นครช่างฝีมือและท่าแม่น้ำอามูดาร์ยา
นครเก่าเตอร์เมซตั้งอยู่ตรงจุดข้ามสำคัญของแม่น้ำอามูดาร์ยา ที่ชายขอบใต้ของดินแดนเหนือแม่น้ำซึ่งนักภูมิศาสตร์มุสลิมเรียกว่ามาวะรออันนะฮ์ จากที่นี่ ถนนขึ้นเหนือไปยังซามาร์กันด์กับบุคอรอ ข้ามแม่น้ำลงใต้สู่บัลค์ และต่อไปยังอัฟกานิสถานกับอนุทวีปอินเดีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 9–10 เมืองภายใต้ราชวงศ์ซามานิดขยายออกถึงราวห้าร้อยเฮกตาร์ โดยป้อม เมืองชั้นใน และชานเมืองต่างมีกำแพงของตน ขณะที่ตลาด ที่พักกองเดินทาง และโรงงานกระจุกตัวอยู่ในชานเมืองกว้าง การขุดค้นพบเตา เครื่องมือ เศษภาชนะเผาเสีย และเครื่องเคลือบหลายชนิดซึ่งยืนยันว่าเตอร์เมซเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่เพียงจุดผ่านของสินค้า ในกลุ่มตัวอย่าง งานวิเคราะห์ดิน สี และชั้นเคลือบยังระบุภาชนะนำเข้าจากอิรักได้สามชิ้น ส่วนเศษปลา กระดูกสัตว์ ถ่าน และหม้อจากเตาในครัวเรือนเผยว่าความรุ่งเรืองพึ่งพาแม่น้ำ พื้นที่เกษตร เชื้อเพลิง และแรงงานประจำวันพอๆ กับการค้าไกล ซากกำแพงที่เห็นในปัจจุบันจึงเป็นขอบของนครช่างขนาดใหญ่ซึ่งเชื่อมภูมิทัศน์แม่น้ำเข้ากับโลกอิสลามหลายภูมิภาค
นครบนฝั่งขวาของแม่น้ำอามูดาร์ยา
เตอร์เมซ (Termez) ในอุซเบกิสถานใต้มีนครสมัยใหม่กับแหล่งโบราณคดีอยู่คนละตำแหน่ง นครเก่าห่างจากศูนย์ปัจจุบันไปทางตะวันตกเฉียงเหนือและตั้งบนฝั่งขวาของแม่น้ำอามูดาร์ยา ใกล้บริเวณซึ่งแม่น้ำซูร์คานดาร์ยาไหลมาสมทบ เอกสารกรีกเรียกแม่น้ำสายใหญ่นี้ว่าออกซัส ส่วนเอกสารอาหรับเขียนชื่อเมืองในรูปติรมิซ ชื่อหลายรูปจึงสะท้อนภาษากับยุค ไม่ได้บอกว่ามีเมืองคนละแห่งในบริเวณเดียวกัน
หน้าผาและเนินริมแม่น้ำให้ตำแหน่งเฝ้าจุดข้าม ขณะเดียวกันที่ราบตะกอนให้พื้นที่เพาะปลูก ดินทำภาชนะ และทางเข้าถึงปลา น้ำในแม่น้ำเปลี่ยนระดับตามฤดูและร่องน้ำอาจเคลื่อน จึงต้องเลือกจุดขึ้นลงเรือ ซ่อมทางลาด และคุ้มครองตลิ่งอยู่เสมอ คำว่าท่าแม่น้ำในที่นี้หมายถึงระบบรับคน สัตว์ และสินค้าใกล้จุดข้าม ไม่ได้หมายความว่ามีอาคารท่าหินสมบูรณ์แบบเดียวกับท่าเรือสมัยใหม่รอดให้เห็น
พื้นที่นครเก่ารวมชั้นอยู่อาศัยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 3–2 ก่อนคริสตกาลถึงยุคหลังมองโกล ชั้นวัฒนธรรมบนป้อมหนาบางจุดถึงหลายเมตรเพราะอาคารดินถูกซ่อม ถม และก่อทับ การมองซากทั้งหมดเป็นเมืองคริสต์ศตวรรษที่ 10 จึงทำให้ช่วงเวลาหลายร้อยปีซ้อนกัน นักโบราณคดีต้องแยกกำแพง พื้น เตา เหรียญ และภาชนะตามลำดับชั้นก่อนสร้างภาพนครอิสลามซึ่งเป็นช่วงรุ่งเรืองหนึ่งในประวัติศาสตร์ยาวของพื้นที่
