ขอบเขตและการซ้อนทับของหลักการ ‘เฎาะรูเราะฮ์’ และ ‘ฮาญะฮ์’ ในนิติศาสตร์อิสลาม
เฎาะรูเราะฮ์ คือความจำเป็นขั้นวิกฤต หรือภาวะคับขันสูงสุด คำนี้เรามักคุ้นเคยกันดี ส่วน ฮาญะฮ์ คือความจำเป็นระดับรอง หรือความต้องการทั่วไป ซึ่งมักไม่ค่อยถูกพูดถึงในรายละเอียดนัก
การนำหลักการเรื่อง “ความจำเป็นระดับรอง” (ฮาญะฮ์) มาปรับใช้ในการวินิจฉัยข้อชี้ขาดทางศาสนา ได้กลายเป็นประเด็นที่มีความคลุมเครือซับซ้อน ซึ่งน้อยคนนักจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาทางนิติศาสตร์อิสลามร่วมสมัยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สภาวิชาการศาสนามีมติชี้ขาดไปแล้ว หรือเรื่องที่ยังคงค้างอยู่ในการพิจารณา ล้วนมีรากฐานมาจากปมปัญหาเดียวกัน นั่นคือ “การประเมินระดับของความจำเป็น” และ “การกำหนดข้อชี้ขาดที่สืบเนื่องจากความจำเป็นนั้น” กล่าวคือ เราควรยกระดับ “ความจำเป็นระดับรอง” (ฮาญะฮ์) ให้มีสถานะเทียบเท่ากับ “ความจำเป็นระดับคับขัน” (เฎาะรูเราะฮ์) เพื่อให้มีผลทางกฎหมายเสมอกันหรือไม่?
ปัญหานี้ครอบคลุมไปถึงประเด็นสำคัญต่างๆ มากมาย อาทิเช่น:
- ประเด็นทางการแพทย์: เช่น การรักษาภาวะมีบุตรยากด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่, ขอบเขตและข้อยกเว้นในการทำแท้งเพื่อปกป้องมารดา
- ประเด็นทางเศรษฐกิจและธุรกรรม: เช่น รูปแบบสัญญาอุบัติใหม่ประเภทการเช่าซื้อ (การเช่าที่สิ้นสุดด้วยการถือกรรมสิทธิ์), การประกันภัยประเภทต่างๆ, กฎเกณฑ์ร่วมสมัยว่าด้วยบริษัทและหุ้น, สัญญาการจัดหาสินค้า, ตลอดจนเงื่อนไขการปรับเพื่อกระตุ้นให้คู่สัญญาปฏิบัติตามข้อตกลง
นัยนี้ย่อมหมายความว่า การนิยามความสัมพันธ์ระหว่าง “ฮาญะฮ์” กับ “เฎาะรูเราะฮ์” ให้ชัดเจน ได้กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขปมปัญหาอันยุ่งยากซับซ้อนของธุรกรรมอิสลามในโลกยุคใหม่นั่นเอง
นิยามของ “เฎาะรูเราะฮ์” ในเชิงภาษาศาสตร์และเชิงวิชาการ
คำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” ในทางวิชาการนั้น มีขอบข่ายความหมายอยู่ 3 นัยสำคัญด้วยกัน คือ:
- ความหมายเฉพาะทางนิติศาสตร์ หมายถึงภาวะวิกฤตเฉพาะหน้า ที่ส่งผลให้สิ่งที่ต้องห้ามกลายเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้เพื่อรักษาชีวิต
- ความหมายกว้างๆ ตามการใช้งานทั่วไป ซึ่งครอบคลุมรวมไปถึงความจำเป็นระดับรองด้วย
- ความหมายทางรากฐานนิติศาสตร์ (อุศูล) ซึ่งเป็นนิยามโครงสร้างสากลในแวดวงทฤษฎีกฎหมายอิสลาม
เมื่อพิจารณา ความหมายในเชิงภาษาศาสตร์ ท่านอัลฟัยรูซาบาดีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 817 / ค.ศ. 1415) ได้อธิบายคำนี้ไว้ใน อัลกอมูส อัลมุฮีฏ ว่า: “การตกอยู่ในภาวะจำยอม” (อัฎฎิร็อร) หมายถึง การมีความต้องการอย่างแรงกล้าในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และคำกริยาที่ว่า “ถูกบีบบังคับ” หมายถึง มีเหตุปัจจัยบางอย่างที่ผลักดันและบีบคั้นให้เขาจำต้องกระทำเช่นนั้น ส่วนคำนามของมันคือ “ดัรเราะฮ์” (ความคับแค้น) ดังที่ปรากฏในบทกวีของดุรัยด์ที่กล่าวถึง “ความคับแค้นของกลุ่มชน” ในบริบทของการศึกสงคราม
นอกจากนี้ มีรายงานจากท่านอาลีย์ บิน อบี ฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ระบุว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ได้ห้าม “การซื้อขายของผู้ที่ตกอยู่ในภาวะจำยอม” ซึ่งท่านอิบนุลอะษีร (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 606 / ค.ศ. 1210) ได้ให้คำอธิบายว่า การซื้อขายในภาวะจำยอมเช่นนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ:
ลักษณะที่ 1: การถูกบังคับขู่เข็ญด้วยอิทธิพลหรือกำลังให้ต้องทำสัญญา กรณีนี้ในทางนิติศาสตร์ถือว่าสัญญาซื้อขายนั้นเป็นโมฆะและใช้ไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ลักษณะที่ 2: การถูกบีบบังคับด้วยภาระหนี้สินหรือค่าใช้จ่ายที่รุมเร้า ทำให้เจ้าตัวต้องจำใจนำทรัพย์สินออกขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงเพราะความจำเป็นทางการเงิน กรณีนี้ในทางกฎหมายถือว่าสัญญาซื้อขายมีผลสมบูรณ์ ไม่ถูกสั่งยกเลิก แต่ในทาง “จริยธรรม” ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ (มักรูฮ์) โดยคู่ค้าที่ดีไม่ควรฉวยโอกาสกดราคา แต่ควรให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของการให้หยิบยืมเงินจนกว่าเขาจะคล่องตัว หรือรับซื้อสินค้าชิ้นนั้นในราคาที่เป็นธรรม
ส่วนดำรัสของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ในอัลกุรอานที่ว่า:
فَمَنِ اضْطُرَّ غَيْرَ بَاغٍ وَلَا عَادٍ
มีความหมายมุ่งตรงไปที่ ผู้ที่ถูกบีบบังคับด้วยภัยธรรมชาติหรือสภาวะแวดล้อมให้ต้องบริโภคซากสัตว์หรือสิ่งต้องห้าม เนื่องจากความหิวโหยในระดับวิกฤตที่บีบคั้นต่อชีวิต
คำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” ในทางภาษาศาสตร์บางมิติจึงมีความหมายเชื่อมโยงกับคำว่า “ความต้องการ” (ฮาญะฮ์) ดังที่ท่านอัลลัยษ์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 175 / ค.ศ. 791) ได้อธิบายว่า: “เฎาะรูเราะฮ์เป็นคำนามที่แสดงถึงที่มาของการถูกบีบบังคับ เช่นเมื่อเราพูดว่า ‘ความจำเป็นบีบบังคับให้ฉันต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้’” ด้วยเหตุนี้ สำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน ชะรีอะฮ์จึงอนุญาตให้เขากินซากสัตว์ได้เพียงแค่พอประทังชีวิตให้รอดพ้นจากความตาย โดยเลือกบริโภคเพียงมื้อเดียว ไม่มื้อเช้าก็มื้อค่ำ แต่ไม่อนุญาตให้บริโภคจนอิ่มหนำทั้งสองมื้อรวมกัน
การยกข้อความทางภาษาศาสตร์มาพิจารณาโดยละเอียดนี้ เพื่อชี้ให้เห็นถึงนัยอันละเอียดอ่อนทางตัวอักษร ซึ่งสิ่งนี้เองคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักนิติศาสตร์มีความเห็นที่แตกต่างกันในการกำหนดขอบเขตคำว่า “ความจำเป็น” หรือ “ความคับขัน” ผู้อ่านควรสังเกตถ้อยคำต่างๆ ที่ปรากฏในนิยามข้างต้น เช่น การมีความต้องการ, การถูกบีบบังคับ, ความคับแคบ ซึ่งสิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดภาวะนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินที่รุมเร้า, ภาระค่าใช้จ่าย, การถูกขู่เข็ญ, ความหิวโหย หรืออุทกภัย ล้วนชี้ไปที่ “ความรุนแรงและความยากลำบาก” ซึ่งเป็นแก่นสำคัญที่บรรดานักนิติศาสตร์ใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาข้อชี้ขาด
การจำแนกประเภทของเฎาะรูเราะฮ์
ในทางวิชาการคำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามบริบทของการประยุกต์ใช้งาน คือ:
1. เฎาะรูเราะฮ์ในทางนิติศาสตร์ (ความหมายเฉพาะ)
ระดับสูงสุด (ความจำเป็นขั้นวิกฤต): คือสภาวะคับขันถึงขีดสุดที่มีผลทางกฎหมายให้อนุมัติให้กระทำสิ่งที่ต้องห้ามเพื่อรักษาชีวิตได้ (เช่น การบริโภคสิ่งฮะรอมยามวิกฤต)
ระดับรองลงมา (ฮาญะฮ์): ในทางวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า “ความต้องการระดับรอง” แต่นักวิชาการมักนำคำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” มาใช้เรียกสิ่งนี้ในความหมายที่กว้างขึ้นเพื่อความสะดวกในการสื่อสาร
2. เฎาะรูเราะฮ์เชิงรากฐาน (อุศูล)
หมายถึง ความจำเป็นที่เป็นภาพรวมระดับสากลของมนุษยชาติและระบบสังคม (เช่น การมีอยู่ของระบบสัญญาสากลเพื่อการดำรงชีพของมนุษย์)
ท่านอิหม่ามอัลฮะเราะมัยน์ อัลญุวัยนีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 478 / ค.ศ. 1085) ถือเป็นปราชญ์รุ่นแรกๆ ที่ได้ทำการจำแนกประเภทนี้ไว้อย่างเป็นระบบในตำราอันเป็นหลักหมายสำคัญอย่าง อัลบุรฺฮาน โดยท่านได้สรุปวิเคราะห์ไว้ว่า:
إن الضرورة على أقسام ، فقد لا تبيح الضرورة نوعاً يتناهى قبحه كما ذكرناه . وقد تبيح الضرورة الشيء ولكن لا تثبت حكماً كليّاً في الجنس ، بل يعتبر تحققها في كل شخص كأكل الميتة وطعام الغير (وهذه هي الضرورة التي تعني بالضرورة الفقهية بالمعنى الأخص) . والقسم الثالث ما يرتبط في أصله بالضرورة ولكن لا ينظر الشرع في الآحاد والأشخاص وهذا كالبيع وما في معناه
เจาะลึกนิยามของ “เฎาะรูเราะฮ์” แต่ละประเภท
1. เฎาะรูเราะฮ์ทางนิติศาสตร์ใน “ความหมายเฉพาะ”
นี่คือนิยามที่เคร่งครัดและตรงตัวที่สุด หมายถึง ภาวะวิกฤตเฉพาะหน้าที่หากไม่กระทำสิ่งที่ต้องห้ามจะนำไปสู่ความพินาศของชีวิต ท่านอิหม่ามอัสสุยูฏีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 911 / ค.ศ. 1505) ได้ให้นิยามกฎเกณฑ์นี้ไว้สั้นๆ ว่า:
فالضرورة بلوغه حدّاً إن لم يتناول الممنوع هلك أو قارب وهذا يبيح تناول الحرام
ท่านอัลเคาะฏีบ อัชชิรบีนีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 977 / ค.ศ. 1570) ได้อธิบายรายละเอียดเชิงพฤติการณ์ในคดีเอาไว้ว่า:
من خاف من عدم الأكل على نفسه موتاً أو مرضاً مخوفاً أو زيادته أو طول مدته أو انقطاعه عن رفقته أو خوف ضعف مشي أو ركوب ولم يجد حلالاً يأكله ووجد حراماً لزمه أكله
ท่านอัดดัรดีร (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 1201 / ค.ศ. 1786) ปราชญ์จากสำนักคิดมาลิกีย์ได้ระบุเป้าหมายไว้สอดคล้องกันว่า:
الضرورة هي حفظ النفوس من الهلاك أو شدة الضرر
เช่นเดียวกับท่านอิหม่ามอัลญัศศอศ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 370 / ค.ศ. 981) ปราชญ์สายหะนะฟีย์ที่ระบุว่า:
هي خوف الضرر أو الهلاك على النفس أو بعض الأعضاء بترك الأكل
2. เฎาะรูเราะฮ์ใน “ความหมายกว้าง” (ความต้องการระดับรอง - ฮาญะฮ์)
