← กลับสู่คลังอารยธรรมอิสลาม
ภาพตีความลานสถาบันการศึกษาในโมร็อกโก

15 · MOROCCO · EDUCATION · คริสต์ศตวรรษที่ 18

สถาบันลุกอช

สถาบันลุกอชตั้งอยู่ใกล้มัสยิดใหญ่และจัตุรัสกลางของมะดีนะฮ์เตโตอวน เป็นกลุ่มอาคารในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งรวมมัสยิด มัดรอซะฮ์ ห้องพักผู้เรียน ลานสวน และพื้นที่ชำระล้างเข้าไว้ด้วยกัน ระเบียนสถาปัตยกรรมระบุว่าหัจญ์อุมัร ลุกอชเป็นผู้เริ่มโครงการ และมุฮัมมัด ลุกอชผู้เป็นบุตรทำต่อในช่วง ฮ.ศ. 1163–1170 / ค.ศ. 1750–1757 ส่วนระเบียนทางการของโมร็อกโกใช้ ฮ.ศ. 1171–1172 / ค.ศ. 1758 และเชื่อมการก่อตั้งเข้ากับพระบัญชาของสุลต่านมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลลอฮ์แห่งอะละวียะฮ์ ภายในมีห้องพักห้าสิบสี่ห้องล้อมลานสองแห่ง โดยลานใหญ่เป็นสวนสี่ส่วนซึ่งปลูกส้ม มะนาว และมะเดื่อรอบน้ำพุกลาง ผังเช่นนี้ทำให้การเรียน การอยู่อาศัย และชีวิตเมืองแบบอันดะลุสของเตโตอวนดำเนินอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ก่อนที่อาคารจะเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์มรดกศาสนาและการศึกษาแบบดั้งเดิมใน ฮ.ศ. 1432 / ค.ศ. 2011

01

เตโตอวน เมืองอันดะลุสบนฝั่งมะฆริบ

เตโตอวนตั้งอยู่เชิงเทือกเขาริฟในหุบเขามัรตีล ห่างชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเพียงไม่กี่กิโลเมตร ตำแหน่งเมืองควบคุมเส้นทางระหว่างท่าเรือ ที่ราบเกษตรกรรม และช่องเขาสู่ภายในโมร็อกโก ชุมชนมุสลิมรู้จักบริเวณนี้มาตั้งแต่ต้นยุคอิสลาม แต่เมืองได้รับความเสียหายจากสงครามหลายครั้งและต้องสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15

หลังกรานาดาสิ้นอำนาจมุสลิมใน ฮ.ศ. 897 / ค.ศ. 1492 ผู้ลี้ภัยจากอันดะลุสเดินทางมายังเตโตอวนจำนวนมาก พวกเขานำภาษา งานช่าง ดนตรี กฎหมาย ประเพณีบ้านลาน และเครือข่ายการค้าข้ามทะเลมาด้วย มะดีนะฮ์ซึ่งสร้างขึ้นใหม่จึงมีถนนคดเคี้ยว บ้านผนังขาว ลานภายใน น้ำพุ มัสยิด และงานกระเบื้องซึ่งผสมประสบการณ์อันดะลุสกับวัสดุของมะฆริบ

ยูเนสโกอธิบายมะดีนะฮ์เตโตอวนว่าเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่แต่รักษาผังกับลำดับพื้นที่ได้สมบูรณ์ กำแพงยาวราวห้ากิโลเมตรและประตูเจ็ดแห่งล้อมเครือข่ายถนน จากแกนหลักสู่จัตุรัส มัสยิด ซาวิยะฮ์ ฟุนดุก และย่านช่าง ก่อนแยกเป็นตรอกเล็กเข้าสู่บ้าน สถาบันลุกอชเกิดในโครงสร้างนี้และรับหน้าที่เชื่อมพื้นที่สาธารณะกับชีวิตผู้เรียน

02

เมืองท่า ราชสำนัก และอำนาจอะละวียะฮ์

คริสต์ศตวรรษที่ 17–18 เตโตอวนเติบโตจากการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ความสัมพันธ์กับเมืองยุโรป และการเคลื่อนย้ายผู้คนจากอันดะลุสตอนปลาย ครอบครัวพ่อค้า อุละมาอ์ และข้าราชการมีบทบาทในการบริหารเมือง รายได้จากตลาด ท่าเรือ และเกษตรกรรมหล่อเลี้ยงมัสยิด ซาวิยะฮ์ โรงอาบน้ำ และสถาบันซึ่งตั้งกระจายอยู่ในมะดีนะฮ์

