ตะเกียงปรับไส้อัตโนมัติของพี่น้องบนู มูซา
ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 9 พี่น้องบนู มูซารวบรวมเครื่องกลราวหนึ่งร้อยแบบไว้ในกิตาบุลหิยัล ตั้งแต่ภาชนะ น้ำพุ และกลไกหลอกตา ไปจนถึงตะเกียงซึ่งจัดการน้ำมัน ไส้ และกระแสลมด้วยตัวเอง ตะเกียงสี่แบบหมายเลข 95–98 ตามฉบับตรวจชำระภาษาอาหรับ ค.ศ. 1981 ไม่ใช่วัตถุโบราณชิ้นเดียวที่ยังหลงเหลือ แต่เป็นกลุ่มกลไกในต้นฉบับซึ่งทำงานต่อเนื่องกัน ตะเกียงแบบแรกเติมน้ำมันรักษาระดับ แบบที่สองเลื่อนไส้ขึ้น แบบที่สามรวมสองหน้าที่ไว้ในสิรอญุลลอฮ์ และแบบสุดท้ายหันเกราะบังลมตามทิศกระแสอากาศ ทั้งสี่เผยโลกของช่างแบกแดดซึ่งทำให้แรงดัน ลูกลอย โซ่ เฟือง และสมดุลกลายเป็นภาษาของเครื่องจักร
ตะเกียงสี่แบบในกิตาบุลหิยัล
กิตาบุลหิยัลจัดตะเกียงสี่แบบไว้ต่อกันในช่วงท้ายของหนังสือ ฉบับตรวจชำระภาษาอาหรับที่จัดพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1981 กำหนดเป็นเครื่องหมายเลข 95–98 ครอบคลุมหน้าพิมพ์ 361–373 ลำดับนี้ทำให้เห็นว่าผู้เรียบเรียงไม่ได้เสนอสิ่งประดิษฐ์โดดเดี่ยว แต่สร้างชุดคำตอบให้ปัญหาของแสงน้ำมันทีละขั้น เริ่มจากรักษาระดับเชื้อเพลิง ต่อด้วยเลื่อนไส้ รวมสองระบบเข้าด้วยกัน และปิดท้ายด้วยการรับมือกับลมแรง
สิ่งที่สืบมาถึงปัจจุบันคือข้อความภาษาอาหรับกับภาพลายเส้นในสำเนาต้นฉบับ ไม่ใช่ตะเกียงจริงจากแบกแดดคริสต์ศตวรรษที่ 9 เครื่องแต่ละแบบจึงเป็นความคิดทางกลที่ถ่ายทอดผ่านการคัดลอก ภาพบอกตำแหน่งภาชนะ ท่อ ลูกลอย โซ่ และเฟือง ส่วนข้อความบอกลำดับประกอบกับพฤติกรรมที่ต้องการ เมื่อนำสองส่วนมาประกอบกันจึงมองเห็นเครื่องที่ต้นฉบับรักษาไว้
ตะเกียงทั้งสี่ใช้หลักการเรียบง่ายแต่จัดวางอย่างแยบคาย น้ำมันที่ลดลงทำให้ลูกลอยเคลื่อน อากาศที่เข้าไปในภาชนะควบคุมการปล่อยของเหลว โซ่กับเฟืองแปลงการเคลื่อนแนวดิ่งเป็นการเลื่อนไส้ และแผ่นบังลมหมุนตามทิศอากาศ ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นตอบสนองต่อสภาพภายในเครื่องโดยไม่ต้องมีผู้ใช้คอยปรับตลอดเวลา ความน่าทึ่งจึงอยู่ที่การออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบ มากกว่าความหรูหราของรูปทรงภายนอก
แบกแดดและโลกช่างของพี่น้องบนู มูซา
พี่น้องบนู มูซาเติบโตในแบกแดดยุคอับบาซียะฮ์ เมืองซึ่งราชสำนัก ห้องสมุด สำนักแปล ตลาด และโรงช่างเชื่อมต่อกันอย่างคึกคัก พวกเขาเป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และผู้อุปถัมภ์การแปล งานของพวกเขาจึงเกิดในสังคมที่ทฤษฎีเรขาคณิตพบกับงานโลหะ งานแก้ว และการจัดการน้ำ ความรู้จากกรีก ซีเรียก เปอร์เซีย และอินเดียเดินทางเข้าสู่ภาษาอาหรับ ก่อนถูกอภิปราย ปรับรูป และนำไปสร้างเครื่องกลสำหรับการใช้สอยกับความบันเทิง