ในบริบทนี้ นักวิชาการเลือกใช้คำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” ในตัวบท แต่เนื้อแท้ในทางปฏิบัติหมายถึง “ฮาญะฮ์” หรือความต้องการทั่วไปที่ยังไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย ท่านคอลีล (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 776 / ค.ศ. 1374) ปราชญ์สายมาลิกีย์ได้ระบุเงื่อนไขสัญญาซื้อขายไว้ใน มุกตะศ็อร ว่า:
وصح قبله (أي بدو الصلاح) مع أصله أو ألحق به أو على شرط قطعه إن نفع واضطر أي احتيج كما في التوضيح عن اللخمي لا بلوغ الحد الذي ينتفي معه الاختيار
ท่านอิบนุ อะเราะฟะฮ์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 803 / ค.ศ. 1401) ได้ถ่ายทอดบทวิเคราะห์การมองข้ามความคลุมเครือเล็กน้อยในธุรกรรมเอาไว้ว่า:
زاد المازري كون متعلق اليسير غير مقصود وضرورة ارتكابه ، وقرره بقوله منه بيع الأجنة وجواز بيع الجبة المجهول قدر حشوها الممنوع بيعه وحده وجواز الكراء لشهر مع احتمال نقصه وتمامه وجواز دخول الحمام مع قدر ماء الناس ولبثهم فيه والشرب من الساقي إجماعاً ، في الجميع دليل على إلغاء ما هو يسير دعت الضرورة للغوه
ท่านอัรร็อมลีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 1004 / ค.ศ. 1596) ได้กล่าวถึงการบังคับควบคุมราคาสินค้าและเสบียงในยามวิกฤตสาธารณะไว้ว่า:
نعم الأولى بيعه ما زاد عليها ما فضل عن كفايته ومؤنة سنة ” ويجبر من عنده زائد على ذلك في زمن الضرورة . وعلم مما تقرر اختصاص تحريم الاحتكار بالأقوات
คำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” ในบริบทนี้ตามคำอธิบายของท่านอัชชับเราะมัลลิซีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 1087 / ค.ศ. 1676) หมายถึง ฮาญะฮ์ หรือความเดือดร้อนทั่วไปของสังคม เพราะหากเป็นภาวะคับขันถึงขีดสุดคอขาดบาดตายจริงๆ เจ้าของทรัพย์ย่อมไม่มีสิทธิ์กักเก็บเสบียงไว้ใช้ส่วนตัวล่วงหน้าถึงหนึ่งปี แต่จำเป็นต้องสละออกมาแจกจ่ายเพื่อช่วยชีวิตคนในสังคมทันที
3. ความหมายทาง “รากฐานนิติศาสตร์” (อุศูล) ของคำว่า “เฎาะรูเราะฮ์”
นี่คือนิยามในระดับมหภาคที่มองโครงสร้างความมั่นคงของสังคมมนุษย์ ท่านอิหม่ามอัลฮะเราะมัยน์ อัลญุวัยนีย์ได้อธิบายหลักการนี้ไว้ว่า:
وهو يعتبر البيع من الضروري ويلتحق به (الضروري) تصحيح البيع فإن الناس لو لم يتبادلوا ما بأيديهم لجرّ ذلك ضرورة ظاهرة فمستند البيع إذا آل إلى الضرورة الراجعة إلى النوع والجملة ثم قد تمهد في الشريعة أن الأصول إذا ثبتت قواعدها فلا نظر إلى طلب تحقيقها في آحاد النوع
ท่านอิหม่ามอัชชาฏิบีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 790 / ค.ศ. 1388) ได้อธิบายขยายความไว้ในตำรา อัลมุวาฟะกอต ว่ามันคือหนึ่งใน “สามหลักการสากล” (เฎาะรูรียาต - ฮาญิยาต - ตะห์ซีนียาต) ซึ่งเจตนารมณ์แห่งกฎหมายอิสลาม (มะกอศิดชะรีอะฮ์) จะย้อนกลับไปรักษา โดยท่านกล่าวว่า:
فأما الضرورية فمعناها أنها لا بد منها في قيام مصالح الدين والدنيا بحيث إذا فقدت لم تجر مصالح الدنيا على استقامة بل على فساد وتهارج وفوت حياة وفي الأخرى فوت النجاة والنعيم والرجوع بالخسران المبين
ท่านอิหม่ามอัลเฆาะซาลีย์และท่านอัชเชากานีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 1250 / ค.ศ. 1834) ได้ระบุเงื่อนไขร่วมกันว่า ผลประโยชน์ (มัศละฮะฮ์) ที่จะนำมาสกัดเป็นกฎหมายได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน 3 ประการ คือ ต้องเป็นเรื่องจำเป็น (เฎาะรูรีย์), เด็ดขาดแน่นอน (ก็อฏอีย์), และเป็นสากล (กุลลีย์) ดังที่ท่านอัลเฆาะซาลีย์ระบุไว้ว่า:
وإِن وقعت في موقع الضرورة جاز أن يؤدى إليها اجتهاد مجتهد بشرط أن تكون قطعية كلية
ซึ่งหมายถึงต้องพิทักษ์รักษา 5 รากฐานสากล (เบญจรักษา) คือการรักษาศาสนา, ชีวิต, เชื้อสาย, ทรัพย์สิน และสติปัญญา
กรณีศึกษาประวัติศาสตร์: ทำไมจึงถูกเรียกว่า “เฎาะรูเราะฮ์” (ความจำเป็น)?
สาเหตุหลักเป็นเพราะคุณค่าของมันมีความจำเป็นต่อการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของมนุษยชาติ หรือเป็นผลประโยชน์ที่รู้ได้โดยสามัญสำนึกทางกฎหมาย (รู้แน่ชัดโดยไม่ต้องสงสัย) ว่าผู้ตรากฎหมายศาสนาต้องการให้มี บางครั้ง “ความจำเป็นทั่วไป” ทำหน้าที่เป็นฐานในการอนุมัติข้อยกเว้นจากกฎเกณฑ์ทั่วไป ตัวอย่างเช่นประเด็นการแลกเปลี่ยนเงินตราในอดีต ท่านอบูลวะลีด อัลบาญีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 474 / ค.ศ. 1081) ได้บันทึกคดีความเอาไว้ว่า:
واختلف قول مالك في الرجل يأتي دار السكة فيدفع إليهم فضة وزناً ويأخذ منهم وزناً دراهم ويعطيهم أجرة العمل . فقال مرة : أرجو أن يكون خفيفاً . وذكره ابن المواز ورواه عيسى عن ابن القاسم ومنع ذلك عيسى بن دينار وحكاه ابن حبيب عن جماعة من أصحاب مالك ، وبه قال أبو حنيفة والشافعي .
