← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
งานประดับภายในสถาบันยูซุฟียะฮ์ในกรานาดา

07 · AL-ANDALUS · HIGHER STUDIES · ค.ศ. 1349

สถาบันยูซุฟียะฮ์

สถาบันยูซุฟียะฮ์ก่อตั้งกลางกรานาดาเมื่อ ฮ.ศ. 750 / ค.ศ. 1349 โดยสุลต่านยูซุฟที่ 1 (เสียชีวิต ฮ.ศ. 755 / ค.ศ. 1354) แห่งราชวงศ์นัศรียะฮ์ มัดรอซะฮ์หลวงแห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างมัสยิดใหญ่ ตลาดผ้าไหม และถนนที่นำสู่พระราชวังอัลฮัมรออ์ จึงเชื่อมวงเรียนฮะลาเกาะฮ์ นักนิติศาสตร์ แพทย์ นักคณิตศาสตร์ และข้าราชการเข้ากับชีวิตของนครชายแดน หลังกรานาดาเสียอำนาจใน ฮ.ศ. 897 / ค.ศ. 1492 อาคารถูกเปลี่ยนเป็นศาลาว่าการและสร้างใหม่หลายคราว เหลือห้องละหมาดนัศรียะฮ์กับงานปูนปั้นเป็นแกนสำคัญของความทรงจำเดิมภายในอาคารยุคหลัง

01

กรานาดา เมืองหลวงอิสลามแห่งสุดท้ายบนคาบสมุทรไอบีเรีย

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 กรานาดาเป็นเมืองหลวงของรัฐนัศรียะฮ์ รัฐมุสลิมแห่งสุดท้ายที่ยังรักษาอำนาจในอัลอันดะลุส เมืองตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาเซียร์ราเนวาดากับที่ราบเกษตรกรรมอันอุดมสมบูรณ์ ลำน้ำดัรโรกับเฆนิลหล่อเลี้ยงสวน ไร่นา โรงสี และชุมชนช่างฝีมือ กำแพงหลายชั้นโอบพื้นที่เมืองซึ่งมีทั้งย่านตลาด มัสยิด โรงอาบน้ำ บ้านเรือน และพระราชวังอัลฮัมรออ์บนเนินซะบีกะฮ์

ความมั่งคั่งของกรานาดามาจากการเกษตรชลประทาน ผ้าไหม น้ำตาล เครื่องปั้นดินเผา และการค้าผ่านท่าเรือมะละเกาะฮ์ แต่รัฐดำรงอยู่ท่ามกลางแรงกดดันของกัสติยา การแข่งขันระหว่างราชวงศ์บนคาบสมุทร และการเชื่อมพันธมิตรกับรัฐมะรีนียะฮ์ในแอฟริกาเหนือ ราชสำนักนัศรียะฮ์ต้องจ่ายบรรณาการ ทำสงคราม เจรจาสงบศึก และดูแลกลุ่มอำนาจภายในพร้อมกัน

ในสภาพเช่นนี้ ความรู้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรัฐ นักนิติศาสตร์ช่วยตีความกฎหมายและรับรองกิจการสาธารณะ นักอาลักษณ์ผลิตเอกสารกับสารทางการทูต แพทย์รับใช้ราชสำนัก ส่วนกวีและนักประวัติศาสตร์สร้างภาษาที่บันทึกเกียรติภูมิของผู้ปกครอง การก่อตั้งสถาบันยูซุฟียะฮ์จึงเกิดจากความต้องการจัดวางเครือข่ายเหล่านี้ไว้กลางเมือง และทำให้พระราชอำนาจปรากฏในรูปของการศึกษา

02

สุลต่านยูซุฟที่ 1 กับรัชสมัยแห่งการตั้งรับและการสร้างเมือง

สุลต่านยูซุฟที่ 1 ขึ้นครองกรานาดาเมื่อ ฮ.ศ. 733 / ค.ศ. 1333 ขณะมีพระชนมายุราวสิบห้าปี ช่วงต้นรัชสมัยจึงอาศัยเสนาบดี ราชสำนัก และเครือญาติช่วยประคองอำนาจ พระองค์รับมรดกเป็นรัฐที่มีรายได้สูงแต่ถูกบีบระหว่างกัสติยาทางเหนือกับการแข่งขันเหนือช่องแคบยิบรอลตาร์ทางใต้

