← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
แผงปูนปั้นแกะลายจากซามัรรออ์ จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลาม กรุงเบอร์ลิน

43 · IRAQ · ABBASID COURT ART · ค.ศ. 836–892

พระราชวังและลายปูนปั้นซามัรรออ์

พระราชวังและลายปูนปั้นของซามัรรออ์เกิดขึ้นในช่วงที่เมืองริมไทกริสเป็นที่ประทับของกาหลิบ (เคาะลีฟะฮ์) แห่งราชวงศ์อับบาซียะฮ์ ระหว่าง ฮ.ศ. 221–279 / ค.ศ. 836–892 อาคารอิฐดิบขนาดมหึมาใช้ลาน ทางเดิน สระ และห้องรับรองในการจัดลำดับผู้เข้าเฝ้า ส่วนผนังภายในหุ้มด้วยปูนยิปซัมซึ่งช่างแกะ หล่อแบบ ระบายสี และปิดทอง ลวดลายมีตั้งแต่เถาใบแบบธรรมชาติไปจนถึงรูปนามธรรม และบางแบบเอื้อต่อการหล่อผลิตซ้ำจนกลายเป็นภาษาภาพของราชสำนัก รูปแบบเหล่านี้เดินทางไปพร้อมกับช่าง วัตถุ และผู้ปกครองสู่ภูมิภาคอื่น ซากวังกับชิ้นปูนที่กระจายอยู่ในพิพิธภัณฑ์จึงบอกทั้งความทะเยอทะยานของอับบาซียะฮ์ ชีวิตของคนทำงาน และวิธีที่ศิลปกรรมภายในห้องหนึ่งเปลี่ยนรสนิยมของโลกอิสลามอันกว้างไกล

01

เมืองราชสำนักซึ่งขยายตามฝั่งไทกริส

ใน ฮ.ศ. 221 / ค.ศ. 836 กาหลิบอัลมุอ์ตะศิมย้ายราชสำนักจากแบกแดดขึ้นเหนือมายังซามัรรออ์ ความตึงเครียดระหว่างกองทหารของพระองค์กับชาวแบกแดดเป็นปัจจัยสำคัญ พื้นที่ใหม่เปิดทางให้จัดเขตทหาร ที่พัก และสนามฝึกโดยไม่ต้องรื้อย่านเก่า เมืองจึงถือกำเนิดจากการเคลื่อนคนทั้งกองทัพ ข้าราชการ ช่าง พ่อค้า และครอบครัว ไม่ใช่จากพระราชวังเพียงหลังเดียว

ซามัรรออ์ทอดยาวตามแม่น้ำไทกริสหลายสิบกิโลเมตรมากกว่าจะรวมแน่นรอบศูนย์กลางเดียว รัชสมัยแต่ละพระองค์สร้างวัง เมืองย่อย ค่ายทหาร สนามม้า และสวนต่อจากเขตเดิม การขยายแบบเป็นแถบทำให้ขบวนราชสำนักเคลื่อนระหว่างกลุ่มอาคารด้วยถนนกว้าง ขณะที่เรือส่งวัสดุและอาหารตามแม่น้ำ เมืองทั้งผืนจึงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของรัฐ

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนพื้นที่โบราณคดีหลัก 150.58 ตารางกิโลเมตร ซึ่งยังรักษาผังเมืองหลวงอิสลามยุคต้นได้โดดเด่น เพราะราชสำนักพำนักเพียง 56 ปีแล้วกลับแบกแดด เมืองไม่ได้ถูกสร้างทับต่อเนื่องเหมือนเมืองหลวงที่ใช้งานยาวนาน ร่องรอยแนวกำแพง ถนน และเขตวังจึงยังอ่านความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ได้ แม้อาคารอิฐดิบจำนวนมากเหลือเพียงเนินต่ำ การสำรวจจากอากาศทำให้แนวซึ่งแทบมองไม่เห็นบนพื้นกลับปรากฏเป็นโครงข่าย และช่วยวางวังแต่ละแห่งไว้ในระบบเมืองเดียวกัน

