สถาบันอัศเศาะฮ์รีจ
สถาบันอัศเศาะฮ์รีจตั้งอยู่บนฝั่งอันดะลุสของฟาซอัลบาลี ใกล้มัสยิดชาวอันดะลุสและชุมชนซึ่งเติบโตมาตั้งแต่การก่อตั้งนครฟาซ อาคารนี้สร้างขึ้นในช่วง ฮ.ศ. 721–723 / ค.ศ. 1321–1323 ตามพระบัญชาของเจ้าชายอบู อัลหะสันแห่งมะรีนียะฮ์ พระโอรสของสุลต่านอบูสะอีด อุษมานที่ 2 ชื่อแรกในจารึกคืออัลมัดรอซะฮ์อัลกุบรอ หรือสถาบันใหญ่ แต่ภายหลังผู้คนเรียกตามเศาะฮ์รีจ สระน้ำสี่เหลี่ยมกลางลานกลางแจ้ง ภายในผังขนาดกะทัดรัด อาคารรวมลาน ห้องละหมาด ห้องเรียน ห้องพักผู้เรียน และพื้นที่บริการไว้ด้วยกัน ผิวส่วนล่างปูเซลลิจ เหนือขึ้นไปเป็นปูนแกะกับไม้ซีดาร์ จังหวะของวัสดุเหล่านี้ทำให้โครงการการศึกษาของราชสำนักมะรีนียะฮ์ปรากฏอยู่ในชีวิตย่านตลาด มัสยิด และตรอกของฝั่งเมืองซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์กลางอัลกอรอวียีน
ฝั่งอันดะลุสของนครฟาซ
นครฟาซก่อตัวขึ้นบนสองฝั่งวาดีฟาซตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 8 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ฝั่งหนึ่งรับชุมชนซึ่งมีความสัมพันธ์กับกอยรอวาน อีกฝั่งรับผู้คนจากอันดะลุสที่อพยพข้ามช่องแคบเข้ามายังมะฆริบ ทั้งสองชุมชนมีมัสยิด ตลาด โรงอาบน้ำ เตาอบ และงานช่างของตนเอง ก่อนอัลมุรอบิฏูนจะรวมเขตเมืองเข้าด้วยกันในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ความทรงจำของสองฝั่งยังคงอยู่ในชื่อมัสยิดและย่านจนถึงปัจจุบัน
มัสยิดชาวอันดะลุสเป็นศูนย์ละหมาดวันศุกร์และวงเรียนฮะลาเกาะฮ์ของฝั่งตะวันออก ตรอกโดยรอบเชื่อมร้านค้า บ้านพัก ฟุนดุก และทางลงสู่ลำน้ำ ความหนาแน่นของฟาซอัลบาลีทำให้สถาบันการศึกษาไม่แยกออกไปตั้งในเขตสงบไกลเมือง แต่แทรกตัวอยู่ในเครือข่ายกิจกรรมประจำวัน ผู้เรียนได้ยินทั้งเสียงอ่านตำรา เสียงพ่อค้าต่อรอง และเสียงช่างทำงานภายในระยะเดินไม่กี่นาที
เมื่อมะรีนียะฮ์ยึดอำนาจในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ราชวงศ์สร้างฟาซอัลญะดีดเป็นเมืองราชสำนักเมื่อ ค.ศ. 1276 แต่ยังอุปถัมภ์ศาสนสถานในฟาซอัลบาลีอย่างต่อเนื่อง การสร้างมัดรอซะฮ์บนฝั่งอันดะลุสช่วยกระจายทรัพยากรออกจากกลุ่มสถาบันรอบอัลกอรอวียีน และเชื่อมราชสำนักใหม่เข้ากับอุละมาอ์ ช่าง และครอบครัวเก่าแก่ของอีกฝั่งหนึ่งของนคร
โครงการของเจ้าชายผู้จะขึ้นเป็นสุลต่าน
การก่อสร้างเริ่มใน ฮ.ศ. 721 / ค.ศ. 1321 ภายใต้เจ้าชายอบู อัลหะสัน พระองค์ยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์และทำงานอยู่ภายใต้อำนาจของสุลต่านอบูสะอีด อุษมานที่ 2 พระบิดา โครงการนี้แสดงบทบาทของรัชทายาทในการอุปถัมภ์ศาสนาและการศึกษา ก่อนอบู อัลหะสันจะเป็นสุลต่านใน ฮ.ศ. 731 / ค.ศ. 1331 และขยายอำนาจมะรีนียะฮ์ไปทั่วมะฆริบส่วนใหญ่
