สถาบันบูอินานียะฮ์
สถาบันบูอินานียะฮ์แห่งฟาซเป็นโครงการในช่วงปลายยุครุ่งเรืองของมะรีนียะฮ์ สุลต่านอบูอินาน ฟาริสเริ่มก่อสร้างราว ฮ.ศ. 751 / ค.ศ. 1350–1351 และจารึกเซลลิจบันทึกการเปิดใช้งานไว้ใน ฮ.ศ. 756 ซึ่งบัญชีสมัยใหม่วางไว้ในช่วง ค.ศ. 1355–1357 อาคารตั้งคร่อมพื้นที่ระหว่างถนนเฏาะละอะฮ์อัลกะบีเราะฮ์กับเฏาะละอะฮ์อัศเศาะฆีเราะฮ์ในฟาซอัลบาลี ภายในรวมลานหินอ่อน ห้องเรียนสองฝั่ง ห้องพัก มัสยิดญามิอ์ หออะซาน มิมบัร และทางน้ำซึ่งพาดผ่านลาน ส่วนฝั่งตรงข้ามยังมีดารุลวุฎูอ์สำหรับชำระล้าง และดารุลมะกานะฮ์ซึ่งเคยติดตั้งนาฬิกาน้ำ อาคารกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงมัดรอซะฮ์ แต่เป็นศูนย์สาธารณะที่นำการเรียน การละหมาด น้ำ เวลา งานช่าง และการเคลื่อนไหวของถนนสองสายเข้ามาทำงานร่วมกัน
ปลายยุครุ่งเรืองของรัฐมะรีนียะฮ์
เมื่อสุลต่านอบูอินาน ฟาริสขึ้นครองราชย์ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 มะรีนียะฮ์ยังควบคุมเมืองสำคัญของโมร็อกโกและพยายามขยายอำนาจไปทั่วมัฆริบ ราชสำนักฟาซต้องใช้ทั้งกองทัพ ข้าราชการ นักกฎหมาย และเครือข่ายอุละมาอ์เพื่อประคองรัฐที่กว้างแต่เปราะบาง การสร้างมัดรอซะฮ์จึงเป็นการลงทุนด้านบุคลากรพร้อมกับการประกาศความชอบธรรมของสุลต่าน
ฟาซในเวลานั้นประกอบด้วยฟาซอัลบาลี เมืองตลาดกับศาสนสถานเดิม และฟาซอัลญะดีด เมืองราชสำนักซึ่งมะรีนียะฮ์ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ. 1276 การอุปถัมภ์อัลกอรอวียีนกับมัดรอซะฮ์ในเมืองเก่าช่วยเชื่อมพระราชวังเข้ากับอุละมาอ์และประชากร การศึกษามัสฮับมาลิกีย์ ภาษาอาหรับ อัลกุรอาน และหะดีษผลิตความรู้ที่ใช้ในศาล ศาสนสถาน และการบริหาร
บูอินานียะฮ์เป็นผลงานที่ทะเยอทะยานที่สุดแห่งหนึ่งในเครือข่ายนี้ เพราะเพิ่มมัสยิดญามิอ์ หออะซาน มิมบัร ที่ชำระล้าง และระบบบอกเวลาเข้าไปในโครงการพักเรียน ราชสำนักจึงไม่ได้สร้างที่อยู่นักศึกษาเท่านั้น แต่สร้างจุดศูนย์กลางสาธารณะใหม่บนถนนสายหลัก สถาบันทำให้ชื่ออบูอินานปรากฏในพิธีวันศุกร์ ภูมิทัศน์เมือง และกิจวัตรของผู้คนพร้อมกัน
โครงการของสุลต่านอบูอินาน ฟาริส
งานเริ่มราว ฮ.ศ. 751 / ค.ศ. 1350–1351 และดำเนินหลายปี จารึกในแถบเซลลิจเก็บพระนามผู้อุปถัมภ์กับปีเปิดใช้งาน ฮ.ศ. 756 ระเบียนสถาปัตยกรรมบางฉบับเทียบเป็น ค.ศ. 1356 ขณะที่ Museum With No Frontiers ลง ค.ศ. 1357 การแปลงปีจันทรคติและช่วงของงานทำให้พบตัวเลขต่างกันเล็กน้อย แต่หลักฐานตรงกันว่าโครงการอยู่ในทศวรรษ 1350