02

พระราชวังในฐานะเวทีของการปกครอง

พระราชวังหลวงหรือ “เรือนแห่งกาหลิบ” (ดารุลคิลาฟะฮ์) ซึ่งเรียกอีกชื่อว่าพระตำหนักคอกอนีย์ (เญาซักอัลคอกอนีย์) เริ่มสร้างในรัชสมัยอัลมุอ์ตะศิม กลุ่มอาคารวางแกนจากประตูสาธารณะ (บาบุลอามมะฮ์) เข้าสู่ห้องรับรอง ลาน และเขตส่วนตัว ผู้มาเยือนไม่ได้เดินถึงกาหลิบโดยตรง แต่ต้องผ่านพื้นที่ซึ่งค่อยๆ จำกัดการเข้าถึงและทำให้ระยะทางกลายเป็นพิธีการ

ห้องโถงสูง ทางเข้าหลายช่อง และลานกว้างรองรับการเข้าเฝ้าของทูต แม่ทัพ และเจ้าหน้าที่ การมองเห็นกาหลิบเมื่อผ่านแนวอาคารยาวสร้างความรู้สึกว่าผู้ปกครองอยู่เหนือระเบียบซึ่งห้อมล้อมเขา เสียงฝีเท้า เครื่องแต่งกาย และผิวผนังที่สะท้อนแสงร่วมกันกำหนดประสบการณ์ การเมืองของวังจึงอยู่ในจังหวะการเคลื่อนตัวพอๆ กับคำสั่งที่ประกาศในห้องสุดท้าย

เบื้องหลังพื้นที่รับรองมีสำนักงาน คลัง ห้องคนรับใช้ ครัว และที่พักซึ่งทำให้พิธีดำเนินได้ วังต้องใช้คนเฝ้าประตู นักเขียนบัญชี คนดูแลม้า ช่างซ่อมหลังคา และแรงงานน้ำจำนวนมาก การมองเฉพาะห้องบัลลังก์ทำให้คนเหล่านี้หายไป ซากทางบริการ ภาชนะ และรอยซ่อมช่วยคืนภาพว่าความสง่างามของราชสำนักพึ่งงานประจำวันซึ่งแทบไม่ปรากฏในพงศาวดาร

03

สระ สวน และพื้นที่พักผ่อนของอำนาจ

ที่ราบร้อนแห้งรอบซามัรรออ์ถูกเปลี่ยนด้วยคลอง สระ และสวนขนาดใหญ่ น้ำจากไทกริสไหลเข้าสู่พื้นที่เกษตรและเขตวัง ก่อนกระจายสู่ร่องสวนกับอ่างประดับ ผิวน้ำลดความร้อนและสะท้อนรูปอาคาร ขณะเดียวกันสระขนาดใหญ่ใช้ฝึกเรือหรือเป็นฉากกิจกรรมของราชสำนัก การจัดการน้ำจึงเชื่อมประโยชน์ใช้สอยเข้ากับภาพความอุดมสมบูรณ์

เมืองยังมีสนามแข่งม้า สนามโปโล และเขตล่าสัตว์ซึ่งกินพื้นที่หลายกิโลเมตร กิจกรรมเหล่านี้แสดงทักษะของกษัตริย์กับทหารและเป็นโอกาสสร้างเครือข่ายในหมู่ชนชั้นนำ พระราชวังบางแห่งของพระโอรสและแม่ทัพมีแนวสวนกับลานของตน จึงเห็นการแข่งขันด้านการก่อสร้างภายในราชสำนัก ไม่ใช่การออกแบบจากศูนย์กลางเพียงมือเดียว