กิตาบุลหิยัลสะท้อนการร่วมมือระหว่างนักปราชญ์กับช่างฝีมือ เครื่องในหนังสือต้องอาศัยภาชนะที่ปิดสนิท ท่อขนาดพอเหมาะ แกนหมุนซึ่งไม่ฝืด ลูกลอยน้ำหนักสมดุล และรอยต่อที่ไม่รั่ว รายละเอียดเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์ในโรงช่างพอๆ กับการคำนวณบนกระดาษ แม้ต้นฉบับจะวางชื่อพี่น้องบนู มูซาไว้หน้าหนังสือ ร่างกายของเครื่องย่อมเป็นผลรวมของคนทำโลหะ คนเป่าแก้ว ช่างแกะไม้ และผู้ทดลองซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรากฏชื่อ
ตะเกียงเป็นวัตถุคุ้นเคยในบ้าน มัสยิด วัง และห้องทำงานของนักคัดตำรา ปัญหาน้ำมันลด ไส้จม เปลวไฟริบหรี่ หรือไฟดับเมื่อลมแรงจึงไม่ใช่โจทย์นามธรรม การทำให้ตะเกียงดูแลเงื่อนไขเหล่านี้ได้เองแสดงวิธีคิดที่เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน แล้วแตกปัญหาออกเป็นการตรวจระดับ การส่งเชื้อเพลิง การเลื่อนไส้ และการกำบังลม กิตาบุลหิยัลนำสิ่งธรรมดามาเปิดพื้นที่ให้เห็นวิทยาศาสตร์ของของไหล สมดุล และการเคลื่อนที่
เครื่องหมายเลข 95 ตะเกียงรักษาระดับน้ำมัน
เครื่องหมายเลข 95 ในฉบับภาษาอาหรับ ค.ศ. 1981 ปรากฏที่หน้า 361–364 พร้อมภาพประกอบบนหน้า 363 โจทย์ของมันคือทำให้ระดับน้ำมันในอ่างตะเกียงคงที่ขณะเปลวไฟเผาเชื้อเพลิง เหนืออ่างมีภาชนะสำรองซ่อนน้ำมันไว้ ภาชนะเชื่อมกับทางออกน้ำมันและทางเดินอากาศซึ่งวางปลายไว้ใกล้ระดับที่ต้องการ เมื่อน้ำมันในอ่างลดต่ำจนช่องอากาศเปิด อากาศจะเข้าสู่ภาชนะสำรองและปล่อยน้ำมันลงมา เมื่อระดับสูงปิดช่องอีกครั้ง การไหลก็หยุด
แกนสำคัญของระบบอยู่ที่ความดันอากาศ ไม่ใช่การเปิดวาล์วด้วยมือ ภาชนะสำรองซึ่งปิดสนิทไม่สามารถเทน้ำมันออกอย่างต่อเนื่องได้หากไม่มีอากาศเข้าไปแทนที่ ช่องอากาศจึงทำหน้าที่เหมือนตัวรับรู้ระดับ เมื่อผิวน้ำมันอยู่สูง ช่องถูกปิดและความดันในภาชนะยับยั้งการไหล เมื่อเปลวไฟกินน้ำมันจนผิวลด ช่องเปิดขึ้นชั่วคราว อากาศเข้า น้ำมันออก แล้วผิวน้ำมันกลับมาปิดช่อง วงจรเล็กๆ นี้เกิดซ้ำตลอดเวลาที่ระบบยังมีเชื้อเพลิง