กองทัพพันธมิตรนัศรียะฮ์กับมะรีนียะฮ์พ่ายในยุทธการริโอซาลาโดเมื่อ ฮ.ศ. 741 / ค.ศ. 1340 และอัลเฆซีรัสตกแก่กัสติยาใน ฮ.ศ. 745 / ค.ศ. 1344 ความเสียหายบังคับให้กรานาดาหันสู่การทูต การสงบศึก และการรักษาป้อมชายแดนอย่างเป็นระบบ เมื่อพระเจ้าอัลฟอนโซที่ 11 แห่งกัสติยา (เสียชีวิต ฮ.ศ. 751 / ค.ศ. 1350) สิ้นพระชนม์ระหว่างล้อมยิบรอลตาร์ แรงกดดันลดลงชั่วคราวและเปิดพื้นที่ให้ราชสำนักฟื้นกำลัง

แม้ต้องรับมือสงคราม ยูซุฟที่ 1 ยังดำเนินโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ในอัลฮัมรออ์และกรานาดา ประตู หอคอย ห้องราชพิธี มัสยิด และมัดรอซะฮ์ทำให้รัชสมัยของพระองค์กลายเป็นช่วงสำคัญของศิลปกรรมนัศรียะฮ์ สถาบันยูซุฟียะฮ์เป็นส่วนของการเมืองเชิงสถาปัตยกรรมนี้ ราชสำนักนำทรัพยากรจากภาษี การค้า และที่ดินมาสร้างสถานที่ซึ่งผู้สอนกับผู้เรียนจะสืบชื่อของสุลต่านผ่านกิจวัตรประจำวัน

03

มัดรอซะฮ์กลางมัสยิดใหญ่ ตลาดผ้าไหม และเส้นทางสู่อัลฮัมรออ์

สถาบันยูซุฟียะฮ์ตั้งบนถนนซึ่งปัจจุบันเรียกกัลเยโอฟิซิโอส ใจกลางเขตการค้าและศาสนาของกรานาดานัศรียะฮ์ ด้านหนึ่งอยู่ใกล้มัสยิดประจำเมืองซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นที่มหาวิหาร อีกด้านติดอัลก็อยซอรียะฮ์ ตลาดผ้าไหมและสินค้าราคาสูง ทางสัญจรจากบริเวณนี้เชื่อมตลาด บ้านขุนนาง และทางขึ้นสู่อัลฮัมรออ์บนเนินเหนือเมือง

ตำแหน่งดังกล่าวทำให้มัดรอซะฮ์อยู่ในสายตาพ่อค้า ข้าราชการ นักเดินทาง และผู้มาละหมาด ไม่ใช่สถานศึกษาที่แยกอยู่ชานเมือง ผู้เรียนได้ยินเสียงตลาดและเห็นกระบวนการซื้อขายซึ่งสร้างรายได้ให้รัฐ นักนิติศาสตร์เดินจากวงเรียนสู่ศาลหรือมัสยิด ส่วนอาลักษณ์สามารถเข้าสู่สำนักงานราชการและพระราชวังได้โดยสะดวก ความรู้กับเศรษฐกิจเมืองจึงสัมผัสกันทุกวัน

บริเวณนี้ยังเป็นเวทีพิธีการของราชสำนัก ขบวนจากอัลฮัมรออ์ลงสู่มัสยิดใหญ่ผ่านย่านที่อาคารสาธารณะประกาศอำนาจของสุลต่าน ประตูหินอ่อน จารึก และผนังปูนปั้นของสถาบันยูซุฟียะฮ์ทำหน้าที่คล้ายถ้อยแถลงกลางเมือง ผู้พบเห็นรับรู้ว่าผู้ปกครองไม่ได้ดูแลเพียงกำแพงกับกองทัพ แต่ยังอุปถัมภ์ผู้รู้ซึ่งทำให้กฎหมาย ศาสนา การแพทย์ และการบริหารรัฐดำเนินได้

04

การเปิดสถาบันใน ฮ.ศ. 750 / ค.ศ. 1349

จารึกบนแผ่นหินอ่อนบันทึกว่ายูซุฟที่ 1 ทรงก่อตั้งสถาบันและเปิดใช้งานในเดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ. 750 / ค.ศ. 1349 ข้อความยกย่องผู้ปกครองว่าเป็นผู้ส่งเสริมศาสตร์กับศาสนา และผูกการสร้างอาคารเข้ากับผลบุญที่ดำเนินต่อหลังชีวิต คำจารึกเดิมอยู่เหนือประตู ทำให้ผู้เข้าเรียนอ่านชื่อผู้ก่อตั้งก่อนก้าวสู่ลานภายใน