สวนต้องพึ่งแรงงานขุดคลอง ขจัดตะกอน และยกน้ำ เมื่ออุปถัมภ์สิ้นลง พื้นที่สีเขียวเสื่อมเร็วกว่ากำแพงอิฐ ภาพซามัรรออ์ปัจจุบันซึ่งแห้งโล่งจึงต่างจากเมืองคริสต์ศตวรรษที่ 9 อย่างมาก การอ่านแนวคลองและข้อมูลพืชช่วยเติมสิ่งซึ่งสายตามองไม่เห็น ทำให้วังกลับมาอยู่ในภูมิทัศน์น้ำ อาหาร และการพักผ่อนที่เคยเลี้ยงคนจำนวนมหาศาล

04

ปูนยิปซัมเปลี่ยนผนังอิฐให้เป็นห้องพิธี

อาคารส่วนใหญ่ก่อด้วยอิฐดิบซึ่งทำได้รวดเร็วจากดินท้องถิ่น แต่ผิวหยาบและเปราะไม่เหมาะกับห้องรับรอง ช่างจึงฉาบผนังด้วยปูนที่มียิปซัมเป็นหลัก วัสดุนี้แข็งตัวเร็ว แกะได้เมื่อยังไม่แห้งสนิท และหล่อซ้ำจากแบบได้ เมื่อปิดรอยต่อของอิฐแล้ว ผนังธรรมดากลายเป็นพื้นต่อเนื่องสำหรับลวดลาย สี และทอง

การแกะตรงบนผนังเปิดทางให้ช่างปรับลายตามมุม ช่องประตู และขนาดห้อง ส่วนการหล่อแบบช่วยผลิตแผงซ้ำในอาคารกว้างโดยใช้เวลาและฝีมือเฉพาะจุดน้อยลง รอยเจาะ รอยกด และขอบเฉียงทำให้แสงสร้างเงาต่างกันตลอดวัน เทคนิคหลายแบบปรากฏร่วมกัน จึงไม่ควรคิดว่าการผลิตซ้ำทำให้งานขาดการตัดสินใจของช่าง

แผงปูนมักติดช่วงล่างของผนังซึ่งคนมองใกล้และเสื้อผ้าอาจสัมผัส ส่วนกรอบประตู ซุ้ม และพื้นที่สูงใช้ลายเพื่อเชื่อมองค์ประกอบทั้งห้อง บางแผงมีรอยสีแดง ดำ เหลือง น้ำเงิน หรือทอง แสดงว่าผิวเดิมสดกว่าปูนสีครีมในพิพิธภัณฑ์มาก ห้องวังจึงเป็นโลกของสี แสง และพื้นผิว ไม่ใช่ความงามสีเดียวอย่างที่ซากทำให้เข้าใจ

05

จากเถาใบสู่ลายขอบเฉียงนามธรรม

แอร์นสท์ แฮร์ซเฟลด์จัดลายปูนซามัรรออ์เป็นสามกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบชิ้นส่วนจำนวนมาก กลุ่มแรกยังเห็นเถา ใบองุ่น และลายใบปาล์มประดิษฐ์ซึ่งแกะลึกตามธรรมชาติ กลุ่มที่สองลดรายละเอียดของพืชให้เป็นเส้นและก้อนสมมาตร ส่วนกลุ่มที่สามใช้พื้นลาดหรือขอบเฉียงสร้างรูปซ้ำซึ่งแทบไม่ต้องอ้างพืชชนิดใด ผู้ชมรับรู้จังหวะกับเงาก่อนระบุสิ่งที่ลายแทน

ลายขอบเฉียงเหมาะกับการหล่อแบบ แผงหนึ่งต่อกับอีกแผงจนคลุมผนังกว้างโดยไม่ต้องมีภาพศูนย์กลาง รูปทรงไหลต่อเนื่องทำให้สายตามองผ่านรอยต่อ และผู้ผลิตสามารถกลับหรือสลับแบบเพื่อสร้างความต่างเล็กน้อย แนวทางนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของงานประดับอับบาซียะฮ์ เพราะเข้ากับการก่อสร้างเมืองใหม่ซึ่งต้องตกแต่งอาคารจำนวนมากในเวลาใกล้กัน