ระดับน้ำมันที่คงที่ช่วยให้ความยาวส่วนไส้ซึ่งแช่อยู่ในเชื้อเพลิงและระยะจากผิวน้ำมันถึงเปลวไฟเปลี่ยนช้าลง ตะเกียงจึงให้แสงสม่ำเสมอกว่าภาชนะเปิดธรรมดา ความสำเร็จของกลไกขึ้นอยู่กับรายละเอียดงานช่าง รอยต่อที่รั่วทำให้อากาศเข้าผิดตำแหน่ง ปากท่อกว้างเกินทำให้น้ำมันไหลกระชาก และตำแหน่งช่องอากาศเป็นตัวกำหนดระดับสุดท้าย ภาพลายเส้นจึงเป็นเพียงโครงสร้าง ส่วนความนิ่งของเครื่องเกิดจากสัดส่วนกับฝีมือประกอบ
เครื่องหมายเลข 96 กลไกเลื่อนไส้ตะเกียง
เครื่องหมายเลข 96 อยู่ที่หน้าพิมพ์ 365–367 และมีภาพประกอบบนหน้า 367 กลไกนี้แก้ปัญหาอีกด้านหนึ่งของตะเกียง เมื่อไส้เผาไหม้ ส่วนที่โผล่เหนือเชื้อเพลิงจะสั้นลงและเปลวไฟอ่อน ผู้ใช้ตามปกติต้องคีบหรือดันไส้ขึ้นด้วยมือ แต่พี่น้องบนู มูซาให้การลดลงของระดับน้ำมันเป็นแรงเริ่มต้น ลูกลอยเคลื่อนตามผิวน้ำมัน ดึงโซ่ผ่านรอกและส่งการเคลื่อนไปยังชุดเฟืองซึ่งเลื่อนไส้ขึ้นทีละน้อย
ลูกลอยในเครื่องนี้ทำหน้าที่แปลงการเปลี่ยนระดับซึ่งเกิดช้าให้เป็นระยะทางทางกล โซ่รักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกลอยกับแกนหมุน ส่วนฟันเฟืองปรับทิศและอัตราการเคลื่อนเพื่อไม่ให้ไส้พุ่งขึ้นเร็วเกิน การเลือกเส้นผ่านศูนย์กลางของรอก จำนวนฟัน และน้ำหนักถ่วงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไส้ต้องเลื่อนในจังหวะใกล้เคียงกับอัตราที่ปลายไหม้ หากแรงน้อยเกิน ระบบจะติดขัด หากแรงมากเกิน ไส้จะยื่นสูงและทำให้เปลวไฟเกิดควัน
เครื่องหมายเลข 96 แสดงว่าผู้เรียบเรียงมองตะเกียงเป็นระบบที่มีหลายตัวแปร ระดับน้ำมัน ความยาวไส้ แรงเสียดทาน และความสว่างสัมพันธ์กันทั้งหมด กลไกไม่ได้วัดแสงโดยตรง หากใช้ระดับเชื้อเพลิงเป็นตัวแทนของเวลาที่ตะเกียงเผาไหม้ วิธีนี้อาศัยสมมติฐานว่าอัตราการใช้น้ำมันกับอัตราไหม้ของไส้ค่อนข้างสม่ำเสมอ เป็นการออกแบบเชิงประมาณซึ่งเหมาะกับวัสดุและเครื่องมือในยุคนั้น และทำให้ภาชนะธรรมดากลายเป็นเครื่องที่ตอบสนองต่อการทำงานของตัวเอง
เครื่องหมายเลข 97 สิรอญุลลอฮ์
เครื่องหมายเลข 97 ครอบคลุมหน้าพิมพ์ 368–371 และมีภาพย่อย 97 ก กับ 97 ข ในฉบับตรวจชำระ ผู้เรียบเรียงเรียกตะเกียงรวมระบบนี้ว่าสิรอญุลลอฮ์ มันนำการรักษาระดับน้ำมันของเครื่องหมายเลข 95 มารวมกับการเลื่อนไส้ของเครื่องหมายเลข 96 ภายในโครงสร้างเดียว ภาชนะสำรองปล่อยน้ำมันผ่านท่อเมื่อระดับลด ขณะที่ลูกลอย โซ่ และชุดขับเลื่อนไส้ตามจังหวะการเผาไหม้ จึงเป็นจุดที่แนวคิดสองบทก่อนหน้าถูกประกอบเป็นเครื่องซับซ้อนขึ้น
