← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
ลานของมัสยิดอัลกอรอวียีนในฟาซ

10 · MOROCCO · MOSQUE & LEARNING · คริสต์ศตวรรษที่ 9

อัลกอรอวียีน

อัลกอรอวียีนเติบโตจากมัสยิดประจำชุมชนบนฝั่งชาวกอยรอวานของนครฟาซ มาเป็นศูนย์กลางการละหมาด การสอน และอำนาจทางศาสนาของโมร็อกโก เรื่องกำเนิดของสถานที่มีหลักฐานสองสายที่ต้องวางไว้คู่กัน ประเพณีของฟาซยกย่องฟาฏิมะฮ์ อัลฟิฮ์รียะฮ์ว่าอุทิศทรัพย์สร้างมัสยิดเมื่อ ฮ.ศ. 245 / ค.ศ. 859 ขณะที่จารึกไม้ซีดาร์ซึ่งพบในอาคารระบุชื่อดาวูด อิบนุ อิดรีสและเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์ ฮ.ศ. 263 / ค.ศ. 877 จากแกนแรกเริ่มนี้ อัลกอรอวียีนผ่านการขยายในสมัยอุมัยยะฮ์แห่งกุรฏุบะฮ์ อัลมุรอบิฏูน อัลมุวะห์หิดูน มะรีนียะฮ์ และราชวงศ์อะละวียะฮ์ จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมซ้อนชั้นที่ผูกตลาด งานช่าง วะกัฟ ห้องสมุด และวงเรียนฮะลาเกาะฮ์เข้ากับชีวิตของเมืองเก่าฟาซ

01

สองฝั่งน้ำกับการกำเนิดนครฟาซ

ฟาซก่อตัวในสมัยอิดรีสียะฮ์ระหว่าง ค.ศ. 789–808 เมืองแรกประกอบด้วยชุมชนป้อมสองฝั่งวาดีฟาซ ฝั่งหนึ่งรับผู้คนจากอันดะลุส อีกฝั่งรับครอบครัวจากกอยรอวานในอิฟริกียะฮ์ ผู้ย้ายถิ่นนำภาษา ความทรงจำทางศาสนา ทักษะการค้า และเครือข่ายเครือญาติเข้ามาด้วย ชื่ออัลกอรอวียีนจึงผูกกับชุมชนชาวกอยรอวานก่อนจะกลายเป็นชื่อมัสยิดและสถาบันซึ่งผู้คนทั่วมัฆริบรู้จัก

พื้นที่ฝั่งกอยรอวานไม่ได้แยกศาสนาออกจากเศรษฐกิจ มัสยิดตั้งอยู่ท่ามกลางตรอก ตลาด โรงช่าง และบ้านเรือน ผู้มาละหมาดเดินผ่านคนขายเครื่องเทศ ช่างทองแดง คนฟอกหนัง และพ่อค้าที่รับสินค้าจากเส้นทางทะเลทราย การรวมตัวประจำวันทำให้มัสยิดเป็นที่ประกาศข่าว พบปะคู่ค้า ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และฟังคำสอน จังหวะชีวิตของอัลกอรอวียีนจึงเกิดจากเมืองพอๆ กับพิธีกรรมภายในอาคาร

เมื่ออัลมุรอบิฏูนรวมชุมชนสองฝั่งไว้ภายในกำแพงเดียวในคริสต์ศตวรรษที่ 11 ฟาซเริ่มทำงานเป็นมหานครขนาดใหญ่ขึ้น ถนนและตลาดเชื่อมย่านเดิมเข้าหากัน แต่อัตลักษณ์ของสองฝั่งยังคงอยู่ในชื่อมัสยิด ประตู และชุมชน ยูเนสโกบันทึกว่าผังเมืองเก่ารักษาร่องรอยของการก่อตัวนี้ไว้ พร้อมมรดกจากอันดะลุส ตะวันออก และแอฟริกาซึ่งค่อยๆ หลอมรวมเป็นวัฒนธรรมเมืองโมร็อกโก