ขนาดของงานต้องอาศัยงบวะกัฟ วัสดุ และช่างจำนวนมาก หินอ่อนถูกนำมาใช้กับลานกับเสา ไม้ซีดาร์ใช้ทำโดม แผงฉลุ และชายคา ปูนถูกแกะเป็นลายละเอียด ส่วนกระเบื้องเซลลิจต้องผ่านการเผา ตัด และประกอบทีละชิ้น แรงงานเหล่านี้เชื่อมโรงช่างหลายแห่งของฟาซเข้ากับโครงการราชสำนัก
ชื่อบูอินานียะฮ์สืบจากพระนามอบูอินาน อาคารจึงทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์ทางการเมืองโดยไม่ต้องมีรูปเหมือนผู้ปกครอง พระนามบนจารึก คุฏบะฮ์วันศุกร์ซึ่งกล่าวถึงผู้ครองอำนาจ และหออะซานซึ่งมองเห็นจากถนนล้วนทำให้สุลต่านอยู่ในความทรงจำเมือง การอุปถัมภ์ศาสนสถานกับการศึกษากลายเป็นภาษาที่ราชวงศ์ใช้สื่ออำนาจต่อประชาชน
อาคารระหว่างถนนสองสาย
บูอินานียะฮ์ตั้งอยู่ระหว่างเฏาะละอะฮ์อัลกะบีเราะฮ์กับเฏาะละอะฮ์อัศเศาะฆีเราะฮ์ สองถนนลาดซึ่งเป็นแกนการค้าของฟาซอัลบาลี ด้านเหนือมีประตูติดกันสองบานเปิดสู่ถนนใหญ่ ส่วนด้านใต้มีประตูอีกบานเชื่อมถนนเล็ก ตำแหน่งนี้ทำให้อาคารเป็นทางผ่านระหว่างระดับความสูงกับย่านตลาด ไม่ใช่พื้นที่ปิดซึ่งหันหลังให้เมือง
ประตูแต่ละด้านนำเข้าสู่โถงและบันไดต่างชุด โถงใต้หักมุมเพื่อปรับแนวจากถนนเข้าสู่ผังภายในและรักษาความเป็นส่วนตัว โถงเหนือพาผู้คนขึ้นสู่ลานกับส่วนต่างๆ ของสถาบัน การแยกเส้นทางช่วยจัดการผู้เรียน ผู้มาละหมาด คนดูแล และผู้ใช้ที่ชำระล้างในเวลาที่อาคารคึกคัก โดยไม่ให้ทุกคนไหลผ่านช่องเดียว
หน้าถนนของสถาบันสื่อสารกับตลาดผ่านประตูไม้ ชายคา ปูนแกะ และหออะซาน ผู้เดินซื้อสินค้าเห็นสถาปัตยกรรมราชสำนักแทรกอยู่ในแนวร้านขนาดเล็ก ฝั่งตรงข้ามประตูหลักยังมีอาคารชำระล้างกับเรือนนาฬิกา ทำให้ถนนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบัน ผู้ใช้ต้องข้ามพื้นที่สาธารณะระหว่างการเตรียมละหมาด การเรียน และการเข้าสู่มัสยิด ในวันศุกร์การไหลของคนยิ่งทำให้ร้านค้า ทางลาด และประตูทั้งชุดทำงานเป็นพื้นที่รับส่งผู้คนก่อนจะกระจายกลับสู่ย่านต่างๆ ของฟาซ
ลานหินอ่อน วาดี และสะพานเล็ก
ลานกลางแจ้งรูปสี่เหลี่ยมปูหินอ่อนและเคยมีอ่างน้ำตรงศูนย์กลาง ผิวหินรับแสงจากด้านบนและสะท้อนเข้าใต้ระเบียง ห้องเรียนสองฝั่งเปิดเข้าหาลาน ทำให้พื้นที่เดียวเป็นทั้งจุดสัญจร ที่พักสายตา และฉากสำหรับการสอนหรือพิธี น้ำตรงกลางช่วยลดความร้อนและเชื่อมลานเข้ากับธรรมเนียมสวนกับลานบ้านของมัฆริบ
สิ่งพิเศษคือสาขาวาดีอัลลัมฏียีนซึ่งไหลผ่านด้านใต้ของลานและคั่นมัสยิดออกจากส่วนเรียน ช่างไม่ได้ปิดทางน้ำทั้งหมด แต่สร้างสะพานเล็กสองแห่งพาผู้คนข้ามสู่ห้องละหมาด ทางน้ำช่วยระบายและจัดการของเสียในเมืองหนาแน่น ขณะเดียวกันสร้างเส้นแบ่งจริงระหว่างพื้นที่พักเรียนกับพื้นที่พิธีกรรม