ศิลาจารึกสถาปนาภายในห้องละหมาดบันทึกชื่อผู้อุปถัมภ์และช่วยกำหนดลำดับงานก่อสร้าง อาคารเสร็จในเดือนเราะบีอุลเอาวัล ฮ.ศ. 723 / ราวเดือนมีนาคม ค.ศ. 1323 และเริ่มการสอนไม่นานหลังจากนั้น ชื่อที่ใช้ในจารึกคืออัลมัดรอซะฮ์อัลกุบรอ แปลว่าสถาบันใหญ่ ชื่อนี้แยกอาคารออกจากมัดรอซะฮ์ขนาดเล็กซึ่งสร้างเป็นคู่กันในบริเวณเดียวกัน
มัดรอซะฮ์ของมะรีนียะฮ์ทำหน้าที่มากกว่าห้องเรียน ราชสำนักจัดพื้นที่พักให้ผู้เรียนซึ่งเดินทางมาจากเมืองอื่น สนับสนุนการสอนมัสฮับมาลิกีย์ อัลกุรอาน หะดีษ ภาษาอาหรับ และวิชาที่ใช้ในการพิพากษากับการบริหาร ผู้ปกครองจึงลงทุนพร้อมกันในความรู้ บุคลากร และภาพลักษณ์ของรัฐ ความประณีตของอาคารประกาศว่าการดูแลศาสนากับอุละมาอ์เป็นส่วนหนึ่งของความชอบธรรมทางการเมือง
ลานกลางแจ้งและสระซึ่งกลายเป็นชื่ออาคาร
ทางเข้าพาผู้มาเยือนผ่านแนวหักมุมก่อนเปิดสู่ลานกลางแจ้งรูปสี่เหลี่ยม ผังเช่นนี้ลดการมองตรงจากถนนเข้าสู่พื้นที่ภายในและทำให้ความคับแคบของตรอกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สูงโปร่งอย่างฉับพลัน กลางลานมีเศาะฮ์รีจหรือสระน้ำขนาดใหญ่ ผิวน้ำรับแสงจากท้องฟ้า สะท้อนแนวเสา ผิวปูน และชายคาไม้ จนสระกลายเป็นจุดกำหนดสายตาของอาคารทั้งหลัง
ชื่ออัศเศาะฮ์รีจเกิดจากการใช้เรียกตามสระนี้ในภาษาของชุมชน สระไม่ได้มีหน้าที่ตกแต่งเพียงอย่างเดียว น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของการชำระล้าง การทำความสะอาด และการควบคุมความรู้สึกภายในลานร้อนแห้ง เสียงน้ำกับการเคลื่อนไหวของเงาช่วยแบ่งจังหวะระหว่างการเดินทางบนถนน การเข้าสู่พื้นที่เรียน และการละหมาด
ด้านกิบละฮ์ของลานเป็นห้องละหมาด ส่วนชั้นบนกับแนวด้านข้างเป็นห้องพักผู้เรียน ทางตะวันตกมีลานบริการขนาดเล็กและพื้นที่สุขาภิบาลแยกจากแกนพิธี การวางน้ำสะอาด พื้นที่พัก และการระบายน้ำไว้ในระบบเดียวทำให้อาคารรองรับการอยู่อาศัยจริง ผู้เรียนไม่ได้เข้ามาเฉพาะชั่วโมงสอน แต่ตื่น นอน อ่าน ทบทวน พบอาจารย์ และใช้ชีวิตประจำวันภายในกลุ่มห้องเหล่านี้
วงเรียนฮะลาเกาะฮ์และโลกของผู้เรียน
การสอนในฟาซยุคมะรีนียะฮ์ผูกกับครูและตำรามากกว่าหลักสูตรแบบมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ ผู้เรียนอ่านอัลกุรอาน นิติศาสตร์มาลิกีย์ หลักภาษา วาทศิลป์ หะดีษ และงานอรรถาธิบายต่อหน้าอาจารย์ การอ่านออกเสียง การท่องจำ การอธิบายคำยาก และการถกประเด็นกฎหมายดำเนินควบคู่กัน วงเรียนฮะลาเกาะฮ์อาจเกิดในห้องสอน ห้องละหมาด หรือมัสยิดใหญ่ใกล้เคียงตามสถานะของครูกับวิชา