02

ฟาฏิมะฮ์ อัลฟิฮ์รียะฮ์กับจารึก ฮ.ศ. 263

พงศาวดารฟาซที่เรียบเรียงในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 14 เล่าว่า ฟาฏิมะฮ์ อัลฟิฮ์รียะฮ์ บุตรสาวของครอบครัวพ่อค้าจากกอยรอวาน ใช้มรดกของตนสร้างมัสยิดเมื่อ ฮ.ศ. 245 / ค.ศ. 859 ประเพณีต่อมาขยายภาพของเธอเป็นสตรีผู้ศรัทธาซึ่งถือศีลอดระหว่างการก่อสร้างและอุทิศทรัพย์เพื่อชุมชน เรื่องนี้ฝังอยู่ในความทรงจำสาธารณะของโมร็อกโก และมหาวิทยาลัยอัลกอรอวียีนปัจจุบันยังใช้ชื่อของเธอกับสถาบันการศึกษาบางแห่ง

หลักฐานอีกสายปรากฏระหว่างการบูรณะคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อพบแผ่นไม้ซีดาร์เขียนอักษรกูฟีย์ใกล้ตำแหน่งซึ่งเชื่อว่าเป็นมิห์รอบยุคแรก จารึกระบุว่าดาวูด อิบนุ อิดรีสสร้าง “มัสยิดนี้” ในเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์ ฮ.ศ. 263 / กรกฎาคม–สิงหาคม ค.ศ. 877 นักวิชาการบางคนเห็นว่าจารึกอาจถูกย้ายมาจากอาคารอื่นในภายหลัง ขณะที่อีกฝ่ายเสนอว่าจารึกเป็นหลักฐานกำเนิดของอัลกอรอวียีนเองและถูกปิดทับเมื่ออาคารเปลี่ยนแปลง

สองสายนี้บอกเรื่องคนละแบบ ประเพณีฟาฏิมะฮ์รักษาความทรงจำเรื่องการอุทิศทรัพย์ของครอบครัวผู้อพยพ ส่วนจารึกบันทึกการอุปถัมภ์ในโลกการเมืองอิดรีสียะฮ์ ทั้งคู่ไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงว่ามัสยิดปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่ที่อาคารคริสต์ศตวรรษที่ 9 พื้นที่ละหมาด หออะซาน มิห์รอบ ประตู ลาน และห้องประกอบเกิดจากการก่อสร้างหลายระยะ การเล่าอัลกอรอวียีนจึงต้องเริ่มจากแกนเล็กในชุมชน แล้วติดตามการเปลี่ยนมันเป็นศูนย์กลางของนคร

03

หออะซานท่ามกลางการแข่งขันของสองเคาะลีฟะฮ์

คริสต์ศตวรรษที่ 10 มัฆริบตะวันตกเป็นพื้นที่แข่งขันระหว่างฟาฏิมียะฮ์ในอิฟริกียะฮ์กับอุมัยยะฮ์แห่งกุรฏุบะฮ์ ผู้ปกครองท้องถิ่นเปลี่ยนพันธมิตรตามกำลังทหารและเส้นทางการค้า ฟาซจึงมีความสำคัญเกินกว่าจะเป็นเมืองปลายแดน การกล่าวชื่อเคาะลีฟะฮ์ในคุฏบะฮ์วันศุกร์และการอุปถัมภ์มัสยิดทำให้สถาปัตยกรรมกลายเป็นภาษาของความจงรักภักดีทางการเมือง

ใน ฮ.ศ. 344 / ค.ศ. 956 การขยายครั้งสำคัญเกิดขึ้นด้วยทรัพยากรจากอับดุรเราะห์มานที่ 3 แห่งกุรฏุบะฮ์ พื้นที่มัสยิดเพิ่มขึ้นและหออะซานทรงสี่เหลี่ยมซึ่งยังเป็นแกนของอาคารถูกสร้างขึ้น รูปทรงกระชับ ผนังก่อหนา และการวางหอไว้กับแนวอาคารสะท้อนภาษาสถาปัตยกรรมของมัฆริบกับอันดะลุส หออะซานไม่ได้เป็นเพียงจุดเรียกละหมาด แต่ประกาศว่าฟาซอยู่ในเครือข่ายอำนาจซึ่งข้ามช่องแคบไปถึงคาบสมุทรไอบีเรีย