ภาพแสดงทางเดินน้ำมันและส่วนปลายรูปจะงอยนกซึ่งใช้พรางทางออกของของเหลว การออกแบบเช่นนี้เป็นลักษณะประจำของกิตาบุลหิยัล กลไกสำคัญมักซ่อนอยู่หลังรูปสัตว์ ภาชนะ หรือเครื่องประดับ ทำให้เครื่องมีทั้งหน้าที่ใช้สอยและคุณค่าด้านการแสดง ผู้ชมเห็นน้ำมันเคลื่อนออกจากจะงอยโดยไม่เห็นท่อทั้งหมด ส่วนผู้รู้โครงสร้างภายในเข้าใจว่าแรงดันอากาศกับระดับของเหลวเป็นผู้กำกับจังหวะการทำงานของเครื่องด้วยตัวเอง
ข้อความของเครื่องหมายเลข 97 ยังเปิดทางให้ผูกกลไกกับการนับเวลา โดยกล่าวถึงการปล่อยลูกกลมตามช่วงและการปรับตะเกียงให้แสดงชั่วโมงหรือวัน ตรงนี้ทำให้สิรอญุลลอฮ์อยู่ใกล้โลกของนาฬิกาน้ำ เพราะการลดลงของเชื้อเพลิงกลายเป็นกระบวนการวัดเวลาไปพร้อมกับการให้แสง ต้นฉบับกล่าวถึงการใช้งานในชุมชนที่ต้องการรักษาไฟให้ติดอย่างต่อเนื่อง จึงเผยว่าผู้สร้างไม่ได้คิดเพียงความพิศวงในราชสำนัก แต่เห็นตะเกียงเป็นเครื่องควบคุมกิจกรรมซึ่งสัมพันธ์กับพิธี เวลา และพื้นที่ส่วนรวม
เครื่องหมายเลข 98 ตะเกียงต้านลม
เครื่องหมายเลข 98 ปรากฏที่หน้าพิมพ์ 372–373 พร้อมภาพบนหน้า 373 และเปลี่ยนโจทย์จากภายในตะเกียงไปสู่สภาพแวดล้อมภายนอก เปลวไฟน้ำมันไวต่อกระแสอากาศ ลมที่พัดตรงทำให้เปลวเอียง สูญเสียความร้อน และดับได้ ผู้เรียบเรียงจึงวางเกราะทรงครึ่งกระบอกรอบเปลวไฟ เกราะเชื่อมกับแกนหมุนและแผ่นรับลม เมื่อทิศลมเปลี่ยน แรงลมจะหมุนชุดดังกล่าวให้ด้านปิดหันเข้ารับกระแส ขณะที่ด้านเปิดหลบไปอยู่หลังแนวบัง
กลไกนี้ไม่ต้องรู้ทิศเหนือหรือมีผู้ใช้คอยหมุน เพราะลมซึ่งเป็นปัญหากลายเป็นแรงขับให้เกราะจัดตำแหน่งตัวเอง แผ่นรับลมทำหน้าที่ขยายแรง ส่วนแกนหมุนปล่อยให้เกราะเคลื่อนจนถึงสมดุลใหม่ รูปแบบเดียวกันพบได้ในกังหันบอกทิศและอุปกรณ์ที่หันตามลมในวัฒนธรรมอื่น ความโดดเด่นของแบบบนู มูซาอยู่ที่การนำหลักดังกล่าวมาจัดวางรอบตะเกียงขนาดเล็กและอธิบายไว้เป็นลำดับภายในหมวดเครื่องกล
เกราะต้องบังลมโดยไม่ปิดอากาศซึ่งเปลวไฟต้องใช้ในการเผาไหม้ ช่องเปิดด้านหลังจึงยังระบายความร้อนและควันได้ หากเกราะชิดเกิน อุณหภูมิสูงกับเขม่าจะรบกวนแสง หากห่างเกิน ลมวนอาจเข้าถึงไส้ ความสมดุลระหว่างการกำบังกับการระบายเป็นแก่นของแบบนี้ เครื่องหมายเลข 98 จึงแสดงความรู้เชิงประจักษ์เกี่ยวกับกระแสอากาศ แม้ข้อความจะไม่ได้เขียนเป็นสมการ แต่รูปร่างของเกราะและการหมุนตามลมคือคำตอบทางวิศวกรรมที่ชัดเจน
ภาษาของลูกลอย แรงดัน และการป้อนกลับ
ตะเกียงหมายเลข 95–98 ใช้สภาวะที่ต้องการควบคุมเป็นต้นกำลังของการแก้ไข เมื่อระดับน้ำมันลด ช่องอากาศเปิดและน้ำมันใหม่ไหลลง เมื่อผิวเชื้อเพลิงเคลื่อน ลูกลอยลากชุดเลื่อนไส้ และเมื่อลมเปลี่ยนทิศ เกราะก็หมุนตาม นี่คือโครงสร้างที่นักวิศวกรรมปัจจุบันอธิบายด้วยคำว่า “การป้อนกลับ” ผลของการทำงานย้อนกลับไปเปลี่ยนกลไก แล้วกลไกตอบสนองเพื่อพาระบบกลับสู่ช่วงที่ออกแบบไว้