ผู้เรียนจำนวนหนึ่งมาจากชนบทหรือเมืองเล็กซึ่งไม่มีอาจารย์เฉพาะทาง ห้องพักราวยี่สิบกว่าห้องบนชั้นบนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้การเดินทางศึกษาต่อเป็นไปได้ ห้องหนึ่งอาจมีพื้นที่เพียงพอสำหรับเสื่อ หีบ ตะเกียง ตำรา และเครื่องเขียน ชีวิตที่อยู่ใกล้กันทำให้ความรู้เดินทางผ่านการสนทนาหลังบทเรียน การยืมสำเนา และการทบทวนร่วมกันในเวลากลางคืน
อิญาซะฮ์เชื่อมผู้เรียนกับสายการถ่ายทอดของอาจารย์ เมื่อครูเห็นว่าศิษย์อ่านตำราหรือมีความรู้เพียงพอ จึงอนุญาตให้สอนหรือถ่ายทอดงานนั้นต่อ ผู้สำเร็จการศึกษาบางคนกลับภูมิลำเนาไปเป็นครู คอฏีบ กอฎี อาลักษณ์ หรือผู้ให้คำวินิจฉัย สถาบันอัศเศาะฮ์รีจจึงส่งอิทธิพลออกไปผ่านผู้คนและเครือข่ายครูศิษย์ มากกว่าการขยายอาคารหรือเปิดสาขา
สถาบันใหญ่ สถาบันเล็ก และมัสยิดชาวอันดะลุส
อัศเศาะฮ์รีจเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มการศึกษาซึ่งจัดวางรอบมัสยิดชาวอันดะลุส อาคารคู่กันเรียกว่าอัลมัดรอซะฮ์อัศเศาะฆีเราะฮ์หรือสถาบันเล็ก และเป็นที่รู้จักภายหลังในชื่อสถาบันอัศศับอียีน ชื่อหลังสัมพันธ์กับการศึกษากิรออาตทั้งเจ็ดหรือแนวการอ่านอัลกุรอานที่ได้รับการถ่ายทอด สองอาคารจึงรองรับทั้งการศึกษานิติศาสตร์ทั่วไปกับความเชี่ยวชาญด้านการอ่านคัมภีร์
เครือข่ายนี้ทำให้ฝั่งอันดะลุสมีระบบใกล้เคียงกับฝั่งอัลกอรอวียีน ผู้เรียนพักในมัดรอซะฮ์ เดินไปวงเรียนในมัสยิด ใช้ตลาดหาอาหาร กระดาษ และหมึก แล้วกลับมาทบทวนในห้องพัก แหล่งข้อมูลยังกล่าวถึงฟุนดุกหรือที่พักรับรองในกลุ่มอาคาร แม้ส่วนดังกล่าวไม่หลงเหลือครบในปัจจุบัน ภาพรวมแสดงการจัดบริการหลายชนิดรอบศูนย์ละหมาดเดียว
การสร้างเป็นกลุ่มช่วยให้ราชสำนักทำงานกับชุมชนเดิมแทนการแทนที่ชุมชน มัสยิดยังเป็นหัวใจทางศาสนา ขณะที่มัดรอซะฮ์เพิ่มพื้นที่พัก ทรัพยากร และตำแหน่งครู รัฐมะรีนียะฮ์จึงสร้างความสัมพันธ์กับฝั่งอันดะลุสผ่านโครงสร้างซึ่งคนในย่านใช้จริง ความงามของอาคารเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเมืองซึ่งวางการศึกษาไว้ใกล้กิจกรรมสาธารณะ
เซลลิจ ปูนแกะ ไม้ซีดาร์ และถ้อยคำบนผนัง
ผิวสถาปัตยกรรมแบ่งเป็นชั้นตามวัสดุ ส่วนล่างใช้เซลลิจตัดชิ้นเคลือบสีเป็นดาว รูปหลายเหลี่ยม และสายประสานเรขาคณิต ระดับสายตามีแถบจารึก เหนือขึ้นไปเป็นปูนแกะลายใบไม้ เถา และอักษร ส่วนชายคา ประตู กับเพดานใช้ไม้ซีดาร์แกะสลัก การเรียงวัสดุจากแข็งทนน้ำด้านล่างไปสู่ผิวละเอียดด้านบนตอบทั้งสภาพใช้งานและจังหวะการมอง