การขยายทำให้อัลกอรอวียีนรองรับประชากรเมืองที่มากขึ้น แนวเสาและหลังคาเปิดพื้นที่ให้ละหมาดเป็นแถว ขณะเดียวกันลานกลางแจ้งช่วยระบายอากาศ รับแสง และรองรับการสัญจร ผู้คนเข้าออกจากประตูที่เชื่อมกับตลาดหลายด้าน ความหนาแน่นของอาคารรอบข้างบังคับให้มัสยิดเติบโตด้วยการซื้อและรวมที่ดินทีละส่วน รูปร่างของมันจึงเป็นผลจากทั้งพระราชอุปถัมภ์และการต่อรองกับเนื้อเมืองจริง

04

การขยายอัลมุรอบิฏูนและศิลปะที่ถูกปิดทับ

เมื่ออัลมุรอบิฏูนปกครองฟาซในคริสต์ศตวรรษที่ 11–12 เมืองอยู่ในรัฐเดียวกับมะรอกิชและอันดะลุส สุลต่านอะลี อิบนุ ยูซุฟสั่งขยายอัลกอรอวียีนราว ฮ.ศ. 528 / ค.ศ. 1134 และงานดำเนินถึง ฮ.ศ. 538 / ค.ศ. 1143 แนวกิบละฮ์ถูกเลื่อนออกไป พื้นที่ละหมาดเพิ่มเป็นสิบแนว และสัดส่วนภายในถูกจัดใหม่เพื่อรองรับชุมชนกับพิธีวันศุกร์ที่ใหญ่ขึ้น

ช่างจากโลกมัฆริบและอันดะลุสสร้างมิห์รอบใหม่ โดมมุก็อรนัส งานปูนแกะ ลายพืช และอักษรประดับเหนือแกนกลาง ผิวสถาปัตยกรรมไม่ได้ครอบทุกส่วนเท่ากัน แต่เน้นเส้นทางจากลานสู่มิห์รอบให้มีจังหวะชัดเจน มิมบัรซึ่งติดตั้งราว ค.ศ. 1144 ใช้ไม้แกะและงานประดับฝังละเอียด เป็นเครื่องเรือนพิธีกรรมที่เคลื่อนออกจากช่องเก็บเมื่ออิหม่ามขึ้นกล่าวคุฏบะฮ์

หลังอัลมุวะห์หิดูนยึดฟาซใน ฮ.ศ. 540 / ค.ศ. 1145–1146 งานประดับบางส่วนของอัลมุรอบิฏูนถูกฉาบปิด ความเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์กับรสนิยมและโครงการศาสนาของรัฐใหม่ หลายศตวรรษต่อมา เมื่อชั้นปูนถูกเปิดออก ลายแกะสลักยุคอัลมุรอบิฏูนจึงกลับมาปรากฏอีกครั้ง ภายในมัสยิดจึงเก็บทั้งความทะเยอทะยานของผู้สร้างและร่องรอยของผู้ปกครองซึ่งเลือกซ่อนสิ่งที่มาก่อน

05

วงเรียนฮะลาเกาะฮ์และเครือข่ายอิญาซะฮ์

การสอนที่อัลกอรอวียีนเติบโตภายในมัสยิด ผู้สอนนั่งข้างเสาหรือในมุมประจำ ขณะที่ศิษย์ล้อมเป็นวงเรียนฮะลาเกาะฮ์เพื่ออ่าน ฟัง ถาม และคัดตำรา ผู้เรียนเลือกครูตามสาขาและชื่อเสียง ไม่ได้เดินตามแผนคณะกับหน่วยกิตแบบมหาวิทยาลัยสมัยใหม่ เมื่อครูเห็นว่าศิษย์อ่านและอธิบายตำราได้ จึงมอบอิญาซะฮ์ให้ถ่ายทอดหนังสือหรือวิชานั้นต่อ