ท่านอัลบาญีย์ได้อธิบายเหตุผลของฝ่ายที่ยอมรับข้อผ่อนปรนนี้เอาไว้ลึกซึ้งว่า:
وجه رواية الجواز على الكراهية ما احتج به من ضرورة الناس إلى الدراهم وتعذر الصرف إلاّ في ذلك الموضع مع حاجة الناس إلى الاستعجال وانحفاز المسافر للمرور مع أصحابه وخوفه على نفسه في الانفراد ويخاف إن غاب عنه ذهبه أن لا يعطاه ويمطل به والضرورة العامة تبيح المحظور . أما اليوم فقد صار الضرب بكل بلد واتسع الأمر فلا يجوز ووجه رواية المنع أنه لا يخلو أن يكون بيعاً أو إجارة ، فإن كان بيعاً ففيه التفاضل في الذهب ، وإن كان إجارة فهو إجارة وسلف وذلك غير جائز في الوجهين
สิ่งที่เข้าใจได้จากคำวิเคราะห์ของท่านอบูลวะลีด อัลบาญีย์ ก็คือ บทบัญญัติผ่อนปรนที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยสาเหตุของความจำเป็นทั่วไป (ฮาญะฮ์ อามมะฮ์) ผ่านกระบวนการอิจญ์ติฮาดนั้น ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อสภาวะการณ์ที่เป็นต้นเหตุนั้นหมดไป แตกต่างจากบทบัญญัติหลักที่ถูกตราไว้อย่างถาวรด้วยตัวบทเด็ดขาด อีกตัวอย่างของการใช้คำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” ในความหมายของ “ฮาญะฮ์” คือคำกล่าวของท่านมาลิก (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 179 / ค.ศ. 795) ในประเด็นการทอนเศษของเหรียญดิรฮัมว่า:
كنا نمنعه ويخالفنا أهل العراق ثم أجزناه لضرورة الناس ولأنهم لا يقصدون به صرفاً
ซึ่งท่านซัยยิดอิบนุ สิรอจได้บันทึกว่า:
رجع مالك في الرد على الدرهم لقول غيره من أجل الضرورة
หลักตรรกวิทยา: กุลลีย์ มุชักกิก (ความสากลที่มีระดับลดหลั่น)
เพื่อระงับความสับสนในการใช้คำทางฟิกฮ์ เราจำเป็นต้องอาศัยมุมมองของนักตรรกวิทยา (มะนาฏิกะฮ์) โดยระบุว่า คำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” จัดอยู่ในประเภท “อัลกุลลีย์ อัลมุชักกิก” คือคำที่มีความหมายแกนกลางเหมือนกัน แต่มีระดับความเข้มข้นต่างกันตามบริบท เปรียบเหมือน “ความขาว” ความขาวของเนื้อกระดาษกับความขาวของเสื้อเชิ้ต เป็นสีขาวเหมือนกันแต่ระดับความสว่างต่างกัน เช่นเดียวกัน คำว่า เฎาะรูเราะฮ์ อาจหมายถึงความคับขันขั้นสูงสุดคอขาดบาดตาย หรืออาจหมายถึงความเดือดร้อนยากลำบากระดับกลาง (ฮาญะฮ์) ก็ได้ การตระหนักในเรื่องนี้คือกุญแจสำคัญในการไขความกระจ่างของบทบัญญัติ ดังที่ท่านอัลอัคเฎาะรีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 983 / ค.ศ. 1575) ได้ประพันธ์วรรคกลอนไว้ในตำราตรรกวิทยา อัสสุลลัม อัลมุนัวร็อก ว่า:
وَنِسْبَةُ الْأَلْفَاظِ لِلْمَعَانِي *** خَمْسَةُ أَقْسَامٍ بِلَا نُقْصَانِ
تَوَاطُؤٌ تَشَاكُكٌ تَخَالُفُ *** وَالِاشْتِرَاكُ عَكْسُهُ التَّرَادُفُ
หากความหมายมีความแตกต่างกันด้วยระดับความเข้มข้นและความอ่อนจาง จะเรียกว่า ‘กุลลีย์ มุชักกิก’ ซึ่งตรงกันข้ามกับ ‘อัลมุตะวาฏิอ์’ (ความสากลที่เป็นเอกภาพเท่ากันหมด) เช่น คำว่า “มนุษย์” ซึ่งหมายถึงความเป็นคนของนาย ก. และนาย ข. อย่างเท่าเทียมกัน การตระหนักว่าทั้งสามคำนี้ ได้แก่ เฎาะรูเราะฮ์ (ความจำเป็นสูงสุด), มะชักเกาะฮ์ (ความยากลำบาก), และฮาญะฮ์ (ความต้องการทั่วไป) ล้วนเป็นคำประเภท “กุลลีย์ มุชักกิก” ที่มีระดับความเข้มข้นต่างกัน ช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดคำว่า “เฎาะรูเราะฮ์” จึงถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ที่เบาบางลงมาได้ในตำราฟิกฮ์ยุคเก่า
กฎของเฎาะรูเราะฮ์ในฐานบทบัญญัติ
รากฐานอ้างอิงหลักมาจากอัลกุรอาน เช่น โองการที่ว่า:
وَقَدْ فَصَّلَ لَكُم مَّا حَرَّمَ عَلَيْكُمْ إِلَّا مَا اضْطُرِرْتُمْ إِلَيْهِ
ซึ่งท่านอิหม่ามอัลญัศศอศได้อธิบายรากฐานนี้ไว้ว่า: “อัลลอฮ์ตะอาลาทรงกล่าวถึงเฎาะรูเราะฮ์ในโองการเหล่านี้ และทรงระบุถึง “ความอนุมัติ” ไว้ในบางส่วนโดยระบุอย่างกว้างๆ อันเนื่องมาจากการมีอยู่ของเฎาะรูเราะฮ์ โดยไม่ได้วางเงื่อนไขหรือคุณลักษณะอื่นใดมากำกับ... ซึ่งสิ่งนี้บ่งชี้ว่า “ความอนุมัติ” ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับการมีอยู่ของ “เฎาะรูเราะฮ์” ในทุกสภาวการณ์ที่ความเฎาะรูเราะฮ์นั้นปรากฏขึ้น”
เจาะลึกนิยามของ “อัลฮาญะฮ์” (ความต้องการทั่วไป)
1. นิยามในทางภาษาศาสตร์: หมายถึง ความต้องการ หรือความบกพร่องที่ต้องการการเติมเต็ม (ซึ่งแตกต่างจากนิยามของความยากจน) ท่านอัลฟัยรูซาบาดีย์ได้กล่าวไว้ใน อัลกอมูส อัลมุฮีฏ ว่า: “อัลฮาญะฮ์ หมายถึง อัลมะอ์เราะบะฮ์ (ความประสงค์/ความปรารถนา) ดังพระดำรัสของอัลลอฮ์ตะอาลาที่ว่า: {และเพื่อที่พวกเจ้าจะได้บรรลุซึ่งความปรารถนา (ฮาญะฮ์) ที่อยู่ในหัวอกของพวกเจ้า}” และท่านชัยค์อะบู ฮิลาล อัลอัสกะรีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 395 / ค.ศ. 1005) ได้แยกแยะไว้ในหนังสือ อัลฟุรูก ว่า:
الحاجة القصور عن المبلغ المطلوب
ดังที่กวีได้ประพันธ์ไว้ว่า:
ดุจดังผู้ประกอบพิธี ยังอิงพึ่งสุขคนรอบกาย”
2. นิยามในทางวิชาการ: สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทสำคัญ คือ:
ประเภทที่ 1: ฮาญะฮ์ทั่วไปในทางอุศูล (ทฤษฎีกฎหมาย)
คือความต้องการของระบบสังคมในภาพรวม ที่แม้ในระดับปัจเจกบุคคลอาจจะยังไม่เกิดวิกฤตคอขาดบาดตาย แต่หากภาพรวมของสังคมไม่มีกฎหมายข้อนี้รองรับ สังคมจะตกอยู่ในความเดือดร้อนอย่างรุนแรงจนเทียบเท่าวิกฤตของปัจเจก ตัวอย่างเช่น สัญญาเช่า (อิญาเราะฮ์) ซึ่งหากพิจารณาตามหลักการแลกเปลี่ยนดิบย่อมขัดต่อหลักการทั่วไป เพราะผลประโยชน์ (การได้เข้าใช้อาคารในอนาคต) ยังไม่มีอยู่จริง ณ วันทำสัญญา แต่ศาสนาอนุมัติให้เป็นกรณีพิเศษเพราะมันเป็นความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เกิดเป็นกฎเกณฑ์อุศูลที่ว่า:
الحاجة العامة تنزل منزلة الضرورة الخاصة
ท่านอิหม่ามอัลฮะเราะมัยน์ อัลญุวัยนีย์ได้อธิบายโครงสร้างนี้ไว้ในตำรา อัลบุรฺฮาน ว่า:
والضرب الثاني ما يتعلق بالحاجة العامة ولا ينتهي إلى حد الضرورة ، ومثل هذا تصحيح الإجارة فإنها مبنية على الحاجة إلى المساكن ، مع القصور عن تملكها ، وضنة ملاكها بها على سبيل العارية فهذه حاجة ظاهرة غير بالغة مبلغ الضرورة المفروضة في البيع وغيره ولكن حاجة الجنس قد تبلغ مبلغ الضرورة الشخص الواحد من حيث إن الكافة لو منعوا عما تظهر الحاجة فيه الجنس لنال آحاد الجنس ضرار لا محالة تبلغ مبلغ الضرورة في حق الواحد ، وقد يزيد أثر ذلك في الضرر الراجع إلى الجنس على ما ينال الآحاد بالنسبة إلى الجنس
และท่านได้กล่าวเสริมประเด็นสัญญานอกกรอบกิยาสนี้ไว้ว่า: “การแลกเปลี่ยนสิ่งตอบแทนที่มีอยู่จริง (ค่าเช่า) กับสิ่งตอบแทนที่ยังไม่มีอยู่จริง (ผลประโยชน์ในอนาคต) นั้น ขัดแย้งกับหลักกิยาสที่ยึดถือกันในเรื่องสัญญาแลกเปลี่ยนทรัพย์สิน ซึ่งหลักการคือคู่สัญญาแลกเปลี่ยนจะต้องมีสิ่งของอยู่จริงทั้งสองฝ่าย แต่แต่เรื่องนี้ได้รับการอนุโลมในการเช่าเพราะเหตุแห่งความต้องการ (ฮาญะฮ์)”
ท่านอิหม่ามอัลเฆาะซาลีย์ผู้เป็นศิษย์ได้เจริญรอยตามแนวทางของอาจารย์ในตำรา ชิฟาอ์ อัลฆะลีล โดยระบุว่า:
والحاجة العامة في حق كافة الخلق تنزل منزلة الضرورة الخاصة في حق الشخص الواحد
แต่ในระดับทฤษฎีสูงสุดนั้น ท่านอัลเฆาะซาลียังคงแยกแยะความเข้มข้นระหว่างสองคำนี้ โดยระบุว่าหากผลประโยชน์อยู่เพียงระดับฮาญะฮ์ทั่วไปหรือส่วนเติมเต็ม จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานอิสระในการตรากฎหมายใหม่ได้ เว้นแต่จะก้าวขึ้นสู่ระดับเฎาะรูเราะฮ์ที่เป็นเรื่องเด็ดขาดและเป็นสากล
เช่นเดียวกับท่านอะบู บักร์ อิบนุลอะเราะบีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 543 / ค.ศ. 1148) ปราชญ์สายมาลิกีย์ ที่บันทึกไว้ในหนังสือ อัลกอบัส ว่า:
اعتبار الحاجة في تجويز الممنوع كاعتبار الضرورة في تحليل المحرّم
โดยท่านได้ยกกรณีศึกษาเรื่อง สัญญาอะรอยา (การซื้อขายอินทผลัมสดบนต้นแลกอินทผลัมแห้ง) ซึ่งผิดหลักการห้ามดอกเบี้ยส่วนต่างและห้ามการคาดคะเนทรัพย์สินดั้งเดิม แต่ชะรีอะฮ์ผ่อนปรนให้เพราะฮาญะฮ์ของผู้คน
แต่ นักนิติศาสตร์ในยุคหลังบางท่าน เช่น ท่านอิบนุ นุญัยม์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 970 / ค.ศ. 1563) และท่านอิหม่ามอัสสุยูฏีย์ ได้ทำการเคลื่อนย้ายคำว่า “อัลฮาญะฮ์” จากบริบททางทฤษฎีอุศูลมาสู่หมวด “กฎเกณฑ์ทางฟิกฮ์” (Legal Maxims) โดยไม่ได้วางกรอบเกณฑ์ควบคุมที่รัดกุมในตัวบทกฎ ส่งผลให้บรรดานักวิจัยร่วมสมัยบางส่วนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า “เมื่อใดก็ตามที่เกิดความเดือดร้อนหรือความต้องการขึ้น ก็สามารถประกาศความอนุมัติยกเลิกข้อห้ามได้ทันที” ราวกับว่ามันเป็นกฎที่มีผลเด็ดขาดล้มล้างได้ทุกข้อห้ามเหมือนเฎาะรูเราะฮ์ในความหมายเฉพาะ
กฎเกณฑ์ทางฟิกฮ์ของท่านอิหม่ามอัสสุยูฏีย์
ท่านอิหม่ามอัสสุยูฏีย์ได้บันทึกกฎเกณฑ์ทางฟิกฮ์ข้อที่ 5 ไว้ในตำรา อัลอัชบาฮ์ วันนะซออิร ความว่า:
الحاجة تنزل منزلة الضرورة عامة كانت أو خاصة
โดยท่านได้จำแนกโครงสร้างและยกตัวอย่างการใช้งานไว้ดังนี้คือ:
- ตัวอย่างความต้องการสาธารณะ (อามมะฮ์): เช่น ความชอบธรรมของสัญญาเช่า (อิญาเราะฮ์), สัญญาจ้างทำของหรือตั้งรางวัล (ญิอาละฮ์), และสัญญาโอนหนี้ (หะวาละฮ์) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้รับอนุมัติให้ทำได้แม้จะขัดต่อหลักการเทียบเคียงปกติ (กิยาส) ในอิญาเราะฮ์ขัดเพราะทำสัญญาบนสิ่งที่ไม่พบตัวตนในปัจจุบัน ในญิอาละฮ์ขัดเพราะมีความไม่แน่นอนในเนื้องาน และในหะวาละฮ์ขัดเพราะเป็นการแลกหนี้กับหนี้ แต่ชะรีอะฮ์มองข้ามความคลุมเครือนี้เพราะความต้องการสาธารณะของผู้คน รวมถึงเรื่องสัญญาค้ำประกันความเสียหาย (ฎ่อมาน อัลดะรัก) ที่ยอมให้มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมกับคนแปลกหน้า
- ตัวอย่างความต้องการเฉพาะเจาะจง (คอเศาะฮ์): เช่น การซ่อมแซมภาชนะที่แตกชำรุดด้วยโลหะเงิน ซึ่งอนุญาตให้ทำได้เนื่องจากความต้องการเฉพาะทางช่าง โดยไม่พิจารณาว่าเขาจะหาวัสดุอื่นแทนได้หรือไม่ ตราบใดที่ทำเพื่อยึดรอยแตกให้แน่นหนาไม่ใช่เพื่อความสวยงามโอ้อวด หรือกรณีการบริโภคอาหารจากทรัพย์เชลยในดินแดนศัตรูที่อนุมัติให้ทหารบริโภคได้ตามความต้องการเฉพาะหน้าโดยไม่มีเงื่อนไขต้องนำมาแบ่งปันในกองกลางก่อน
ในจุดนี้เองที่ท่านระบุไว้ใน หะชิยะฮ์ อัลญัรฮะซีย์ ว่า ตามหลักการประมวลกฎแล้ว ท่านอัสสุยูฏีย์ควรเพิ่มคำว่า قَدْ (อาจจะ/บางครั้ง) นำหน้ากฎข้อนี้เพื่อลดทอนน้ำหนักและป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยสำนวนที่รัดกุมของท่านอัซซะร็อกชีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 794 / ค.ศ. 1392) ระบุว่า:
الحاجة العامة تنزل منزلة الضرورة الخاصة في حق آحاد الناس
และ
الحاجة الخاصة تبيح المحظورات
พร้อมให้ข้อสรุปว่า “ความต้องการ (ฮาญะฮ์) ไม่สามารถทำหน้าที่แทนความจำเป็นสูงสุด (เฎาะรูเราะฮ์) ได้ในทุกกรณีที่เป็นข้อห้ามเด็ดขาด”
“อัลฮาญะฮ์” ในบริบทที่อัสสุยูฏีย์และอิบนุ นุญัยม์ บันทึกไว้นั้น แท้จริงคือ ฮาญะฮ์ทางหลักการ (ฮาญะฮ์ อุศูลียะฮ์) ซึ่งหมายถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในระบบกฎหมายที่มีตัวบทรองรับเป็นการถาวร ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤตกับตัวบุคคล ซึ่งตรงกับคำนิยาม “อัลฮาญิยาต” ของท่านอิหม่ามอัชชาฏิบีย์ที่ว่า:
ما يفتقر إليها من حيث التوسعة ورفع الضيق المؤدي في الغالب إلى الحرج والمشقة اللاحقة بفوت المطلوب وإذا لم تراع دخل على المكلفين - على الجملة - الحرج والمشقة ولكنه لا يبلغ الفساد المتوقع في المصالح العامة وهي جارية في العبادات والعادات والمعاملات والجنايات
การถกเถียงประเด็น: การลดระดับ ‘ฮาญะฮ์’ ลงมาแทนที่ ‘เฎาะรูเราะฮ์’
ในทางนิติศาสตร์ฮาญะฮ์ไม่สามารถถูกนำมาใช้ทำหน้าที่แทนเฎาะรูเราะฮ์ได้อย่างสัมบูรณ์ในการอนุมัติสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด หลักพื้นฐานคือสงวนสิทธิ์นี้ไว้ให้เฎาะรูเราะฮ์เท่านั้น ดังที่ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 204 / ค.ศ. 820) ได้ประกาศจุดยืนทางกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า:
وليس يحل بالحاجة محرّم إلاّ في الضرورات
และท่านยังได้ระบุขีดจำกัดสิทธิเพื่อนมนุษย์ไว้อีกว่า:
الحاجة لا تحق لأحد أن يأخذ مال غيره
แม้กระทั่งท่านอิหม่ามอัสสุยูฏีย์เองก็บันทึกข้อจำกัดนี้ไว้ว่า:
أكل الميتة في حالة الضرورة يقدم على أخذ مال الغير
เหตุผลเพราะการบริโภคซากสัตว์ละเมิดเพียงสิทธิของอัลลอฮ์ (ฮักกุลลอฮ์) ซึ่งพระองค์ทรงผ่อนปรนให้ในยามวิกฤต แต่การยึดทรัพย์ผู้อื่นรวมถึงการทำสัญญาดอกเบี้ย (ริบา) เป็นการละเมิดทั้งสิทธิของอัลลอฮ์และสิทธิของมนุษย์ (ฮักกุลอาดัม) ซึ่งเป็นคดีความผูกพันข้ามภพภูมิ
ท่านอิหม่ามอัลเกาะรอฟีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 684 / ค.ศ. 1285) ได้วิเคราะห์แยกแยะมิติของสิทธิเอาไว้ว่า:
وقد يوجد حق الله تعالى وهو ماليس للعبد إسقاطه ويكون معه حق العبد كتحريمه تعالى لعقود الربا والغرر والجهالات
ในเมื่อสัญญาเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้ามเข้มงวด ย่อมไม่อาจนำฮาญะฮ์มาอ้างเพื่อยกเลิกข้อห้ามดอกเบี้ยแบบเหมารวมได้เลย
ท่านอัฏฏูฟีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 716 / ค.ศ. 1316) ได้บันทึกข้อห้ามในการวินิจฉัยส่วนตัวไว้ในตำราอรรถาธิบาย มุคตะศ็อร อัรเราดะฮ์ ว่า:
لا يجوز للمجتهد أنه كلما له مصلحة تحسينية أو حاجية اعتبرها ورتّب عليه الأحكام حتى يجد لاعتبارها شاهداً من جنسها
ดังนั้น ผลประโยชน์ใดๆ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเด็ดขาดแน่นอน (ก็อฏอียะฮ์) และไม่ได้เป็นเรื่องสากล (กุลลียะฮ์) ย่อมจัดอยู่ในประเภทผลประโยชน์ที่โมฆะ ดังที่ท่านอิหม่ามอัลเฆาะซาลีย์ได้ฟันธงตัดสินไว้ว่า:
فكل مصلحة لا ترجع إلى حفظ مقصود فهم من الكتاب والسنّة والإجماع وكانت من المصالح الغريبة التي لا تلائم تصرفات الشارع فهي باطلة ومطروحة ومن صار إليها فقد شرع