ราชวงศ์อะละวียะฮ์พยายามผูกเมืองเหนือเข้ากับอำนาจส่วนกลางผ่านการแต่งตั้งผู้ว่าการ การเก็บภาษี และการอุปถัมภ์ศาสนา สุลต่านมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลลอฮ์ขึ้นครองราชย์ใน ฮ.ศ. 1171 / ค.ศ. 1757 และให้ความสำคัญกับเมืองท่า การค้า และการศึกษาของอุละมาอ์ โครงการลุกอชจึงอยู่ตรงรอยต่อระหว่างการริเริ่มของตระกูลท้องถิ่นกับนโยบายของราชสำนัก

มัดรอซะฮ์ในเตโตอวนไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่าสถาบันมะรีนียะฮ์ของฟาซ แต่ตอบความต้องการเฉพาะของเมือง ชุมชนต้องการที่พักสำหรับผู้เรียนจากริฟ ญะบาละฮ์ และภูมิภาคอื่นซึ่งเข้ามาศึกษากับครูใกล้มัสยิดใหญ่ การให้ที่พักและอาหารบางส่วนช่วยให้ครอบครัวชนบทส่งบุตรหลานมาเรียนได้ โดยไม่ต้องมีเครือญาติในเมือง

03

หัจญ์อุมัร ลุกอชและการก่อสร้างสองชั่วคน

หัจญ์อุมัร ลุกอชเป็นบุคคลสำคัญของเตโตอวนในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และเริ่มสร้างสถาบันใกล้ศูนย์กลางเมือง ระเบียนสถาปัตยกรรมระบุว่ามุฮัมมัด ลุกอชผู้เป็นบุตรทำโครงการต่อในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการระหว่าง ฮ.ศ. 1163–1170 / ค.ศ. 1750–1757 ลำดับนี้แสดงว่างานไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่พัฒนาผ่านการอุปถัมภ์ของครอบครัวซึ่งมีบทบาททางการเมือง การส่งต่องานจากบิดาสู่บุตรยังทำให้ชื่อสกุลผูกกับพื้นที่เมืองนานกว่าวาระของตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง

เอกสารทางการของโมร็อกโกใช้ ฮ.ศ. 1171–1172 / ค.ศ. 1758 เป็นปีสร้างหรือเปิดใช้งาน และระบุว่าผู้ว่าการอุมัร ลุกอชดำเนินงานตามพระบัญชาของสุลต่านมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลลอฮ์ วันเวลาสองชุดจึงวางกระบวนการเดียวกันไว้คนละจุด ชุดหนึ่งติดตามระยะเริ่มและการทำต่อของบิดากับบุตร อีกชุดกำหนดช่วงที่โครงการเข้าสู่กรอบการอุปถัมภ์ของราชสำนักอะละวียะฮ์

ชื่อของครอบครัวกลายเป็นชื่ออาคารและอยู่ในความทรงจำเมือง การอุปถัมภ์เช่นนี้สร้างเกียรติแก่ผู้บริจาค พร้อมจัดบริการแก่สังคม สถาบันรองรับผู้เรียนซึ่งจะเป็นครู อิหม่าม คอฏีบ อาลักษณ์ และผู้ทำงานด้านกฎหมายศาสนา ส่วนรัฐได้เครือข่ายบุคลากรกับอุละมาอ์ซึ่งเชื่อมเมืองเหนือเข้ากับการปกครองส่วนกลาง

04

มัสยิด มัดรอซะฮ์ และจัตุรัสกลางเมือง

กลุ่มลุกอชตั้งชิดถนนกับจัตุรัสสำคัญของมะดีนะฮ์ มัสยิดมีทางเข้าสามด้าน โดยประตูหลักหันสู่จัตุรัส ส่วนมัดรอซะฮ์กับห้องพักแยกทางสัญจรเพื่อให้ผู้เรียนเข้าออกได้โดยไม่รบกวนแถวละหมาด พื้นที่ชำระล้างเดิมตั้งเป็นลานอิสระและเข้าถึงจากถนนมุก็อดดัม การแยกหน้าที่เช่นนี้ช่วยจัดการความสะอาด เสียง และการไหลของคน

รูปทรงโค้งในมัสยิดกับมัดรอซะฮ์ช่วยบอกลำดับการสร้าง ซุ้มของส่วนพักมีความโค้งเกือบครึ่งวงกลม ขณะที่มัสยิดใช้ซุ้มแหลมซึ่งแพร่ในเตโตอวนช่วงไตรมาสที่สองของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ความต่างทางรูปแบบสอดคล้องกับการก่อสร้างเป็นระยะ และแสดงว่าช่างปรับโครงการตามรสนิยมกับอำนาจของแต่ละช่วง

หออะซานประดับซุ้มตื้นกับแนวเชิงเทิน แต่ผิวส่วนใหญ่เรียบและใช้สัดส่วนสร้างความโดดเด่น เมื่อมองจากตรอก หออะซานทำหน้าที่เป็นจุดนำทางเหนือหลังคาบ้าน ขณะที่ประตูระดับถนนผูกสถาบันกับจัตุรัส ร้านค้า และมัสยิดใหญ่ ความสำคัญของลุกอชจึงมาจากตำแหน่งในเมืองพอๆ กับความงามภายใน