การแบ่งสามกลุ่มมีประโยชน์ในการบรรยาย แต่ไม่ใช่ปฏิทินตายตัวว่างานแบบหนึ่งจบก่อนอีกแบบเริ่ม อาคารและห้องเดียวอาจใช้หลายเทคนิค ช่างอาจเลือกตามงบ ตำแหน่ง หรือความหมายของพื้นที่ นักวิชาการรุ่นหลังจึงทบทวนชื่อ ลำดับ และต้นกำเนิดของแต่ละแบบ การเล่าเรื่องควรใช้การจัดกลุ่มเป็นเครื่องมือดูความต่าง ไม่เปลี่ยนเป็นกฎวิวัฒนาการเส้นตรง รอยเครื่องมือกับส่วนผสมปูนยังอาจบอกกลุ่มช่างได้ละเอียดกว่ารูปร่างลายซึ่งคนหลายแห่งเลียนแบบกัน

06

ใบหน้า สัตว์ และสีในบ้านกับพระราชวัง

ซามัรรออ์ไม่ได้มีแต่ลายพืชกับเรขาคณิต ชิ้นปูนระบายสีจากบ้านและวังแสดงใบหน้าคน นก อูฐ และส่วนของฉากที่ใหญ่กว่า เศษภาพบางชิ้นเล็กเพียงฝ่ามือ แต่ด้านหลังมีรอยจากแผงกกหรือผิวกำแพงซึ่งช่วยระบุวิธีติดตั้ง รูปเหล่านี้อยู่ในพื้นที่อยู่อาศัยและพิธีของราชสำนัก ไม่ใช่หลักฐานว่ามัสยิดใช้ภาพบุคคลแบบเดียวกัน

ทองบนปีกนก สีเข้มรอบดวงตา และผ้าลายบนร่างคนทำให้ผนังมีชีวิตเมื่อรับแสงตะเกียง ภาพอาจเกี่ยวข้องกับงานเลี้ยง ดนตรี การล่า หรือวรรณกรรมราชสำนัก แม้ชิ้นส่วนไม่พอประกอบเรื่องทั้งหมด สิ่งที่ยืนยันได้คือผู้สร้างเลือกทั้งภาพแทนสิ่งมีชีวิตและลายนามธรรมตามหน้าที่ห้อง ความหลากหลายนี้เตือนว่าศิลปกรรมอิสลามในชีวิตฆราวาสไม่จำกัดอยู่กับอักษรและเรขาคณิต

วัตถุอื่นเติมภาพการตกแต่ง ประตูไม้สักซึ่งนำวัตถุดิบจากเอเชียใต้หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาถึงอิรักถูกแกะด้วยลายขอบเฉียง แก้วสี กระเบื้อง และหอยมุกสะท้อนแสงในจุดสำคัญ วัสดุจากทางไกลกับปูนท้องถิ่นจึงอยู่ในห้องเดียวกัน ราชสำนักแสดงขอบเขตเครือข่ายผ่านสิ่งที่ผู้มาเยือนมองและสัมผัสได้

07

รูปแบบซึ่งเดินทางออกจากเมืองหลวง

เมื่อเจ้าหน้าที่ ทหาร และช่างย้ายระหว่างหัวเมือง พวกเขานำความคุ้นเคยด้านรูปแบบกับวิธีผลิตติดตัวไปด้วย แผงหล่อทำให้แบบซามัรรออ์ถ่ายทอดง่ายกว่างานแกะเฉพาะชิ้น ลายขอบเฉียงปรากฏในไม้ ปูน และวัสดุอื่นนอกอิรัก การแพร่ไม่ได้หมายถึงการส่งแม่พิมพ์ชุดเดียวไปทุกแห่ง แต่เป็นการรับหลักการย่อรูป สร้างเงา และทำจังหวะซ้ำไปดัดแปลงกับฝีมือท้องถิ่น