จุดข้ามซึ่งเชื่อมซามาร์กันด์กับบัลค์
ผู้เดินทางจากซามาร์กันด์และบุคอรอลงใต้ต้องข้ามอามูดาร์ยาก่อนถึงบัลค์ เส้นทางจากบัลค์ยังแยกสู่คาบูล หุบเขาอินดัส และที่ราบอิหร่าน เตอร์เมซจึงควบคุมคอขวดซึ่งมีความหมายทั้งต่อกองทัพ ภาษี และการค้า เรือ แพ หรือสะพานชั่วคราวต้องรับสัตว์บรรทุกกับหีบสินค้า ส่วนผู้รอข้ามต้องซื้ออาหาร น้ำ อาหารสัตว์ และบริการซ่อมเครื่องใช้ ทำให้การเคลื่อนผ่านสร้างงานแก่เมือง
สินค้าที่ผ่านอาจมีผ้า โลหะ เครื่องเทศ ภาชนะ และวัตถุดิบ แต่ความมั่งคั่งไม่ได้มาจากคาราวานระยะไกลเพียงอย่างเดียว ตลาดรับธัญพืช ผลไม้ เนื้อ ปลา ฟืน และเครื่องปั้นจากพื้นที่รอบเมืองทุกวัน ถนนสู่หมู่บ้านกับคลองจึงสำคัญไม่แพ้เส้นทางซึ่งไปถึงอินเดีย คำว่าเส้นทางสายไหมช่วยมองการเชื่อมข้ามภูมิภาค แต่ถ้าใช้แทนเศรษฐกิจทั้งหมดจะทำให้เกษตรกร คนเรือ คนหาปลา และพ่อค้าท้องถิ่นหายไป
อำนาจควบคุมจุดข้ามเปลี่ยนได้ตามระดับน้ำและการเมือง ผู้ปกครองซึ่งยึดป้อมอาจเก็บค่าผ่านทางหรือขวางกองทัพ แต่ต้องอาศัยคนท้องถิ่นซึ่งรู้ร่องน้ำกับฤดูกาล การเกิดเมืองใหญ่จึงมาจากการประสานพื้นที่ป้องกันกับพื้นที่บริการ ไม่ใช่กำแพงเพียงอย่างเดียว เมื่อเส้นทางปลอดภัย ตลาดได้ผู้ซื้อเพิ่ม เมื่อเกิดสงคราม ตำแหน่งเดียวกันกลับทำให้เตอร์เมซเป็นเป้าหมายของราชวงศ์ซึ่งต้องการประตูสู่ฝั่งใต้
การขยายเมืองภายใต้ราชวงศ์ซามานิด
กองทัพอาหรับเข้าควบคุมเตอร์เมซปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 แต่เมืองไม่ได้เปลี่ยนเป็นศูนย์อิสลามสมบูรณ์ทันที ชุมชนเดิม สถาบันศาสนาหลายแบบ และเครือข่ายบัลค์ยังดำรงอยู่ กระบวนการสร้างมัสยิด การใช้กฎหมายอิสลาม และการผูกเมืองเข้ากับการเก็บภาษีของรัฐค่อยๆ ขยาย เมื่อราชวงศ์ซามานิดตั้งอำนาจในคริสต์ศตวรรษที่ 9 เตอร์เมซจึงเติบโตเป็นเมืองการค้าและงานช่างสำคัญของโทคาริสถานเหนือ
งานโบราณคดีประเมินพื้นที่เมืองยุครุ่งเรืองราวห้าร้อยเฮกตาร์ ขนาดนี้รวมชานเมืองกว้าง ไม่ใช่พื้นที่ซึ่งมีบ้านหนาแน่นเท่ากันทุกจุด การเติบโตต้องใช้กำแพง ถนน แหล่งน้ำ และตลาดหลายระดับ ตำแหน่งชายแดนใต้ของดินแดนเหนือแม่น้ำยังทำให้เจ้าหน้าที่ ทหาร นักกฎหมาย นักศาสนา และพ่อค้าเข้ามาอยู่ร่วมกับช่างกับเกษตรกร เมืองจึงเป็นทั้งฐานปกครองและสถานที่แปลงวัตถุดิบให้เป็นสินค้ามูลค่าสูงขึ้น