การปล่อยน้ำผ่านอาคารต้องอาศัยความรู้ด้านระดับ ความลาด และการบำรุงรักษา ตะกอนหรือสิ่งอุดตันสามารถทำให้น้ำล้นเข้าพื้นที่ประดับได้ ผู้ดูแลจึงต้องทำความสะอาดช่องทาง ซ่อมรอยต่อ และควบคุมการไหล ระบบน้ำของบูอินานียะฮ์เผยว่าอนุสาวรีย์มะรีนียะฮ์ไม่ได้เกิดจากรูปทรงกับลายประดับเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างสาธารณูปการของฟาซทั้งเมือง
มัสยิดญามิอ์ หออะซาน และมิมบัร
ห้องละหมาดรูปสี่เหลี่ยมเปิดสู่ลานผ่านช่องใหญ่ห้าช่อง ภายในแบ่งเป็นสองแนวขนานผนังกิบละฮ์ ซุ้มห้าช่องพาดบนเสาหินอ่อนสีขาวอมเหลืองหกต้น มิห์รอบอยู่กลางผนังใต้และรับงานประดับเข้มข้นกว่าแนวรอบข้าง การจัดเช่นนี้รองรับแถวละหมาดพร้อมรักษาแกนมองจากลานผ่านสะพานสู่มิห์รอบ
หออะซานทรงสี่เหลี่ยมขึ้นที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้สถาบันมีสถานะมัสยิดญามิอ์ซึ่งประกอบละหมาดวันศุกร์ได้ ต่างจากมัดรอซะฮ์หลายแห่งในฟาซที่มีเพียงห้องละหมาดขนาดย่อม มุอัซซินส่งเสียงเรียกออกสู่ตลาด ส่วนคุฏบะฮ์เชื่อมชุมชนกับข่าวสารและอำนาจของผู้ปกครอง บูอินานียะฮ์จึงเข้าร่วมภูมิศาสตร์พิธีกรรมของเมืองอย่างเต็มตัว
มิมบัรไม้ใช้เป็นแท่นกล่าวคุฏบะฮ์และเดิมเก็บอยู่ในมัสยิด ก่อนย้ายไปพิพิธภัณฑ์อัลบัฏฮาในยุคสมัยใหม่ตามระเบียน Museum With No Frontiers การแยกเครื่องเรือนออกจากบริบททำให้ส่วนหนึ่งของประสบการณ์ดั้งเดิมหายไปจากห้องละหมาด แต่ตัวมิมบัรยังเก็บเทคนิคไม้แกะ การประกอบ และงานประดับของช่างฟาซไว้เป็นหลักฐานวัตถุ
สองห้องเรียนและชุมชนผู้พำนัก
ด้านตะวันออกกับตะวันตกของลานมีห้องเรียนสองห้องหันเข้าหากัน เพดานไม้แกะช่วยสร้างพื้นที่มีศักดิ์ศรีสำหรับครูและวงเรียนฮะลาเกาะฮ์ ระเบียงด้านหลังเชื่อมสู่ห้องพัก ขณะที่แผงไม้ฉลุมัชรอบียะฮ์กั้นทางเดินออกจากลานโดยยังปล่อยอากาศกับแสงผ่าน การวางห้องเรียนตรงข้ามกันทำให้การสอนเป็นแกนสมมาตรของอาคาร
ผู้เรียนอาศัยในห้องขนาดเล็ก ใช้ลานกับมัสยิดร่วมกัน และเดินไปฟังครูที่อัลกอรอวียีนได้ การศึกษาเกิดจากการอ่านตำรา อธิบาย แลกข้อโต้แย้ง และรับอิญาซะฮ์จากผู้สอน ไม่ใช่หลักสูตรหน่วยกิตแบบสถาบันสมัยใหม่ วะกัฟช่วยพยุงที่พัก แสง น้ำ และการดูแลอาคาร ทำให้ผู้มาจากต่างเมืองมีโอกาสอยู่ในฟาซนานพอจะสร้างความชำนาญ