มัสยิดอิบนุฏูลูนในไคโรซึ่งสร้างระหว่าง ค.ศ. 876–879 แสดงงานปูนที่สัมพันธ์กับโลกซามัรรออ์ ผู้ก่อตั้งเคยอยู่ในระบบทหารอับบาซียะฮ์และสร้างศูนย์อำนาจใหม่ในอียิปต์ ขณะเดียวกันลายแบบเดียวกันหรือใกล้เคียงปรากฏในซีเรีย อิหร่าน และเอเชียกลาง การเทียบรายละเอียดช่วยเห็นเครือข่าย แต่ต้องหลีกเลี่ยงการอธิบายว่าทุกลายเกิดจากเมืองเดียวโดยตรง

ความสำคัญของซามัรรออ์จึงอยู่ที่การทำให้การตกแต่งขนาดใหญ่เป็นระบบ ช่างสามารถสร้างความต่อเนื่องทั่ววังโดยใช้หน่วยย่อย แล้วเปิดพื้นที่ให้แต่ละภูมิภาคเปลี่ยนรูปทรงตามรสนิยมของตน หลักการนี้พบต่อในงานปูน ไม้ และหินหลายยุค แม้เมืองหลวงถูกทิ้ง ภาษาของพื้นผิวซึ่งพัฒนาที่นี่กลับอยู่ได้นานกว่าสถาบันผู้ว่าจ้าง

08

การขุดค้น แม่พิมพ์ และโบราณวัตถุที่กระจายไปหลายพิพิธภัณฑ์

ระหว่าง ค.ศ. 1911–1913 คณะของฟรีดริช ซาร์เรอและแอร์นสท์ แฮร์ซเฟลด์ขุดซามัรรออ์อย่างเป็นระบบ พวกเขาถ่ายภาพ เขียนผัง และบันทึกตำแหน่งชิ้นส่วนในวังกับบ้าน งานนี้เป็นหมุดหมายของโบราณคดีอิสลาม เพราะศึกษาทั้งเมืองและวัตถุจากชีวิตหลังยุคโบราณซึ่งวงการยุโรปเคยให้ความสนใจน้อยกว่าสุเมเรียน อัสซีเรีย หรือบาบิโลน

ช่างปูนเธโอดอร์ บาร์ทุสถอดแผงบางชิ้นและทำแบบหล่อจากผนังเพื่อเก็บรูปที่เปราะบาง วิธีนี้ช่วยให้พิพิธภัณฑ์ประกอบผืนลายและนักวิชาการเทียบหน่วยซ้ำ แต่การถอดทำให้ชิ้นงานแยกจากห้องเดิม วัตถุจำนวนมากเดินทางสู่เบอร์ลิน ส่วนอีกกลุ่มไปลอนดอนและคอลเล็กชันอื่นตามการแบ่งโบราณวัตถุและเหตุการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

พิพิธภัณฑ์บางแห่งจัดแสดงทั้งของเดิมและสำเนาปูน หากป้ายไม่ชัด ผู้ชมอาจคิดว่าสิ่งหล่อคริสต์ศตวรรษที่ 20 คือผนังอับบาซียะฮ์ การตรวจหมายเลขทะเบียน บันทึกหลุมขุด และภาพก่อนถอดจึงสำคัญเท่าการดูรูปแบบ ประวัติของชิ้นงานตั้งแต่ผนังวัง ผ่านห้องเก็บ จนถึงตู้จัดแสดงยังเผยประวัติการสะสมและอำนาจในการนิยามมรดก