หลังซามานิดสิ้นอำนาจราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 10 เตอร์เมซสลับอยู่ใต้คาราคานิด ฆัซนาวิด เซลจูก กูริด กอรอคีไต และผู้ปกครองควารัซม์ การเปลี่ยนมือบ่อยบอกคุณค่าทางยุทธศาสตร์มากกว่าความล่มสลายต่อเนื่อง เตาและภาชนะหลายระยะยืนยันว่าการผลิตยังอยู่ระหว่างความขัดแย้ง ผู้ปกครองเปลี่ยนตราและภาษีได้เร็วกว่าการย้ายแหล่งดิน เตา ครอบครัวช่าง และตลาดประจำวัน
ป้อม เมืองชั้นใน และชานเมืองเศรษฐกิจ
นครอิสลามแบ่งเป็นป้อมริมแม่น้ำ เมืองชั้นในที่อยู่อาศัยหนาแน่น และชานเมืองขนาดใหญ่ แต่ละส่วนมีแนวกำแพง ป้อมควบคุมทางเข้าและรองรับผู้ปกครอง เมืองชั้นในรวมบ้าน ถนน มัสยิด และโรงงานบางส่วน ส่วนชานเมืองแผ่ไปทางตะวันออกกับตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ของตลาด ที่พักกองเดินทาง คลัง และเตาผลิตซึ่งต้องใช้ลานกว้าง
กำแพงไม่ได้แบ่งกิจกรรมอย่างเด็ดขาด การสำรวจพบโรงปั้นทั้งในเมืองชั้นใน ชานเมือง และนอกแนวชานเมือง แสดงว่าพื้นที่ทำงานขยับเมื่อเมืองโตหรือเมื่อเตารบกวนบ้านใกล้เคียง ถนนระหว่างประตูกับตลาดต้องรับเกวียนและสัตว์บรรทุก ขณะที่ตรอกบ้านจัดการน้ำเสีย เถ้า และเศษภาชนะ การวางเตานอกย่านหนาแน่นลดไฟไหม้ แต่เพิ่มระยะขนน้ำกับดิน ช่างจึงเลือกตำแหน่งจากข้อแลกเปลี่ยนหลายด้าน
อาคารส่วนใหญ่ใช้ดินดิบซึ่งหาได้ในพื้นที่ ส่วนอิฐเผาเหมาะกับจุดรับน้ำ ความร้อน หรือการตกแต่ง เมื่ออาคารดินถูกทิ้ง ผนังละลายเป็นเนินและปิดพื้นเก่า ซากที่ดูว่างจึงอาจเคยเป็นบ้านจากหลายช่วงเวลา การสำรวจธรณีฟิสิกส์ ภาพถ่ายจากอากาศ และการขุดหน้าตัดช่วยติดตามแนวถนนกับเตาโดยไม่เปิดพื้นที่ทั้งหมด วิธีเหล่านี้ทำให้ผังห้าร้อยเฮกตาร์เป็นภาพซึ่งค่อยๆ เติมจากตัวอย่าง ไม่ใช่แผนที่สมบูรณ์ของวันใดวันหนึ่ง
เตาเผาและสายงานของช่างเครื่องปั้น
คณะอุซเบก–สเปนพบโรงปั้นหลายแห่งและยืนยันการผลิตยาวตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ไปถึงยุคหลัง เมืองทำทั้งภาชนะไม่เคลือบสำหรับหุง เก็บ และขนของ กับภาชนะเคลือบสำหรับโต๊ะอาหาร นอกจากนี้ยังมีภาชนะทรงกลมปลายแหลมซึ่งมีหน้าที่หลายข้อเสนอ การพบเตาพร้อมเศษเผาเสียสำคัญกว่าการพบชามสวยเพียงใบ เพราะผูกวัตถุเข้ากับจุดผลิตและเผยชิ้นซึ่งตลาดไม่เคยรับ
งานปั้นเริ่มจากเลือกดิน แยกเม็ดหยาบ ผสมวัสดุช่วยเนื้อ ขึ้นรูป ตาก และเผา งานเคลือบเพิ่มการทาน้ำดิน เขียนสี และเผาชั้นผิว ช่างต้องรู้ว่าดินหดเท่าใด สีเปลี่ยนอย่างไร และอากาศในเตามีผลต่อผิวแบบใด เตาหนึ่งรอบรวมภาชนะจำนวนมาก ความร้อนซึ่งไม่เสมอทำให้บางใบสุกเกิน แตก หรือเคลือบไหล เศษเสียกับขาตั้งเตาจึงช่วยคืนตำแหน่งการวางของซึ่งภาชนะสมบูรณ์ไม่บอก