ชีวิตประจำวันผูกกับตลาดรอบข้าง นักเรียนซื้ออาหาร กระดาษ หมึก และน้ำมันตะเกียงจากร้านใกล้สถาบัน โรงอาบน้ำ ฟุนดุก และมัสยิดอื่นเติมบริการซึ่งอาคารไม่มี การอยู่กลางเมืองทำให้ผู้เรียนพบทั้งพ่อค้า ช่าง นักกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ ความรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน แต่ซึมผ่านเครือข่ายสังคมซึ่งพวกเขาจะนำติดตัวไปเมื่อออกจากฟาซ ผู้เดินทางจากต่างเมืองยังนำสำเนาตำรา ข่าวสาร และวิธีสอนจากบ้านเกิดเข้ามา เมื่อเรียนจบแล้วเครือข่ายเดียวกันก็พาความรู้ของฟาซออกไปสู่ชุมชนอื่น
ผิวประดับที่จัดลำดับจากพื้นสู่หลังคา
ผนังส่วนล่างใช้เซลลิจซึ่งทนต่อความชื้นและการสัมผัส ชิ้นกระเบื้องสีถูกตัดเป็นรูปเรขาคณิตแล้วประกอบเป็นแถบกับดาวหลายแฉก เหนือขึ้นไปเป็นปูนแกะลายพืช อักษร และตาข่ายละเอียด ส่วนบนจบด้วยไม้ซีดาร์แกะ ชายคา และหลังคากระเบื้องสีเขียว การวางวัสดุเช่นนี้ตอบทั้งคุณสมบัติทางกายภาพกับจังหวะสายตา
จารึกไม่ใช่ป้ายซึ่งติดเพิ่มภายหลัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม แถบอักษรเดินตามขอบซุ้มและผนัง เชื่อมถ้อยคำทางศาสนากับพระนามผู้อุปถัมภ์ มุก็อรนัสตามหัวเสา ช่องเปลี่ยนระดับ และมิห์รอบสร้างเงาซ้อนเมื่อแสงเคลื่อนตลอดวัน ลายเรขาคณิตคุมระเบียบ ขณะที่ลายพืชทำให้พื้นผิวดูต่อเนื่องเหมือนเติบโต
ความสมบูรณ์ของลานเกิดจากความร่วมมือของช่างหลายกลุ่ม ช่างหินกำหนดฐานกับเสา ช่างเซลลิจวัดแนวผนัง ช่างปูนต้องรอพื้นแห้งพอให้แกะลาย และช่างไม้ปิดช่วงบนโดยไม่ทำลายงานด้านล่าง ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยจะทำให้แถบลายไม่บรรจบกัน งานบูอินานียะฮ์จึงแสดงระบบการจัดการโรงช่างของฟาซพอๆ กับความสามารถของช่างแต่ละคน
ดารุลวุฎูอ์และนาฬิกาแห่งถนนเฏาะละอะฮ์
ฝั่งตรงข้ามประตูหลักเป็นดารุลวุฎูอ์ อาคารชำระล้างขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งน้ำสะอาดและระบบพาของเสียออกจากย่าน ผู้มาละหมาดใช้พื้นที่นี้ก่อนข้ามถนนเข้าสู่มัสยิด การแยกส่วนเปียกออกจากลานประดับช่วยป้องกันความชื้นและรองรับคนจำนวนมากในวันศุกร์ พร้อมเปิดบริการแก่ชุมชนรอบข้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้เรียน ตำแหน่งบนถนนทำให้การเตรียมละหมาดเป็นกิจกรรมสาธารณะซึ่งเชื่อมระบบน้ำของเมืองเข้ากับระเบียบภายในมัสยิดโดยตรง
ติดกันคือดารุลมะกานะฮ์ เรือนซึ่งผนังถนนติดตั้งนาฬิกาน้ำ แหล่งพงศาวดารระบุวันแล้วเสร็จ 14 ญุมาดัลอูลา ฮ.ศ. 758 / 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1357 หน้าปัดสถาปัตยกรรมมีช่องสิบสองช่อง ถ้วยทองสัมฤทธิ์ และคานไม้ เมื่อกลไกทำงาน ลูกโลหะจะตกลงถ้วยตามช่วงเวลา พร้อมเปิดช่องบนผนังเป็นลำดับ ผู้สัญจรจึงรับรู้เวลาได้จากเสียงกับการเคลื่อนไหว