ในเครื่องเหล่านี้ ตัวรับรู้กับตัวกระทำไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แยกชิ้น ช่องอากาศเป็นทั้งตัวตรวจระดับและประตูควบคุมการไหล ลูกลอยเป็นทั้งผู้ติดตามผิวน้ำมันและแหล่งการเคลื่อน ส่วนแผ่นรับลมเป็นทั้งตัวบอกทิศกับตัวหมุนเกราะ การรวมหน้าที่ทำให้ระบบใช้ชิ้นส่วนน้อยและอาศัยคุณสมบัติของวัสดุโดยตรง ความคิดเช่นนี้เหมาะกับโลกช่างซึ่งพลังงานมาจากน้ำหนัก ของเหลว อากาศ และแรงโน้มถ่วง
ความแม่นของเครื่องเกิดจากสัดส่วนมากกว่าความซับซ้อนเพียงอย่างเดียว ขนาดท่อกำหนดอัตราไหล ปริมาตรลูกลอยกำหนดแรงยก รัศมีรอกกำหนดระยะเลื่อนไส้ และพื้นที่แผ่นรับลมกำหนดแรงหมุน การเปลี่ยนเพียงจุดเดียวทำให้พฤติกรรมทั้งระบบเปลี่ยนตาม กิตาบุลหิยัลจึงเป็นบันทึกของการปรับแต่งและทดลอง แม้ข้อความจะบอกผลลัพธ์อย่างกระชับ แต่เบื้องหลังแบบที่ทำงานได้ย่อมมีการสร้าง ล้มเหลว และแก้สัดส่วนในโรงช่างหลายครั้ง
จากต้นฉบับสู่ฉบับตรวจชำระ
กิตาบุลหิยัลเดินทางข้ามศตวรรษด้วยการคัดลอกทีละเล่ม ผู้คัดต้องถ่ายทอดทั้งข้อความกับภาพซึ่งเต็มไปด้วยอักษรกำกับชิ้นส่วน ความผิดพลาดเล็กน้อย เช่น สลับตัวอักษร ย้ายปากท่อ หรือขาดเส้นเชื่อม อาจทำให้กลไกอ่านต่างไปทั้งระบบ สำเนาที่รอดจึงไม่เหมือนกันทุกจุด บางเล่มเก็บข้อความได้ดีแต่ภาพพร่า บางเล่มมีภาพชัดแต่ขาดวรรคสำคัญ ประวัติของตะเกียงสี่แบบจึงเป็นประวัติการอ่านและซ่อมความหมายควบคู่กับประวัติการประดิษฐ์
ฉบับภาษาอาหรับ ค.ศ. 1981 ซึ่งใช้เป็นฐานกำหนดหมายเลขและหน้าของเครื่องแต่ละแบบ เกิดจากการเปรียบเทียบสำเนาและจัดภาพใหม่ให้สอดคล้องกับข้อความ บรรณาธิการระบุจุดซึ่งสำเนาแตกต่างและเสนอการวางชิ้นส่วนในบางภาพ การกำหนดเครื่อง 95–98 จึงเป็นระบบของฉบับพิมพ์สมัยใหม่ที่ช่วยให้ค้นอ้างได้สะดวก ไม่ใช่เลขที่ประทับบนตะเกียงโบราณ ส่วนงานแปลภาษาอังกฤษของโดนัลด์ อาร์. ฮิลล์ช่วยขยายวงการศึกษาด้วยคำอธิบายกลไกและศัพท์ช่างสำหรับผู้อ่านนอกภาษาอาหรับ
การสร้างแบบจำลองสมัยใหม่เริ่มจากต้นฉบับเหล่านี้ แต่ต้องเติมข้อมูลที่ข้อความไม่ได้ระบุ เช่น ความหนาโลหะ ชนิดเชือก ขนาดช่องอากาศ และความหนืดของน้ำมัน แบบจำลองแต่ละชิ้นจึงสะท้อนทั้งหลักฐานเก่ากับการตัดสินใจของช่างปัจจุบัน ความต่างระหว่างแบบไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเล่มหนึ่งอ่านผิดเสมอไป บางครั้งมันเผยทางเลือกหลายแบบที่ทำให้หลักการเดียวกันทำงานได้ และช่วยให้เห็นว่าต้นฉบับเก็บ “ตรรกะของเครื่อง” ไว้มั่นคงกว่ารายละเอียดทุกมิลลิเมตร