อัศเศาะฮ์รีจอยู่ในกลุ่มอาคารต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งแสดงการใช้เซลลิจอย่างเต็มที่ในสถาปัตยกรรมมะรีนียะฮ์ ช่างคำนวณรูปทรงให้ต่อกันโดยไม่เหลือช่อง สลับสีขาว ดำ เขียว น้ำเงิน และน้ำตาลตามแบบมะฆริบ ลายปูนกับไม้แบ่งพื้นกว้างให้กลายเป็นกรอบย่อย งานทั้งหมดต้องอาศัยช่างหลายกลุ่มซึ่งประสานขนาด วัสดุ และลำดับติดตั้งร่วมกัน
จารึกมีทั้งข้อความสถาปนา โองการอัลกุรอาน คำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า และคำอำนวยพรแก่ผู้อุปถัมภ์ ตัวอักษรจึงทำหน้าที่พร้อมกันเป็นภาษา ศิลปะ และประกาศอำนาจ การจัดกรอบอักษรเหนือเซลลิจทำให้ผู้เดินรอบลานพบข้อความซ้ำในจังหวะสถาปัตยกรรม ภายในห้องละหมาด จารึกบนแผ่นหินสีเข้มยังเก็บชื่อกับปีซึ่งเชื่อมอาคารเข้ากับรัชสมัยอย่างชัดเจน
วะกัฟและเศรษฐกิจที่ทำให้การเรียนดำเนินต่อ
การสร้างอาคารเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สถาบันต้องมีรายได้ประจำสำหรับค่าครู ผู้ดูแล นักอ่านอัลกุรอาน น้ำมันตะเกียง น้ำ การซ่อมหลังคา และการทำความสะอาด ราชสำนักจึงผูกทรัพย์วะกัฟกับอสังหาริมทรัพย์หรือกิจการซึ่งสร้างผลตอบแทน รายได้เหล่านี้ถูกกำหนดให้ใช้ตามเงื่อนไขของผู้ก่อตั้งและอยู่ภายใต้ผู้บริหารวะกัฟ
ตลาดของฟาซทำให้ระบบนี้เป็นรูปธรรม ร้านค้า ห้องเช่า โรงงาน และที่ดินเกษตรสามารถส่งรายได้เข้าสู่สถาบัน ขณะที่ผู้เรียนกับเจ้าหน้าที่กลับใช้สินค้าและบริการจากย่านโดยรอบ เงินวะกัฟจึงหมุนระหว่างพื้นที่ศาสนา การศึกษา และเศรษฐกิจเมือง ความมั่นคงของการสอนไม่ได้ขึ้นกับพระประสงค์ของสุลต่านองค์เดียว แต่พึ่งสัญญาทรัพย์สินกับการจัดการต่อเนื่อง
กิจวัตรเริ่มจากละหมาดยามรุ่งอรุณ การอ่าน และบทเรียนช่วงเช้า กลางวันมีการพัก หาอาหาร หรือคัดสำเนา ช่วงค่ำตะเกียงส่องห้องเล็กและแนวระเบียง น้ำจากสระกับพื้นที่ชำระล้างต้องได้รับการดูแลทุกวัน ส่วนผิวไม้และปูนต้องป้องกันความชื้น ชีวิตของสถาบันจึงเกิดจากแรงงานผู้กวาดลาน คนส่งน้ำ ช่างซ่อม ผู้จัดบัญชี และผู้ดูแลประตูพอๆ กับครูกับนักเรียน
การใช้งานและการซ่อมผ่านหลายราชวงศ์
หลังอำนาจมะรีนียะฮ์ลดลง ฟาซยังเป็นนครศาสนาและการค้าสำคัญ สถาบันผ่านยุควัฏฏอสียะฮ์ สะอ์ดียะฮ์ และอะละวียะฮ์โดยมีการซ่อมตามสภาพ โครงสร้างไม้ ดินฉาบ ปูน และกระเบื้องต้องรับทั้งฝนฤดูหนาว ความร้อน และความหนาแน่นของเมือง การบำรุงแต่ละครั้งทิ้งชั้นวัสดุซึ่งทำให้อาคารปัจจุบันเป็นผลรวมของหลายยุค
สมัยสะอ์ดียะฮ์มีการซ่อมกลุ่มอาคาร ขณะที่ช่วงอารักขาฝรั่งเศส หน่วยงานโบราณสถานดำเนินงานระหว่าง ค.ศ. 1917–1924 แนวคิดอนุรักษ์ในเวลานั้นให้ความสำคัญกับการคืนรูปงานประดับและทำให้อาคารเป็นอนุสรณ์ทางศิลปะ พร้อมกับลดบทบาทการอยู่อาศัยบางส่วน การเปลี่ยนสถานะนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปกครองอาณานิคมซึ่งจัดหมวดเมืองเก่าและควบคุมงานช่างผ่านระบบใหม่