รูปทรงกับลายของเตอร์เมซอยู่ในวัฒนธรรมเครื่องปั้นอิสลามเอเชียกลางกว้าง ช่างรับแนวคิดจากเมืองอื่นแต่ใช้ดินและสูตรของตน การคล้ายซามาร์กันด์หรือนิชาปูร์จึงไม่ทำให้ทุกชิ้นเป็นสินค้านำเข้า การระบุแหล่งต้องเทียบเนื้อดิน แร่ในเนื้อ เคลือบ ของเสีย และชั้นขุดร่วมกัน เมืองเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และจุดกระจายสินค้า ทำให้ภาชนะท้องถิ่นกับของเดินทางไกลอยู่ในห้องเดียวกันได้
ชั้นเคลือบซึ่งแยกของท้องถิ่นกับของนำเข้า
ภาชนะท้องถิ่นคริสต์ศตวรรษที่ 9–11 จากที่ราบตะกอนส่วนใหญ่มีน้ำดินรองพื้นและเคลือบใสที่มีตะกั่วสูง ช่างใช้ทองแดงให้สีเขียว เหล็กให้สีแดงหรือสีน้ำตาล และบางสูตรเพิ่มแมงกานีสให้สีเข้ม การตรวจหน้าตัดด้วยกล้องจุลทรรศน์เห็นว่าชั้นสีบางหรือหนาตามวิธีเขียน จึงแยกขั้นตอนซึ่งตาเปล่าเห็นเป็นผิวเดียวออกเป็นดินรอง สี และแก้วเคลือบ
ตัวอย่างคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมาจำนวนมากจากเมืองชั้นในใช้ชั้นเคลือบซึ่งมีแร่ด่างเป็นส่วนผสม กับน้ำดินซึ่งมีเม็ดควอตซ์ใหญ่กว่า ความต่างนี้บอกการเปลี่ยนสูตร วัตถุดิบ หรือกลุ่มโรงงาน ไม่ได้แปลว่าช่างทุกคนเปลี่ยนพร้อมกันในปีแรกของศตวรรษ การกำหนดอายุต้องมาจากชั้นดินกับวัตถุร่วม ส่วนเคมีช่วยจำแนกกลุ่ม เมื่อสองทางสอดคล้องกันจึงเห็นวิวัฒนาการเทคโนโลยีผ่านหลายชั่วคน
การวิเคราะห์พบภาชนะนำเข้าจากอิรักสามชิ้นในกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ชามเคลือบเงาโลหะหนึ่งใบกับจานพื้นขาวทึบสองใบจากคริสต์ศตวรรษที่ 9–10 เนื้อดินปูนละเอียดและเคลือบซึ่งทำให้ทึบด้วยดีบุกต่างจากผลิตผลท้องถิ่น ตัวอย่างเพียงสามชิ้นไม่วัดปริมาณการค้าทั้งเมือง แต่ยืนยันว่าของจากตะวันตกเดินทางถึงเตอร์เมซ การวางของนำเข้าข้างงานเลียนแบบท้องถิ่นช่วยศึกษาว่าช่างรับสีและรสนิยมโดยไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกัน
ปลา ฟืน และเตาในย่านช่าง
การขุด ค.ศ. 2018–2019 พบเตาอบดินในครัวเรือนอยู่ในเขตผลิตนอกกำแพงเมือง เตานี้ลงอายุคริสต์ศตวรรษที่ 8–9 ภายในมีถ่าน กระดูก และเศษภาชนะ เมื่อนักวิจัยจำแนกถ่านจึงเห็นการใช้พืชท้องถิ่นเป็นเชื้อเพลิง ส่วนกระดูกบอกทั้งนก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และปลา หลักฐานขนาดเล็กเหล่านี้เชื่อมโรงงานกับภูมิทัศน์แม่น้ำได้ตรงกว่าคำว่าเมืองการค้าซึ่งกว้างเกินไป