ท่านอิหม่ามอัลเกาะรอฟีย์ได้แยกแยะข้อแตกต่างระหว่างการอนุมัติและการห้ามไว้อย่างแหลมคมในหนังสือ อัลฟุรูก (ข้อแตกต่างข้อที่ 31) ว่า: “การเปลี่ยนสถานะจากต้องห้ามไปสู่การอนุมัติ มีเงื่อนไขเข้มงวดสูงสุดว่าต้องใช้ระดับชั้นที่สูงที่สุดนั่นคือ เฎาะรูเราะฮ์ แต่ในทางกลับกัน กฎเกณฑ์การเปลี่ยนจากอนุมัติไปสู่ต้องห้าม เพียงแค่อาศัยสาเหตุหรือข้อระมัดระวังที่เบาบางที่สุดก็เพียงพอแล้ว” ข้อเรียกร้องให้ห้าม (ดาอีย์ อัลหัซร) จึงมีน้ำหนักเหนือข้อเรียกร้องให้อนุญาต (ดาอีย์ อัลอิบาหะฮ์) เสมอในตรรกะฟิกฮ์
นอกจากนี้ ท่านยังได้แบ่งประเภทของบทบัญญัติออกเป็น 2 มิติหลัก คือ:
1. เป้าหมายหลัก (อัลมะกอศิด): คือสิ่งที่มีคุณค่าของผลประโยชน์หรือความเสียหายสถิตอยู่ในตัวมันเองโดยตรง (เช่น การห้ามดอกเบี้ย, การห้ามสุรา)
2. สื่อกลาง (อัลวะสาอิล): คือหนทางหรือปัจจัยที่นำไปสู่เป้าหมายเหล่านั้น ซึ่งข้อตัดสินของมันจะเป็นไปตามปลายทาง เพียงแต่ระดับชั้นและน้ำหนักของสื่อกลางจะต่ำกว่าเป้าหมายเสมอ
จากโครงสร้างนี้ ฮาญะฮ์ (ความเดือดร้อนทั่วไป) จึงสามารถเข้าไปมีผลผ่อนปรนได้เฉพาะในข้อห้ามระดับ “สื่อกลาง” เท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วงไปอนุมัติข้อห้ามในระดับ “เป้าหมายหลัก” ได้เลย
ท่านอิบนุ นุญัยม์ได้ระบุข้อจำกัดของฮาญะฮ์เมื่อเผชิญหน้ากับตัวบทเด็ดขาดไว้ว่า: “ความยากลำบาก (มะชักเกาะฮ์) หรือความคับแคบ (หะร็อจญ์) จะถูกนำมาพิจารณาอนุโลมให้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีตัวบท (นัศ) ระบุไว้เท่านั้น แต่หากมีตัวบทระบุไว้ตรงกันข้ามอย่างชัดแจ้ง ไม่อนุญาตให้ใช้ความยากลำบากมาเป็นข้ออ้างในการผ่อนปรนเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ ท่านอะบู ฮะนีฟะฮ์ และท่านมุฮัมมัด ย่อมชี้ขาดห้ามเลี้ยงสัตว์หรือตัดต้นไม้ในเขตฮะรอมมักกะฮ์ ยกเว้นต้นอิซคิรที่มีตัวบทยกเว้นไว้เฉพาะ” ตัวบทเด็ดขาดจึงไม่ถูกโต้แย้งด้วยสิ่งใดเว้นแต่เฎาะรูเราะฮ์ขั้นวิกฤตเท่านั้น
ท่านอิหม่ามอัชชาฏิบีย์ได้ลากเส้นแบ่งระหว่าง ฮาญะฮ์ในทางอุศูล กับ รุคเศาะฮ์ (การผ่อนผันเฉพาะกิจ) ไว้อย่างชัดเจนว่า ความเป็นรุคเศาะฮ์นั้นเป็นเรื่องเฉพาะกิจที่ผูกติดอยู่กับอุปสรรค ณ ขณะนั้น เช่น ผู้เดินทางเมื่อสิ้นสุดการเดินทางจำเป็นต้องกลับไปสู่หลักเดิมคือการละหมาดเต็มและถือศีลอด หรือผู้ป่วยเมื่อมีความสามารถยืนได้แล้วจะนั่งละหมาดไม่ได้ หรือเมื่อพบน้ำแล้วจะทำตะยัมมุมไม่ได้
แต่ในทางกลับกัน สัญญาทางเศรษฐกิจบางประเภท เช่น การกู้ยืม (ก็อรฎ์), การร่วมลงทุน (กิรอฎ/มุฎอรอบะฮ์) หรือการจ้างดูแลสวน (มุซากอฮ์) สิ่งเหล่านี้แม้จะดูขัดกับกฎพื้นฐานบางข้อ แต่ในทางวิชาการที่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่รุคเศาะฮ์ เพราะมันถูกตราให้เป็นบทบัญญัติทั่วไป (ฮาญะฮ์ อุศูลียะฮ์) ที่ถาวร มนุษย์สามารถทำสัญญาร่วมลงทุนหรือกู้ยืมได้ตลอดเวลาแม้ในวันที่ตนเองไม่ได้เดือดร้อนทางการเงินเลยก็ตาม โดยท่านสรุปว่า อัลอะซีมะฮ์ (บทบัญญัติหลักถาวร) ย่อมกลับไปหาหลักการสากลเบื้องต้น ส่วนรุคเศาะฮ์ย่อมกลับไปหากรณีเฉพาะย่อยที่ยากลำบากชั่วคราว
สำหรับ ฮาญะฮ์ในทางฟิกฮ์ นั้น มีคุณลักษณะที่แตกต่างออกไป คือมันถูกผนวกเข้ากับเฎาะรูเราะฮ์ทางฟิกฮ์เพื่อใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายบุคคล ไม่ได้สร้างกฎหมายถาวรให้กับสังคม และต้องถูกจำกัดปริมาณอยู่แค่เพียงพอแก่ความเดือดร้อนเท่านั้น ดังตัวอย่างสัญญาในมุกตะศ็อรของท่านคอลีลเกี่ยวกับการขายผลไม้ก่อนสุกเพราะฮาญะฮ์เฉพาะตัวของคู่สัญญา (เช่น เจ้าของสวนต้องการเงินสดด่วน) ซึ่งอนุญาตให้ทำได้เฉพาะรายที่เดือดร้อนเท่านั้น คนทั่วไปที่ไม่ได้เดือดร้อนจะมาสวมรอยทำไม่ได้ หรือตัวอย่างการอนุญาตให้ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลตลาดกลาง 6 ไมล์ สามารถสกัดซื้อสินค้าจากพ่อค้าค้างแรมเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามความจำเป็น แต่ห้ามซื้อเพื่อการกักตุนเก็งกำไรตัดราคาตลาดกลาง