05

ลานสองแห่งและสวนสี่ส่วน

มัดรอซะฮ์จัดห้องพักห้าสิบสี่ห้องรอบลานสองแห่ง ลานใหญ่มีผังสวนสี่ส่วน ทางเดินแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็นสี่แปลงและมาบรรจบที่น้ำพุกลาง รูปแบบนี้มีรากยาวในสวนอิสลามและเหมาะกับชีวิตชุมชน เพราะจัดทั้งร่มเงา กลิ่น ผลไม้ และน้ำไว้ในแกนซึ่งทุกห้องเข้าถึงได้

ต้นส้ม มะนาว และมะเดื่อให้ผลตามฤดูกาล ใบไม้ลดความร้อนและเสียงสะท้อนจากผนัง น้ำพุเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ลานในฤดูร้อน ผู้เรียนใช้ระเบียงรอบสวนเดินไปห้อง นั่งอ่าน หรือสนทนาหลังบทเรียน สวนจึงเป็นโครงสร้างด้านภูมิอากาศและพื้นที่สังคม ไม่ได้เป็นเพียงฉากประดับกลางอาคาร

ลานเล็กช่วยนำแสงกับอากาศเข้าสู่ห้องด้านในและแยกกิจกรรมซึ่งต้องการความสงบออกจากแกนใหญ่ การมีลานสองขนาดทำให้ผังตอบทั้งการรวมกลุ่มกับการพักส่วนตัว ช่องเปิด ประตูไม้ และระเบียงกำหนดระดับการมองเห็น ผู้เรียนสามารถรับรู้ชีวิตส่วนรวมโดยยังมีพื้นที่เก็บของ อ่าน และนอนของตนเอง จังหวะระหว่างลานใหญ่ ลานเล็ก และห้องทำให้อาคารรองรับคนต่างวัยกับกิจกรรมหลายช่วงเวลาโดยไม่ต้องใช้ทางเดินขนาดใหญ่

06

ห้าสิบสี่ห้องกับชีวิตของผู้เรียนต่างถิ่น

ห้องพักแต่ละห้องมีขนาดกะทัดรัดและใช้เครื่องเรือนน้อย เสื่อ ผ้าห่ม หีบ ตำรา แผ่นไม้เขียน และตะเกียงเป็นของสำคัญ ช่องแสงรับอากาศจากลาน ส่วนระเบียงเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างห้องส่วนตัวกับชุมชน จำนวนห้าสิบสี่ห้องทำให้สถาบันรองรับผู้เรียนได้มากพอจะสร้างเครือข่าย แต่ยังคงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างผู้อาศัย

ผู้เรียนมาจากหมู่บ้านในญะบาละฮ์ เทือกเขาริฟ เมืองภายใน และภูมิภาคอื่นของโมร็อกโก บางคนได้รับการสนับสนุนผ่านวะกัฟ บางคนพึ่งครอบครัวหรือทำงานเสริมในตลาด การอยู่ใกล้มัสยิดใหญ่ลดเวลาเดินทางและเปิดโอกาสให้ติดตามวงเรียนฮะลาเกาะฮ์หลายวง การเรียนจึงผูกกับตารางละหมาดและจังหวะชีวิตเมือง

กิจวัตรเริ่มก่อนรุ่งอรุณด้วยการชำระล้างและละหมาด จากนั้นเป็นการอ่าน ท่องจำ หรือพบอาจารย์ ช่วงกลางวันผู้เรียนออกไปซื้ออาหาร คัดตำรา หรือช่วยงานในย่าน ตอนค่ำห้องกับระเบียงสว่างด้วยตะเกียง การใช้พื้นที่ตลอดวันต้องอาศัยผู้ดูแลประตู คนทำความสะอาด ผู้ส่งน้ำ และช่างซ่อมซึ่งทำให้อาคารอยู่อาศัยได้จริง

07

ความรู้ทางศาสนาและเครือข่ายของโมร็อกโกตอนเหนือ

การเรียนมุ่งอัลกุรอาน กิรออาต หะดีษ นิติศาสตร์มัสฮับมาลิกีย์ หลักภาษา และการอธิบายตำรา ผู้เรียนอ่านกับครูเป็นลำดับตั้งแต่งานเบื้องต้นสู่บทที่ซับซ้อน การท่องจำทำให้จำข้อความหลักได้ ส่วนคำอธิบายกับการอภิปรายฝึกเชื่อมหลักกฎหมายเข้ากับโจทย์ของชุมชน อิญาซะฮ์รับรองความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์และอนุญาตให้ถ่ายทอดงานต่อ