กระดูกปลาวงศ์ปลาตะเพียนยืนยันการใช้ทรัพยากรจากอามูดาร์ยาหรือทางน้ำใกล้เคียง กระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีรอยตัดและรอยไหม้น้อย นักวิจัยจึงเสนอว่าหลายชิ้นถูกทิ้งลงเตาหลังเลิกใช้ มากกว่าจะเป็นอาหารซึ่งปรุงอยู่ในนั้น ข้อสรุปนี้แสดงว่าบริบทสำคัญกว่าการเห็นกระดูกในภาชนะ เตาหนึ่งลูกอาจเปลี่ยนจากเครื่องมือทำอาหารเป็นหลุมทิ้งของเมื่อย่านถูกปรับ
เศษภาชนะในเตาเป็นชนิดเดียวกับกลุ่มจากย่านผลิตยุคต้น จึงช่วยผูกกิจวัตรบ้านกับสายงานช่าง คนซึ่งทำหม้ออาจกินปลา ใช้ฟืนท้องถิ่น และทิ้งเศษในพื้นที่เดียวกับการทำงาน แต่หลักฐานยังไม่บอกเพศ สถานะ หรือเจ้าของเตาโดยตรง การไม่เติมตัวละครเกินวัตถุทำให้ครัวเรือนปรากฏในระดับที่ตรวจได้ ได้แก่ อาหาร เชื้อเพลิง ภาชนะ และการจัดการขยะภายในย่านเศรษฐกิจ
มัสยิด สุสาน และชุมชนความรู้
การตั้งหลักของอิสลามเห็นจากมัสยิด สุสาน และชื่อผู้รู้ซึ่งผูกกับเมือง บุคคลสำคัญคืออัลฮะกีม อัตติรมิซี นักคิดและนักศาสนาในคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซึ่งชื่อหมายถึงผู้มาจากติรมิซ สุสานของเขาใกล้ป้อมพัฒนาเป็นกลุ่มอาคารหลายยุค ตัวห้องฝังศพ มัสยิดข้างเคียง ปูนแกะ และจารึกผ่านการก่อเพิ่มกับซ่อม จึงไม่ควรอ่านสิ่งที่เห็นปัจจุบันว่าเสร็จพร้อมชีวิตของบุคคลในคราวเดียว
มัสยิดวันศุกร์ในนครรองรับการชุมนุมและประกาศอำนาจ ขณะที่มัสยิดย่านอาจอยู่ใกล้บ้านกับร้าน ศาสนกิจสัมพันธ์กับเวลาทำงาน ตลาด และการแจกจ่ายทรัพยากร แต่สถาปัตยกรรมซึ่งรอดเน้นอาคารอุปถัมภ์มากกว่าพื้นที่ธรรมดา ชุมชนมุสลิมยังประกอบด้วยนักกฎหมาย ครู ผู้คัดหนังสือ ผู้ดูแลสุสาน และผู้เดินทาง ซึ่งใช้บริการช่างกับตลาดเดียวกับคนเรือและคนทำหม้อ
บริเวณเตอร์เมซมีพุทธสถานยุคกุษาณะและอาคารอิสลามอยู่ในภูมิทัศน์เดียวกัน ลำดับนี้บอกว่าเมืองอิสลามเติบโตบนพื้นที่มีประวัติยาว ไม่ได้ยืนยันว่าศาสนสถานทุกแห่งใช้พร้อมกัน การเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็นไร่ บ้าน หรือสุสานเกิดต่างเวลา การแยกชั้นก่อนอิสลามออกจากชั้นซามานิดช่วยเห็นทั้งความต่อเนื่องของตำแหน่งเมืองกับการเปลี่ยนสถาบันโดยไม่ทำให้สองยุคกลายเป็นฉากเดียว
การทำลาย ค.ศ. 1220 และเมืองซึ่งยังมีชีวิตภายหลัง
กองทัพของเจงกิสข่านยึดและทำลายเตอร์เมซใน ค.ศ. 1220 กำแพงกับย่านเมืองได้รับความเสียหายรุนแรงและศูนย์กลางเดิมไม่กลับสู่ขนาดยุคซามานิด อย่างไรก็ตาม วัตถุกับอาคารตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 ถึง 17–18 ยืนยันการอยู่อาศัยหลังเหตุการณ์ การใช้คำว่าถูกล้างร้างทั้งหมดจึงกว้างเกินหลักฐาน สิ่งที่สิ้นสุดคือระเบียบเมืองขนาดใหญ่แบบหนึ่ง ขณะที่ชุมชนขนาดเล็กและการผลิตบางส่วนดำเนินต่อหรือย้ายตำแหน่ง