ความสับสนในหมู่นักวิจัยมักเกิดขึ้นเมื่อนำฮาญะฮ์ในทางฟิกฮ์ไปปะปนกับฮาญะฮ์ในทางอุศูล จนนำไปสู่อภิปรายความขัดแย้งในประเด็นย่อย เช่น กรณีการบังคับขายอาหารในยามข้าวยากหมากแพง ซึ่งท่านอัลกุรฏุบีย์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 671 / ค.ศ. 1273) วางเงื่อนไขเข้มงวดว่าจะบังคับขายได้ก็ต่อเมื่อเกรงว่าประชาชนจะล้มตาย (ระดับเฎาะรูเราะฮ์วิกฤต) ขณะที่ท่านอิบนุ รุชด์ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 595 / ค.ศ. 1198) ปรับเกณฑ์ว่าเพียงแค่ความต้องการทั่วไป (ฮาญะฮ์) มาถึงแม้ยังไม่มีคนตาย ก็จำเป็นต้องบังคับขายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมแล้ว หรือ กรณีการหักหนี้แลกผลประโยชน์พาหนะในอนาคต ซึ่งท่านอิบนุลกอซิม (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 191 / ค.ศ. 806) เคร่งครัดห้ามกระทำเว้นแต่จะเกิดวิกฤตใกล้ตายในทะเลทราย (ระดับเฎาะรูเราะฮ์กินซากสัตว์) ขณะที่ท่านอัลอัชฮับ (เสียชีวิตปี ฮ.ศ. 204 / ค.ศ. 819) ผ่อนปรนให้อนุญาตทำสัญญาหักลบหนี้ได้ทันทีในระดับฮาญะฮ์ทั่วไป
บทสรุปโครงสร้างความแตกต่างระหว่าง “เฎาะรูเราะฮ์” และ “ฮาญะฮ์”
จากการประมวลผลวิเคราะห์และถ่ายทอดพยานหลักฐานทั้งหมด ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่าง “ความจำเป็นสูงสุด” (เฎาะรูเราะฮ์) และ “ความต้องการทั่วไป” (ฮาญะฮ์) สามารถสรุปหมุดหมายหลักได้ดังต่อไปนี้:
มิติด้านนิยามความหมายทางวิชาการ
เฎาะรูเราะฮ์ในทางฟิกฮ์: คือสภาวะวิกฤตคับแคบขั้นสูงสุดคอขาดบาดตาย ที่ส่งผลให้สิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาดกลายเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้เพื่อรักษาชีวิต
เฎาะรูเราะฮ์ในทางอุศูล: คือโครงสร้างหลักฐานสากลที่พิทักษ์รักษา 5 เจตนารมณ์สูงสุดของชะรีอะฮ์ (ศาสนา-ชีวิต-สติปัญญา-เชื้อสาย-ทรัพย์สิน) ซึ่งมีความแน่นอนและครอบคลุมมนุษยชาติในระดับมหภาค
ฮาญะฮ์ในทางฟิกฮ์: คือความยากลำบากระดับกลางเฉพาะหน้าเฉพาะบุคคล ที่ถูกนำมาขยายความเพื่ออนุโลมผ่อนปรนในข้อห้ามระดับรองที่มีน้ำหนักหลักฐานไม่เด็ดขาด
ฮาญะฮ์ในทางอุศูล: คือความต้องการร่วมกันของระบบสังคม เพื่อขจัดความยากลำบากและขยายความสะดวกง่ายดายในการดำเนินชีวิต เป็นฐานรองรับสัญญาร่วมสมัยถาวร เช่น การเช่า หรือการสั่งผลิตของ
มิติด้านความต่อเนื่องและระยะเวลาของผลบังคับใช้
เฎาะรูเราะฮ์ในทางฟิกฮ์: มีผลบังคับใช้ชั่วคราวเฉพาะกิจ จัดอยู่ในหมวดของ “รุคเศาะฮ์” (การผ่อนผันเฉพาะกรณี) เมื่อเหตุวิกฤตผ่านพ้นไป ข้ออนุมัติย่อมสิ้นสุดลงและต้องกลับไปยึดกฎเกณฑ์ข้อห้ามเดิมทันที
ฮาญะฮ์ในทางอุศูล: มีผลบังคับใช้ถาวรและต่อเนื่อง เป็นกฎหมายสากลของสังคมที่อนุมัติแล้วอนุมัติเลยตลอดไป ไม่แปรเปลี่ยนตามสภาวะวิกฤตของตัวบุคคล
มิติด้านระดับชั้นและการเผชิญหน้ากับตัวบทเด็ดขาด
เฎาะรูเราะฮ์ในทางฟิกฮ์: มีน้ำหนักและศักยภาพทางกฎหมายสูงพอที่จะสามารถยกเว้นหรือระงับบทบัญญัติที่มีหลักฐานระดับ “เด็ดขาดแน่นอน” (ก็อฏอีย์) ได้เป็นการชั่วคราวเพื่อรักษาชีวิต
ฮาญะฮ์ในทางฟิกฮ์: มีศักยภาพจำกัด สามารถยกเว้นหรือระงับได้เฉพาะบทบัญญัติที่เป็นหลักสากลระดับรอง หรือหลักฐานระดับ “คาดคะเน/มีน้ำหนัก” (ซอนนีย์) เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์นำมาใช้อ้างเพื่อล้มล้างข้อห้ามเด็ดขาดระดับเป้าหมายหลัก เช่น ดอกเบี้ย การพนัน หรือการละเมิดสิทธิเพื่อนมนุษย์
ดังนั้น การนำกฎเกณฑ์ที่ว่า “ความต้องการ (ฮาญะฮ์) ลงมาแทนที่ความจำเป็น (เฎาะรูเราะฮ์)” ไปใช้ปฏิบัติในฐานะกฎทางฟิกฮ์เพื่อตัดสินปัญหาอุบัติใหม่อย่างพร่ำเพรื่อ โดยปราศจากการคัดกรองระดับความเข้มข้นของหลักฐาน ย่อมนำมาซึ่งความสับสนและเปิดช่องให้อารมณ์ใฝ่ต่ำเข้ามาบิดเบือนบทบัญญัติ ความละเอียดอ่อนของคำทั้งสองคำนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวอักษรของคำนิยาม แต่อยู่ที่ “ระดับความเข้มข้นของเหตุผลทางกฎหมายที่มันรองรับ” ซึ่งเมื่อระดับนั้นคลาดเคลื่อนเพียงเส้นผม ย่อมส่งผลให้ข้อตัดสินและทิศทางของระบบนิติศาสตร์เปลี่ยนไปทั้งระบบอย่างสิ้นเชิง
บรรณานุกรม
- الجويني، إمام الحرمين. البرهان في أصول الفقه. المنصورة: دار الوفاء.
- الشاطبي، إبراهيم بن موسى. الموافقات في أصول الشريعة. الخبر: دار ابن عفان.
- الغزالي، أبو حامد محمد. شفاء الغليل في بيان الشبه والمخيل ومسالك التعليل. بغداد: مطبعة الإرشاد.
- السيوطي، جلال الدين. الأشباه والنظائر في قواعد وفروع فقه الشافعية. بيروت: دار الكتب العلمية.
- ابن نجيم، زين الدين. الأشباه والنظائر على مذهب أبي حنيفة. بيروت: دار الكتب العلمية.
- القرافي، أحمد بن إدريس. أنوار البروق في أنواء الفروق. بيروت: دار الكتب العلمية.
- الباجي، أبو الوليد سليمان. المنتقى شرح الموطأ. القاهرة: مطبعة السعادة.
- القرطبي، محمد بن أحمد. الجامع لأحكام القرآن. القاهرة: دار الكتب المصرية.
- الأخضري، عبد الرحمن. شرح السلم المنورق في علم المنطق. مصر: مطبعة مصطفى الحلبي.
- الجرحزي، عبد الله بن سليمان. حاشية الجرحزي على الأشباه والنظائر للسيوطي. مكان غير معروف: مخطوط.