คริสต์ศตวรรษที่ 20 การเปลี่ยนระบบการศึกษาและสภาพอาคารทำให้การใช้เป็นที่พักผู้เรียนลดลง บางห้องว่าง บางผิวเสื่อมจากน้ำ และกลุ่มสถาบันเล็กข้างเคียงได้รับความเสียหายหนัก การสูญหายของไม้แกะกับวัสดุตกแต่งในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ย้ำว่ามรดกในย่านมีความเสี่ยงจากทั้งสภาพแวดล้อม การทอดทิ้ง และตลาดโบราณวัตถุ
การฟื้นฟูในฟาซซึ่งยังมีชีวิต
การอนุรักษ์อัศเศาะฮ์รีจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลมะดีนะฮ์ฟาซซึ่งยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อ ค.ศ. 1981 โครงการร่วมของหน่วยงานโมร็อกโกและองค์กรมรดกสำรวจโครงสร้างหลังคา ระบบระบายน้ำ ปูนแกะ เซลลิจ และไม้ งานซ่อมต้องอาศัยทั้งการบันทึกวัสดุเก่าและความชำนาญของช่างซึ่งยังสืบเทคนิคตัดกระเบื้อง แกะปูน และประกอบไม้
โครงการฟื้นฟูมะดีนะฮ์ระยะใหญ่ซึ่งเริ่มในคริสต์ทศวรรษ 2010 ครอบคลุมมัดรอซะฮ์ ฟุนดุก สะพาน และพื้นที่สาธารณะหลายแห่ง อัศเศาะฮ์รีจกลับมาเปิดหลังงานอนุรักษ์ใน ค.ศ. 2017 พร้อมแนวคิดให้พื้นที่เกี่ยวข้องกับการเรียนกับงานอักษรอีกครั้ง การเปิดอาคารช่วยเชื่อมประวัติศาสตร์การศึกษากับเศรษฐกิจการเยี่ยมชมและงานช่างร่วมสมัย
คุณค่าของอัศเศาะฮ์รีจอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ มากกว่าผิวประดับชิ้นใดชิ้นหนึ่ง สระกลางลานเชื่อมน้ำกับชื่ออาคาร ห้องพักเชื่อมการเดินทางกับการเรียน มัสยิดใกล้เคียงเชื่อมสถาบันกับชุมชน และวะกัฟเชื่อมอุดมการณ์กับรายได้จริง เมื่อวางองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกัน อาคารจึงบอกเล่านครฟาซในฐานะเมืองซึ่งความรู้เติบโตจากราชสำนัก ย่านตลาด และชีวิตของผู้คนหลายรุ่น
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
นครฟาซก่อตัวเป็นสองฝั่ง
ชุมชนอันดะลุสและชุมชนกอยรอวานตั้งมั่นคนละฝั่งวาดีฟาซ
มะรีนียะฮ์สร้างฟาซอัลญะดีด
เมืองราชสำนักใหม่เติบโตเคียงข้างศูนย์ศาสนาและตลาดในฟาซอัลบาลี
เริ่มก่อสร้างสถาบันใหญ่
เจ้าชายอบู อัลหะสันอุปถัมภ์โครงการใกล้มัสยิดชาวอันดะลุส
อาคารเสร็จและเริ่มการสอน
จารึกสถาปนากำหนดชื่ออัลมัดรอซะฮ์อัลกุบรอและช่วงเวลาสร้าง
ซ่อมในยุคอารักขาฝรั่งเศส
หน่วยงานโบราณสถานดำเนินงานกับโครงสร้างและผิวประดับ
มะดีนะฮ์ฟาซขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ยูเนสโกรับรองคุณค่าของโครงสร้างเมืองและวัฒนธรรมซึ่งยังสืบต่อ
เปิดอีกครั้งหลังการฟื้นฟู
งานอนุรักษ์คืนความมั่นคงให้ลาน หลังคา งานไม้ ปูนแกะ และเซลลิจ