นิติศาสตร์มัสฮับมาลิกีย์ อัลกุรอาน หะดีษ หลักภาษาอาหรับ และตรรกศาสตร์เป็นแกนสำคัญ วิชาอื่นปรากฏตามยุคและความเชี่ยวชาญของครู ความต่อเนื่องไม่ได้มาจากหลักสูตรส่วนกลางเพียงอย่างเดียว แต่มาจากวะกัฟ รายได้ตลาด ห้องเช่า และทรัพย์อุทิศซึ่งจ่ายค่าตะเกียง น้ำ หนังสือ ผู้ดูแล และบางครั้งรวมถึงค่าครองชีพของครูกับศิษย์ ระบบนี้ทำให้ความรู้พึ่งพาเศรษฐกิจเมืองอย่างใกล้ชิด

ผู้เรียนเดินทางมาจากเมืองต่างๆ ของโมร็อกโก อันดะลุส แอลจีเรีย ตูนิเซีย แอฟริกาตะวันตก และดินแดนไกลออกไป เมื่อกลับบ้าน พวกเขานำตำรา สายอิญาซะฮ์ วิธีวินิจฉัยปัญหานิติศาสตร์ และความสัมพันธ์กับอุละมาอ์ฟาซกลับไปด้วย อัลกอรอวียีนจึงมีอิทธิพลผ่านการเคลื่อนที่ของคนมากกว่าการสร้างสาขาแบบสถาบันสมัยใหม่ ความเป็นศูนย์กลางของมันเกิดจากครู เมือง และเครือข่ายศิษย์ซึ่งเชื่อมหลายภูมิภาคเข้าด้วยกัน

06

มะรีนียะฮ์ ห้องบอกเวลา และหอหนังสือ

คริสต์ศตวรรษที่ 13–14 เป็นยุครุ่งเรืองของฟาซภายใต้มะรีนียะฮ์ ราชวงศ์สร้างฟาซอัลญะดีดเมื่อ ค.ศ. 1276 เป็นเมืองราชสำนักทางตะวันตก แต่ยังทุ่มทรัพยากรให้ศูนย์ศาสนาในฟาซอัลบาลี อัลกอรอวียีนได้รับการซ่อมหออะซานใน ฮ.ศ. 685 / ค.ศ. 1286 และมีการเพิ่มดารุลมุวักกิต ห้องของผู้กำหนดเวลาละหมาดซึ่งใช้อุปกรณ์ดาราศาสตร์กับนาฬิกาน้ำ

หน้าที่ของมุวักกิตเชื่อมการสังเกตฟ้ากับจังหวะเมือง เวลาละหมาดเปลี่ยนตามดวงอาทิตย์และฤดูกาล ผู้กำหนดเวลาต้องใช้ตาราง เครื่องมือ และการคำนวณ ก่อนส่งสัญญาณให้อิหม่ามกับมุอัซซิน เทคโนโลยีในห้องเล็กใกล้หออะซานจึงกำกับเสียงซึ่งคนทั้งตลาดได้ยิน อัลกอรอวียีนเป็นสถานที่ที่ดาราศาสตร์เชิงปฏิบัติรับใช้พิธีกรรมโดยตรง

สุลต่านอบูอินาน ฟาริสก่อตั้งหอหนังสืออย่างเป็นทางการใน ฮ.ศ. 750 / ค.ศ. 1349 และมอบหนังสือให้ใช้ในการศึกษา ต้นฉบับเดินทางเข้ามาผ่านการคัด ซื้อ อุทิศ และแลกเปลี่ยน หอหนังสือทำให้ครูกับศิษย์เข้าถึงตำราที่เกินกำลังทรัพย์ส่วนตัว ขณะเดียวกันมะรีนียะฮ์สร้างมัดรอซะฮ์หลายแห่งรอบมัสยิด เช่น อัลอัฏฏอรีนและบูอินานียะฮ์ เพื่อจัดที่พัก ห้องเรียน และการอุปถัมภ์ให้เครือข่ายซึ่งมีอัลกอรอวียีนเป็นแกน