09

รักษาเมืองอิฐและคืนบริบทให้ผนังที่หายไป

อิฐดิบละลายและแตกร่วนเมื่อเผชิญฝน ลม และการเหยียบซ้ำ พื้นที่ซามัรรออ์กว้างเกินกว่าจะคลุมหรือบูรณะทุกอาคาร การอนุรักษ์จึงต้องควบคุมถนน การเกษตร การก่อสร้าง และการขุดผิดกฎหมายควบคู่กับเสริมกำแพงที่มองเห็น หลักฐานส่วนใหญ่ยังอยู่ใต้ดิน การรักษาชั้นดินที่ดูว่างเปล่าจึงมีความหมายไม่แพ้การซ่อมประตูวัง

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเมืองโบราณคดีซามัรรออ์เป็นมรดกโลกใน ค.ศ. 2007 และใส่ไว้ในบัญชีมรดกที่อยู่ในภาวะอันตรายพร้อมกัน ความขัดแย้ง การทหาร และการพัฒนาเมืองเพิ่มความเสี่ยงต่อพื้นที่ ขณะที่วัตถุในต่างประเทศรอดจากการเสื่อมบางแบบแต่สูญความสัมพันธ์ทางกายภาพกับอาคาร เทคโนโลยีภาพสามมิติและฐานข้อมูลจึงช่วยต่อชิ้นส่วนข้ามสถาบันโดยไม่อ้างว่าแทนของเดิมได้ทั้งหมด

พระราชวังซามัรรออ์เหลือให้เห็นเป็นผังต่ำ ส่วนลายปูนจำนวนมากอยู่ไกลจากอิรัก การนำสองส่วนกลับมาอ่านร่วมกันทำให้วังไม่เหลือเพียงขนาดมหึมา และแผงปูนไม่เหลือเพียงของประดับงาม ผังบอกลำดับอำนาจ วัสดุบอกแรงงานกับการผลิต ส่วนการกระจายรูปแบบบอกเครือข่ายของผู้คน มรดกที่แท้จึงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ห้อง ช่าง และผู้ชมหลายยุค การให้ภาพถ่ายเก่า ผัง และทะเบียนวัตถุเชื่อมถึงกันช่วยให้ผู้ชมในอิรักกับต่างประเทศตรวจสอบเรื่องเดียวกันได้โดยไม่ต้องรวมของทั้งหมดไว้ในสถานที่เดียว

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. อัลมุอ์ตะศิมย้ายราชสำนัก

    ซามัรรออ์ขยายเป็นเมืองสำหรับกองทัพ ข้าราชการ ช่าง และพระราชวังหลวง

  2. อัลวาษิกสืบโครงการวัง

    เขตพำนัก สวน และอาคารของชนชั้นนำขยายตามแนวไทกริส

  3. อัลมุตะวักกิลเริ่มรัชสมัยก่อสร้าง

    พระราชวัง เมืองย่อย และพื้นที่พิธีทำให้ภูมิทัศน์ราชสำนักขยายอย่างรวดเร็ว

  4. อัลมุตะวักกิลถูกลอบสังหาร

    การแย่งชิงอำนาจลดความต่อเนื่องของโครงการขนาดใหญ่ แม้ราชสำนักยังอยู่ในเมือง

  5. ราชสำนักกลับแบกแดด

    วังจำนวนมากสูญเสียผู้ใช้และระบบบำรุงรักษา ทำให้เขตเมืองค่อยๆ หดตัว

  6. ขุดค้นวังและบ้านอย่างเป็นระบบ

    คณะซาร์เรอ–แฮร์ซเฟลด์บันทึกผัง ถอดแผงปูน และทำแบบหล่อจากงานประดับ

  7. ชิ้นปูนเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ยุโรป

    ของเดิมกับสำเนาจากการขุดได้รับหมายเลขทะเบียนและเริ่มจัดแสดงในเบอร์ลินกับลอนดอน

  8. ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

    ยูเนสโกรับรองเมืองโบราณคดีพร้อมจัดให้อยู่ในภาวะอันตรายเพื่อเร่งการคุ้มครอง

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