การสำรวจวิชาการเริ่มเป็นระบบใน ค.ศ. 1926–1928 และการขุดต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1930 คณะอุซเบกทำงานร่วมกับฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และสเปนในพื้นที่ต่างกัน โครงการอุซเบก–สเปนตั้งแต่ ค.ศ. 2006 ใช้การขุดชั้นดิน การหาอายุคาร์บอน การวัดสนามแม่เหล็กของเตา ธรณีฟิสิกส์ ภาพถ่าย และแบบจำลองสามมิติ วิธีหลายชุดช่วยเชื่อมเตาใบหนึ่งกับผังนครโดยไม่ทำให้ตัวอย่างเล็กกลายเป็นตัวแทนทุกย่าน
ซากดินริมแม่น้ำเผชิญการกัดเซาะ น้ำ เกลือ ลม และการท่องเที่ยว การคลุมหลุมช่วยรักษาผิวบางส่วนแต่เปลี่ยนภาพพื้นที่ ขณะที่การเปิดกำแพงมากเกินทำให้ดินเสื่อมเร็ว ภาพนครเก่าซึ่งเหมาะกับการเผยแพร่จึงควรบอกว่ากำแพงที่เห็นเป็นส่วนหนึ่งของชั้นเมือง และไม่ใช้พุทธสถานหรือสุสานยุคหลังแทนโรงงานอิสลามโดยไม่กำกับ การอนุรักษ์บริบททำให้เศษหม้อ ถ่าน และตะกรันยังตอบคำถามได้เท่าเทียมกับอาคารเด่น
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
ป้อมแรกตั้งบนเนินริมแม่น้ำ
ชุมชนตั้งต้นควบคุมจุดข้ามอามูดาร์ยาและก่อชั้นเมืองซึ่งถูกใช้กับปรับใหม่ต่อเนื่องอีกหลายยุค
เตอร์เมซเข้าสู่การปกครองของรัฐอิสลาม
การพิชิตเริ่มกระบวนการเปลี่ยนสถาบัน ภาษี และศาสนาของเมือง โดยชุมชนกับเครือข่ายเดิมยังปรับตัวผ่านหลายชั่วคน
ย่านผลิตยุคต้นขยายตัว
เตาเครื่องปั้นกับเตาในครัวเรือนนอกกำแพงทิ้งภาชนะ ถ่าน กระดูกสัตว์ และปลาเป็นหลักฐานของช่างกับสิ่งแวดล้อม
เมืองซามานิดเติบโตถึงราวห้าร้อยเฮกตาร์
ป้อม เมืองชั้นใน และชานเมืองซึ่งมีกำแพงล้อมทำงานร่วมกับตลาด ที่พักกองเดินทาง และโรงงานขนาดใหญ่
ราชวงศ์หลายสายแข่งขันครองจุดข้าม
คาราคานิด ฆัซนาวิด เซลจูก กูริด กอรอคีไต และควารัซม์ผลัดกันควบคุมป้อม ขณะที่งานช่างยังดำเนิน
สูตรเครื่องเคลือบกลุ่มใหม่แพร่ในเมือง
ภาชนะจำนวนมากจากเมืองชั้นในใช้ชั้นเคลือบซึ่งมีแร่ด่างกับน้ำดินมีควอตซ์ ต่างจากกลุ่มเคลือบตะกั่วยุคก่อน
กองทัพมองโกลทำลายนครขนาดใหญ่
ศูนย์เมืองเดิมเสียหายหนัก แต่หลักฐานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมายืนยันว่าชุมชนและการผลิตบางส่วนยังอยู่
การสำรวจเปลี่ยนซากเป็นหลักฐานหลายระดับ
คณะอุซเบกกับภาคีต่างประเทศใช้การขุด วิทยาศาสตร์วัสดุ ชีวโบราณคดี และภาพสามมิติเชื่อมเตา ครัวเรือน และผังเมือง