07

มัสยิดกลางตลาดและชีวิตของผู้คน

อัลกอรอวียีนตั้งอยู่ในส่วนที่หนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของฟาซอัลบาลี ประตูหลายด้านเปิดสู่ตรอกซึ่งแยกสินค้าและงานช่างเป็นย่าน ตลาดเครื่องหอมอยู่ใกล้อัลอัฏฏอรีน จัตุรัสช่างทองแดงอยู่ทางอัศศ็อฟฟารีน และฟุนดุกทำหน้าที่เป็นทั้งที่พักพ่อค้ากับคลังสินค้า เสียงค้อน กลิ่นเครื่องเทศ หนังสัตว์ และหมึกคัดตำราจึงอยู่ในโลกประจำวันเดียวกับเสียงอ่านอัลกุรอาน

น้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของมัสยิดและเมือง รางน้ำกับเครือข่ายวาดีส่งน้ำสู่ที่ชำระล้าง สะบีล น้ำพุ และบ้านเรือน ผู้ดูแลต้องรักษาความสะอาดของลานกลางแจ้ง พื้นที่ละหมาด และทางเข้า ขณะที่พ่อค้าและช่างฝีมือรอบมัสยิดสนับสนุนวะกัฟหรือรับงานซ่อม ประตูไม้ แผ่นกระเบื้องเซลลิจ โคมโลหะ ปูนแกะ และหลังคากระเบื้องล้วนต้องอาศัยแรงงานของคนซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง

วันศุกร์ทำให้ผู้คนจากหลายย่านไหลเข้าสู่ศูนย์กลาง คุฏบะฮ์เชื่อมศาสนากับอำนาจของผู้ปกครอง ข่าวสำคัญอาจแพร่ผ่านลานและตลาดหลังละหมาด ส่วนวันธรรมดา พื้นที่เดียวกันกลับเป็นห้องเรียน ทางผ่าน และจุดนัดพบ ความยืดหยุ่นนี้ทำให้อัลกอรอวียีนไม่ใช่อนุสาวรีย์โดดเดี่ยว แต่เป็นกลไกของเมืองซึ่งทำงานผ่านผู้ละหมาด ครู ศิษย์ พ่อค้า ช่าง และผู้ดูแลพร้อมกัน

08

จากรัฐสุลต่านสู่โมร็อกโกสมัยใหม่

หลังยุคมะรีนียะฮ์ อัลกอรอวียีนยังรับการอุปถัมภ์จากวัฏฏอสียะฮ์ สะอ์ดียะฮ์ และอะละวียะฮ์ ผู้ปกครองแต่ละยุคซ่อมหลังคา ประตู ลาน ระบบน้ำ และเครื่องเรือนตามความจำเป็น ราชวงศ์อะละวียะฮ์ให้ความสำคัญกับมัสยิดเป็นพิเศษ เพราะฟาซเป็นทั้งเมืองราชสำนัก แหล่งอุละมาอ์ และฐานความชอบธรรมทางศาสนา ร่องรอยยุคหลังจึงอยู่ร่วมกับแกนอัลมุรอบิฏูนและหออะซานคริสต์ศตวรรษที่ 10

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อุละมาอ์อัลกอรอวียีนมีบทบาททั้งการสอน การออกคำวินิจฉัย และการเจรจากับอำนาจรัฐ เมื่อโมร็อกโกเข้าสู่รัฐอารักขาฝรั่งเศสและสเปนใน ค.ศ. 1912 เมืองหลวงการเมืองย้ายสู่รอบาฏ แต่ฟาซยังรักษาสถานะศูนย์กลางวัฒนธรรมกับศาสนา นักเรียนและครูต้องเผชิญโลกของโรงเรียนแบบใหม่ การบริหารอาณานิคม และขบวนการปฏิรูปซึ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ดั้งเดิมกับรัฐ

การเปลี่ยนสู่สถาบันสมัยใหม่เกิดเป็นขั้น ไม่ใช่การคงรูปมหาวิทยาลัยแบบเดียวมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 อัลกอรอวียีนในอดีตเป็นมัสยิด ศูนย์วงเรียนฮะลาเกาะฮ์ หอหนังสือ และเครือข่ายอิญาซะฮ์ ส่วนมหาวิทยาลัยของรัฐมีโครงสร้างกฎหมาย หลักสูตร การสอบ และหน่วยงานบริหารซึ่งก่อตัวภายหลัง การแยกสองระบบนี้ออกจากกันทำให้เห็นความต่อเนื่องโดยไม่ลบความเปลี่ยนแปลง