สถาบันได้รับการเรียกทั้งอัลมัดรอซะฮ์อัลยูซุฟียะฮ์และมัดรอซะฮ์แห่งกรานาดา ชื่อแรกผูกสถาบันกับสุลต่าน ส่วนชื่อหลังสะท้อนบทบาทระดับเมือง การอุปถัมภ์น่าจะครอบคลุมค่าตอบแทนผู้สอน การดูแลอาคาร ตะเกียง หนังสือ และความเป็นอยู่ของผู้เรียนผ่านทรัพย์วะกัฟ แม้เอกสารการเงินเดิมไม่เหลือครบ ระบบเช่นนี้เป็นฐานของมัดรอซะฮ์ในโลกอิสลามยุคกลาง

พิธีเปิดไม่ได้เปลี่ยนวงเรียนฮะลาเกาะฮ์ทั้งหมดให้มาอยู่ในอาคารเดียว มัสยิด บ้านนักวิชาการ และราชสำนักยังเป็นพื้นที่สอนสำคัญ สถาบันยูซุฟียะฮ์เพิ่มสถานที่ถาวรซึ่งรัฐรับรองและมองเห็นได้เด่นชัด ผู้เรียนจึงเคลื่อนระหว่างหลายพื้นที่ตามผู้สอนกับตำรา มากกว่าดำเนินชีวิตภายใต้คณะและชั้นปีแบบมหาวิทยาลัยสมัยใหม่

05

วงเรียน ตำรา และผู้รู้ที่หล่อเลี้ยงราชสำนักนัศรียะฮ์

แกนการเรียนประกอบด้วยอัลกุรอาน ภาษาอาหรับ หะดีษ นิติศาสตร์ และหลักศรัทธา ผู้เรียนต้องอ่านตัวบทกับอาจารย์ ฟังคำอธิบาย เปรียบเทียบความเห็น และฝึกโต้แย้งตามระเบียบของศาสตร์ ความชำนาญด้านไวยากรณ์กับวาทศิลป์ช่วยให้เข้าใจถ้อยคำทางกฎหมาย ส่วนตรรกศาสตร์ทำหน้าที่จัดข้อเสนอ หลักนิยาม และลำดับเหตุผลในการอภิปราย

เครือข่ายของกรานาดายังครอบคลุมคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ การแพทย์ และความรู้ที่ใช้ในงานราชการ นักคณิตศาสตร์ช่วยงานบัญชี มรดก และการวัด แพทย์เรียนจากตำรา ประสบการณ์รักษา และครูเฉพาะทาง ดาราศาสตร์เกี่ยวข้องกับเวลา ปฏิทิน และการกำหนดทิศ การรวมศาสตร์เหล่านี้เกิดผ่านผู้รู้กับหนังสือ ไม่ใช่การแบ่งอาคารเป็นภาควิชาอย่างในคริสต์ศตวรรษปัจจุบัน

ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถเข้าสู่ตำแหน่งกอฎี ผู้ให้คำวินิจฉัย อาลักษณ์ แพทย์ ครู หรือเจ้าหน้าที่ราชสำนัก อิญาซะฮ์รับรองว่าศิษย์ได้อ่านงานเล่มหนึ่งหรือมีสิทธิถ่ายทอดศาสตร์จากอาจารย์คนใด การเดินทางไปมะฆริบ อียิปต์ ฮิญาซ และนครต่างๆ ของอันดะลุสทำให้สายความรู้ข้ามพรมแดน สถาบันยูซุฟียะฮ์จึงเป็นจุดรวมหนึ่งในเครือข่ายกว้าง ไม่ใช่ต้นทางและปลายทางเพียงแห่งเดียว

06

ลานกลางแจ้ง สระน้ำ และห้องละหมาดที่ยังรักษาเสียงของยุคนัศรียะฮ์

อาคารเดิมวางห้องรอบลานกลางแจ้งซึ่งมีสระรับแสงและน้ำเป็นศูนย์กลาง ผู้มาเยือนผ่านประตูหินอ่อนเข้าสู่พื้นที่ภายในที่เงียบกว่าตลาด ทางเดินกับบันไดเชื่อมห้องสอน ที่พัก และชั้นบน จังหวะจากประตูสู่ลานแล้วเข้าสู่ห้องละหมาดทำให้สถาบันมีลำดับระหว่างเมือง การเรียน และการประกอบศาสนกิจ