มรดกของเครื่องกลแห่งแบกแดด
ตะเกียงของพี่น้องบนู มูซาทำให้ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์อิสลามก้าวออกจากภาพห้องแปลและหอดูดาวไปสู่โรงช่าง ความรู้ทางคณิตศาสตร์พบกับปัญหาของไส้ น้ำมัน ท่อ และลม เครื่องทั้งสี่แสดงการคิดแบบแยกหน้าที่ แล้วนำหน้าที่กลับมารวมเป็นระบบใหญ่ โดยเฉพาะสิรอญุลลอฮ์ซึ่งผสานการเติมเชื้อเพลิงกับการเลื่อนไส้ และยังเชื่อมการให้แสงเข้ากับการนับเวลา
หลายศตวรรษต่อมา อัลญะซะรีย์และนักออกแบบเครื่องน้ำในภูมิภาคเดียวกันใช้ลูกลอย วาล์ว รอก และการแสดงผลในรูปแบบซับซ้อนยิ่งขึ้น ความคล้ายเหล่านี้เผยภาษาช่างที่หมุนเวียนในโลกอิสลาม ทั้งผ่านหนังสือ การเดินทางของช่าง และวัฒนธรรมราชสำนัก กิตาบุลหิยัลมีความสำคัญเพราะเก็บภาษานั้นไว้เป็นชุดใหญ่ ทำให้เห็นว่าเครื่องกลไม่ได้เป็นเพียงของเล่น หากเป็นสนามทดลองเรื่องของไหล สมดุล เวลา และการควบคุม
เมื่ออ่านตะเกียงหมายเลข 95–98 ต่อเนื่องกัน หนังสือดูคล้ายบทเรียนออกแบบสั้นๆ แบบแรกแก้ระดับน้ำมัน แบบที่สองแก้ความยาวไส้ แบบที่สามรวมคำตอบ และแบบที่สี่ปรับเครื่องให้รับสภาพลมภายนอก ลำดับนี้ทำให้ความชาญฉลาดของพี่น้องบนู มูซาปรากฏโดยไม่ต้องอาศัยคำกล่าวว่าเป็นสิ่งแรกของโลก มรดกของพวกเขาอยู่ในความสามารถที่จะมองพฤติกรรมธรรมดาอย่างการไหล การลอย และการหมุน แล้วจัดมันเป็นเครื่องที่ทำงานอย่างมีเหตุผลและงดงาม
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
พี่น้องบนู มูซาเข้าสู่เครือข่ายวิชาการแบกแดด
งานคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแปล และช่างเครื่องพบกันในสังคมราชสำนักอับบาซียะฮ์
เรียบเรียงกิตาบุลหิยัล
หนังสือรวบรวมเครื่องกลราวหนึ่งร้อยแบบ รวมกลุ่มตะเกียงซึ่งจัดการน้ำมัน ไส้ และลม
ข้อความและภาพเดินทางผ่านการคัดลอก
สำเนาหลายสายรักษาตรรกะของเครื่องไว้ พร้อมความต่างของถ้อยคำและภาพประกอบ
โดนัลด์ อาร์. ฮิลล์เผยแพร่งานแปลภาษาอังกฤษ
The Book of Ingenious Devices นำข้อความกับคำอธิบายกลไกเข้าสู่วงการประวัติศาสตร์วิศวกรรมสากล
จัดพิมพ์ฉบับตรวจชำระภาษาอาหรับ
ฉบับพิมพ์กำหนดตะเกียงเป็นเครื่องหมายเลข 95–98 และจัดภาพประกอบจากสำเนาต้นฉบับ
การสร้างแบบจำลองและการศึกษาดิจิทัล
นักประวัติศาสตร์กับช่างทดลองถอดตรรกะของท่อ ลูกลอย เฟือง และเกราะบังลมจากข้อความที่สืบทอดมา