฮ์รุ่นต่อมาใช้ยอดป้อมเป็นที่พำนักซึ่งปลอดภัยกว่า

  2. โครงการของนูรุดดีน

    ป้อมได้รับการเสริมอาคารราชสำนัก มัสยิด และโครงสร้างน้ำในยุคซังกียะฮ์

  3. การสร้างครั้งใหญ่ของอัซซอฮิร ฆอซีย์

    บ่อลึก ถังเก็บ พระราชวัง ฮัมมาม และคลังเสบียงทำให้ป้อมเป็นทั้งฐานทหารกับนครราชสำนัก

  4. การพิชิตของมองโกล

    กำแพงและอาคารเสียหาย ก่อนรัฐมัมลูกซ่อมกับปรับระบบหลายส่วนในเวลาต่อมา

  5. ทัพติมูร์ทำลายป้อม

    ผู้ปกครองมัมลูกต้องฟื้นพื้นที่ราชสำนัก การป้องกัน และโครงสร้างบริการบนยอดเนินอีกครั้ง

  6. แผ่นดินไหวเปลี่ยนชุมชนบนป้อม

    ความเสียหายผลักให้ผู้อยู่อาศัยชุดท้ายจำนวนมากออกไปและระบบซึ่งต้องดูแลประจำเสื่อมลง

  7. สำรวจและอนุรักษ์ครั้งสำคัญ

    หน่วยงานซีเรีย Aga Khan Trust for Culture และ World Monuments Fund บันทึกกับเสริมความมั่นคงแก่ป้อม

  8. สงครามและแผ่นดินไหว

    ความขัดแย้งยืดเยื้อและแผ่นดินไหว ค.ศ. 2023 เพิ่มภารกิจสำรวจโครงสร้างทั้งเหนือและใต้ดิน

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