ห้องละหมาดมีผังเกือบสี่เหลี่ยมและแปรสู่รูปแปดเหลี่ยมในส่วนบนก่อนรับเพดาน มิห์รอบกำหนดทิศกิบละฮ์ ขณะที่ผนังปูนปั้นเต็มไปด้วยลายเรขาคณิต พรรณพฤกษา และอักษรอาหรับ จารึกสรรเสริญอัลลอฮ์กับผู้ก่อตั้งสอดอยู่ระหว่างลวดลาย แสงที่ลอดจากช่องเปิดเปลี่ยนความลึกของผิวปูนตลอดวันและทำให้ห้องเล็กมีบรรยากาศสง่างาม

ประตูเดิมประดับหินอ่อนสีขาวพร้อมจารึกการก่อตั้ง ชิ้นส่วนถูกเคลื่อนย้ายและปัจจุบันเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์โบราณคดีกรานาดา ภายในอาคารยังมีศาลาของกลุ่มอัศวินยี่สิบสี่ซึ่งสร้างในยุคสภาเมืองและมีเพดานไม้มูเดฆาร์ การอยู่ร่วมกันของปูนปั้นนัศรียะฮ์ ไม้หลังการพิชิต และเปลือกอาคารบาโรกทำให้สถานที่อ่านได้เป็นชั้นของอำนาจหลายยุค

07

จากสนธิสัญญายอมจำนนสู่การเผาหนังสือและการยุติสถาบัน

กรานาดายอมจำนนต่อกัสติยาและอารากอนใน ฮ.ศ. 897 / ค.ศ. 1492 ข้อตกลงช่วงแรกให้หลักประกันแก่ศาสนา ทรัพย์สิน และวิถีชีวิตของชาวมุสลิม มัสยิดกับวงเรียนบางแห่งจึงดำเนินต่อในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ระเบียบเดิมค่อยๆ ถูกกดดันจากนโยบายคริสต์ศาสนิกชน การโยกทรัพย์สิน และการเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองของนคร

ปลาย ค.ศ. 1499 การรณรงค์ของคาร์ดินัลฆิเมเนซ เด ซิสเนโรส (เสียชีวิต ฮ.ศ. 923 / ค.ศ. 1517) เร่งการบังคับเปลี่ยนศาสนาและยึดหนังสือภาษาอาหรับ ตำราจำนวนมากถูกเผาที่จัตุรัสบิบรัมบลา แม้งานการแพทย์บางส่วนได้รับการคัดเก็บไว้ เหตุการณ์นี้กระทบทั้งวัตถุและชุมชนความรู้ เพราะหนังสือที่ถูกทำลายมีความหมายร่วมกับครู ผู้อ่าน คำอธิบายริมหน้า และสายการถ่ายทอดที่สะสมมาหลายชั่วคน

ใน ค.ศ. 1500 รัฐมอบอาคารมัดรอซะฮ์ให้สภาเมืองกรานาดา ห้องละหมาดถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์น้อยและพื้นที่อื่นเปลี่ยนเป็นสำนักงาน การยุติสถาบันจึงเกิดพร้อมกับการจัดเมืองใหม่ภายใต้อำนาจคริสเตียน ศูนย์กลางเดิมของมัสยิด ตลาด และมัดรอซะฮ์ถูกผูกเข้ากับมหาวิหาร ศาลาว่าการ และพิธีของผู้ปกครองชุดใหม่

08

ศาลาว่าการ การสร้างใหม่แบบบาโรก และเศษอาคารที่รอดอยู่

สภาเมืองใช้สถานที่เป็นที่ประชุมและสำนักงานหลายศตวรรษ ห้องประชุมของกลุ่มกาบัลเยโรสเบนติกวาโตรสหรืออัศวินยี่สิบสี่สะท้อนชนชั้นนำผู้บริหารกรานาดาหลังการพิชิต เพดานไม้ลายเรขาคณิตแบบมูเดฆาร์แสดงว่าช่างกับรูปแบบศิลปกรรมอันดะลุสยังมีบทบาทในสังคมใหม่ แม้ความหมายทางการเมืองและศาสนาของอาคารเปลี่ยนไปแล้ว

ระหว่าง ค.ศ. 1722–1729 อาคารส่วนใหญ่ถูกรื้อและสร้างใหม่ในภาษาบาโรกตามแบบที่สภาเมืองมอบหมาย รูปด้าน หน้าต่าง บันได และห้องราชการตอบสนองการใช้งานของฝ่ายปกครองมากกว่าผังมัดรอซะฮ์เดิม ห้องละหมาดนัศรียะฮ์ได้รับการรักษาไว้ภายใน จึงกลายเป็นแกนเก่าซึ่งถูกเปลือกสถาปัตยกรรมยุคใหม่ห่อหุ้ม