09

มรดกที่ยังทำงานอยู่ในเมืองเก่า

หลังเอกราช มหาวิทยาลัยอัลกอรอวียีนเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐใน ค.ศ. 1963 ขณะที่มัสยิดยังเป็นสถานที่ละหมาดและการสอนแบบดั้งเดิม พระราชดำริใน ค.ศ. 1988 ฟื้นการศึกษาภายในมัสยิดเป็นลำดับชั้น และกฎหมายการศึกษาดั้งเดิมหมายเลข 13.01 จัดกรอบให้ชัดขึ้น การปรับโครงสร้างตามพระราชกฤษฎีกาใน ค.ศ. 2015 เชื่อมอัลกอรอวียีนกับสถาบันด้านอัลกุรอาน หะดีษ ประวัติศาสตร์ และการฝึกบุคลากรศาสนาในระบบร่วมสมัย

อาคารยังต้องรับแรงกดดันจากความชื้น ความหนาแน่น การท่องเที่ยว และการใช้งานต่อเนื่อง งานอนุรักษ์จึงครอบคลุมหลังคาไม้ ปูนประดับ เซลลิจ ระบบน้ำ และต้นฉบับในหอหนังสือ เมดินาฟาซได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใน ค.ศ. 1981 ไม่ใช่เพราะอนุสาวรีย์ชิ้นเดียว แต่เพราะผังเมือง ทักษะช่าง และวิถีชีวิตยังเชื่อมกัน อัลกอรอวียีนเป็นศูนย์กลางของคุณค่านี้อย่างชัดเจน

ความสำคัญของอัลกอรอวียีนอยู่ในความสามารถที่จะเปลี่ยนหน้าที่โดยไม่สูญเสียแกนของชุมชน จากมัสยิดย่านผู้อพยพสู่มัสยิดญามิอ์ของมหานคร จากวงเรียนข้างเสาสู่ระบบมหาวิทยาลัยของรัฐ และจากหอหนังสือวะกัฟสู่การอนุรักษ์กับการค้นคว้าสมัยใหม่ ทุกชั้นยังปรากฏในตรอก ประตู เสียงละหมาด และกิจวัตรของฟาซ ทำให้สถานที่นี้เป็นประวัติศาสตร์ที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่ภายใน

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. นครฟาซก่อตัวเป็นสองชุมชนป้อม

    ชุมชนฝั่งอันดะลุสและฝั่งชาวกอยรอวานตั้งอยู่คนละฝั่งวาดีฟาซ

  2. ปีแห่งประเพณีฟาฏิมะฮ์ อัลฟิฮ์รียะฮ์

    พงศาวดารฟาซรุ่นหลังระบุว่าเธออุทิศมรดกสร้างมัสยิดประจำชุมชน

  3. จารึกไม้ซีดาร์ระบุดาวูด อิบนุ อิดรีส

    จารึกอักษรกูฟีย์บันทึกการสร้าง “มัสยิดนี้” ในเดือนซุลเกาะอ์ดะฮ์

  4. ขยายมัสยิดและสร้างหออะซาน

    การอุปถัมภ์จากอุมัยยะฮ์แห่งกุรฏุบะฮ์ผูกฟาซเข้ากับการแข่งขันทางการเมืองระดับมัฆริบ

  5. การขยายใหญ่สมัยอัลมุรอบิฏูน

    พื้นที่ละหมาด มิห์รอบ โดม และงานประดับได้รับรูปแบบซึ่งยังเป็นแกนสำคัญของอาคาร

  6. สุลต่านอบูอินานก่อตั้งหอหนังสือ

    ต้นฉบับวะกัฟและมัดรอซะฮ์รอบมัสยิดทำให้อัลกอรอวียีนเป็นศูนย์กลางเครือข่ายการเรียน

  7. จากระบบวงเรียนสู่สถาบันของรัฐ

    มหาวิทยาลัยสมัยใหม่ การฟื้นการเรียนในมัสยิดเมื่อ ค.ศ. 1988 และการปรับโครงสร้าง ค.ศ. 2015 อยู่ร่วมกับพื้นที่ศาสนกิจเดิม

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