กลไกภายในไม่หลงเหลือครบและคำอธิบายร่วมสมัยไม่เพียงพอสำหรับสร้างคืนอย่างแน่นอน แต่ผนัง ถ้วย และคานซึ่งเหลืออยู่แสดงบทบาทของเวลาสาธารณะอย่างชัดเจน มุวักกิตของมัสยิดต้องเชื่อมการสังเกตดวงอาทิตย์ การคำนวณ และการควบคุมน้ำเพื่อกำหนดเวลาละหมาด นาฬิกาจึงทำให้วิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติปรากฏบนถนน ไม่ได้ซ่อนอยู่เฉพาะในตำรา
แผ่นดินไหว การบูรณะ และเมืองที่ยังมีชีวิต
บูอินานียะฮ์ได้รับผลจากแผ่นดินไหวและความเสื่อมของวัสดุหลายครั้ง ตั้งแต่ ฮ.ศ. 11 / คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา มีการซ่อมโครงสร้างกับผิวประดับเป็นระยะ ปลาย ฮ.ศ. 12 ถึงต้น ฮ.ศ. 13 / ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 สุลต่านมูเลย์สุลัยมานแห่งอะละวียะฮ์ให้สร้างบางส่วนขึ้นใหม่ การซ่อมจึงเป็นชั้นหนึ่งของประวัติอาคาร ไม่ใช่เหตุการณ์นอกเรื่อง
คริสต์ศตวรรษที่ 20 มีงานใหญ่ต่อโครงสร้างรับน้ำหนัก ปูน ไม้ และเซลลิจ โครงการบูรณะล่าสุดซึ่งระเบียน Museum With No Frontiers กล่าวถึงเสร็จใน ค.ศ. 2004 ต้องรับมือทั้งความชื้น การแตกร้าว การไหลของน้ำ และแรงจากการใช้งานต่อเนื่อง งานอนุรักษ์ที่ดีต้องให้ทางน้ำกับอากาศทำงานได้ พร้อมรักษาฝีมือดั้งเดิมเท่าที่หลงเหลือ
เมดินาฟาซขึ้นทะเบียนมรดกโลกใน ค.ศ. 1981 และยังรักษาหน้าที่เมืองจำนวนมาก บูอินานียะฮ์จึงอยู่ท่ามกลางร้านค้า บ้าน ผู้สัญจร และเสียงละหมาดเหมือนที่ผ่านมา แม้บทบาทการพักเรียนเปลี่ยนไป อาคารยังแสดงวิธีที่รัฐมะรีนียะฮ์จัดความรู้ ศาสนา น้ำ และเวลาให้เป็นส่วนหนึ่งของถนน ความสัมพันธ์นี้ทำให้มันเป็นมากกว่างานประดับงดงาม แต่เป็นแบบจำลองย่อของมหานครฟาซ
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
มะรีนียะฮ์ก่อตั้งฟาซอัลญะดีด
เมืองราชสำนักใหม่เติบโตเคียงข้างตลาดและสถาบันศาสนาในฟาซอัลบาลี
เริ่มก่อสร้างบูอินานียะฮ์
โครงการรวมมัดรอซะฮ์ มัสยิดญามิอ์ ที่พัก ระบบน้ำ และพื้นที่สาธารณะไว้ด้วยกัน
จารึกบันทึกการเปิดใช้งาน
พระนามสุลต่านอบูอินานปรากฏในแถบเซลลิจภายในอาคาร
นาฬิกาน้ำดารุลมะกานะฮ์แล้วเสร็จ
ช่องสิบสองช่อง ถ้วยโลหะ และกลไกน้ำบอกเวลาบนถนนหน้าอาคาร
การบูรณะในสมัยมูเลย์สุลัยมาน
ส่วนซึ่งเสียหายจากเวลาและแผ่นดินไหวได้รับการสร้างกับซ่อมใหม่
โครงการอนุรักษ์สมัยใหม่เสร็จสิ้น
โครงสร้าง ปูน ไม้ และเซลลิจได้รับการบูรณะเพื่อให้อาคารกลับมาแข็งแรง