เมื่อสภาเมืองย้ายออกใน ค.ศ. 1858 อาคารเข้าสู่การถือครองและใช้งานหลายรูปแบบ การซ่อมแต่ละครั้งเผยหรือบดบังร่องรอยต่างกัน ปูนทับ ลวดลายที่จำลอง และการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนทำให้ความเข้าใจอาคารเดิมต้องอาศัยทั้งงานสถาปัตยกรรม เอกสารเก่า และโบราณคดี สถานที่จึงไม่ใช่ซากหยุดนิ่ง แต่เป็นอาคารซึ่งผู้มีอำนาจแต่ละยุคแก้ไขให้รับบทบาทของตน

09

โบราณคดี การบูรณะ และชีวิตใหม่ในมหาวิทยาลัยกรานาดา

มหาวิทยาลัยกรานาดาเข้าดูแลอาคารในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และใช้เป็นพื้นที่วิชาการกับวัฒนธรรม การสำรวจทางโบราณคดีระหว่าง ค.ศ. 2006–2007 พบฐานผนัง ระดับพื้น ระบบน้ำ และเศษเครื่องเคลือบซึ่งช่วยฟื้นผังลานกลางแจ้งกับห้องเดิม ผลการขุดทำให้เรื่องของมัดรอซะฮ์เชื่อมกับวัตถุจากชีวิตประจำวัน ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ปูนปั้นอันวิจิตร

โครงการบูรณะเปิดอาคารอีกครั้งใน ค.ศ. 2011 โดยจัดทางสัญจรให้ผู้ชมเห็นทั้งห้องละหมาดนัศรียะฮ์ ศาลายุคสภาเมือง และพื้นที่นิทรรศการร่วมสมัย งานอนุรักษ์ต้องประสานโครงสร้างจากหลายสมัย เพื่อให้อาคารรองรับผู้ใช้ใหม่โดยยังรักษาร่องรอยซึ่งบอกการเปลี่ยนแปลงของกรานาดาตลอดกว่าหกศตวรรษ

ปัจจุบันลา มัดรอซะดำเนินงานเป็นศูนย์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยกรานาดา มีนิทรรศการ การบรรยาย ดนตรี วรรณกรรม และกิจกรรมสาธารณะ ชีวิตใหม่นี้ไม่ได้ทำให้อาคารกลับเป็นมัดรอซะฮ์แบบ ฮ.ศ. 750 / ค.ศ. 1349 แต่ทำให้สถานที่กลับมาเป็นจุดพบระหว่างผู้รู้ ศิลปิน นักศึกษา และชาวเมืองอีกครั้ง สถาบันยูซุฟียะฮ์จึงสืบความหมายผ่านการเรียนรู้ แม้รูปสถาบันและผู้ใช้งานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. ยูซุฟที่ 1 ขึ้นครองกรานาดา

    รัชสมัยเริ่มท่ามกลางแรงกดดันจากกัสติยาและการแข่งขันเหนือช่องแคบยิบรอลตาร์

  2. เปิดสถาบันยูซุฟียะฮ์

    มัดรอซะฮ์หลวงตั้งขึ้นใกล้มัสยิดใหญ่และตลาดผ้าไหมกลางกรานาดา

  3. สิ้นรัชสมัยผู้ก่อตั้ง

    ยูซุฟที่ 1 เสียชีวิต แต่อาคารกับเครือข่ายผู้รู้ยังอยู่ในโครงสร้างเมืองนัศรียะฮ์

  4. กรานาดายอมจำนน

    ราชสำนักนัศรียะฮ์สิ้นอำนาจและสถาบันเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านภายใต้กัสติยา

  5. อาคารกลายเป็นศาลาว่าการ

    สภาเมืองรับมอบสถานที่และดัดแปลงห้องเรียนกับห้องละหมาดเพื่อการปกครองใหม่

  6. สร้างเปลือกอาคารแบบบาโรก

    อาคารส่วนใหญ่ถูกรื้อสร้างใหม่ ขณะที่ห้องละหมาดนัศรียะฮ์ยังคงอยู่ภายใน

  7. เปิดหลังการบูรณะ

    ลา มัดรอซะกลับมาเป็นศูนย์วัฒนธรรมของมหาวิทยาลัยกรานาดาและพื้นที่เรียนรู้สาธารณะ

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