เตโตอวนมีความสัมพันธ์กับฟาซ เชฟชาอูน ตังเญร์ เมืองริฟ และศูนย์ความรู้ในอันดะลุสที่คงอยู่ในความทรงจำครอบครัว ผู้เรียนกับอาจารย์นำสำเนาตำรา ข่าวสาร และแนวการสอนเดินทางไปตามเส้นทางเหล่านี้ ครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ลุกอชยังมีชื่อเสียงในฐานะที่พักของผู้เรียนจากภูมิภาคอื่นของประเทศ ทำให้มะดีนะฮ์เป็นจุดพบของสำเนียงและประสบการณ์หลายแบบ

ผู้เรียนซึ่งกลับภูมิลำเนาสามารถเป็นอิหม่าม ครู ผู้คัดสำเนา หรือเจ้าหน้าที่ศาสนา เครือข่ายศิษย์ส่งอิทธิพลของเตโตอวนออกไปโดยไม่ต้องสร้างสาขา มัดรอซะฮ์จึงเป็นสถานีหนึ่งในสายความรู้ของโมร็อกโก ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับครู ตำราที่ถือกลับ และความทรงจำของการอยู่ร่วมกันสร้างผลยาวนานกว่าช่วงเวลาพำนัก

08

จากการศึกษาแบบดั้งเดิมสู่การอนุรักษ์มะดีนะฮ์

คริสต์ศตวรรษที่ 20 เตโตอวนอยู่ภายใต้อารักขาสเปนและกลายเป็นศูนย์บริหารของเขตเหนือ โรงเรียนแบบใหม่ สถาบันสมัยใหม่ และการพิมพ์ขยายตัวพร้อมขบวนการชาตินิยม ลุกอชยังรับผู้เรียนศาสนา แต่ต้องทำงานอยู่ข้างระบบการศึกษาซึ่งมีตาราง วิชา และการรับรองต่างออกไป อาคารจึงเป็นทั้งที่พักเดิมและสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องในช่วงการเปลี่ยนแปลง

หลังโมร็อกโกได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1956 การจัดการศึกษาศาสนาเข้าสู่โครงสร้างรัฐมากขึ้น หน้าที่พักของลุกอชค่อยๆ ลดลงและอาคารปิดในคริสต์ทศวรรษ 1980 สภาพหลังคา ไม้ ปูน และระบบน้ำต้องการการซ่อม ขณะมะดีนะฮ์เผชิญแรงกดดันจากความหนาแน่น การเปลี่ยนบ้าน และการย้ายกิจกรรมออกสู่เมืองใหม่

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนมะดีนะฮ์เตโตอวนเป็นมรดกโลกใน ค.ศ. 1997 โดยเน้นผังเมืองอันดะลุสและความสมบูรณ์ของกำแพง ตรอก ตลาด และศาสนสถาน สถานะนี้ช่วยให้การฟื้นฟูลุกอชถูกวางไว้ในแผนเมือง ไม่ใช่งานซ่อมอาคารโดดเดี่ยว กระทรวงวัฒนธรรม เทศบาล และผู้เชี่ยวชาญจึงต้องประสานวัสดุเดิม การใช้งานใหม่ และชีวิตชุมชนรอบข้าง

09

พิพิธภัณฑ์มรดกศาสนาและการศึกษาแบบดั้งเดิม

โครงการฟื้นฟูซ่อมโครงสร้าง ห้องพัก ลานสวน งานไม้ และระบบน้ำ พร้อมปรับเส้นทางให้รองรับผู้ชม อาคารเปิดใน ฮ.ศ. 1432 / ค.ศ. 2011 เป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเล่ามรดกศาสนาและการศึกษาแบบดั้งเดิมของเตโตอวน การเปลี่ยนหน้าที่ช่วยให้ห้องเดิมกลับมาใช้งานสาธารณะโดยยังรักษาผังซึ่งบอกเรื่องชีวิตผู้เรียน

การจัดแสดงเชื่อมวัตถุเกี่ยวกับการอ่าน การเขียน การละหมาด และงานช่างเข้ากับสถาปัตยกรรม ห้องพักทำให้ผู้ชมเข้าใจขนาดชีวิตประจำวัน ลานสวนอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างน้ำ พืช และภูมิอากาศ ส่วนมัสยิดกับพื้นที่ชำระล้างแสดงว่าการศึกษาเกิดในระบบกิจวัตรทางศาสนา พื้นที่จึงทำหน้าที่เป็นทั้งวัตถุจัดแสดงและกรอบสำหรับอ่านวัตถุอื่น การเดินจากจัตุรัสเข้าสู่สวนยังทำให้ผู้ชมสัมผัสลำดับเดียวกับผู้เรียนในอดีต แม้จุดหมายของการมาเยือนจะเปลี่ยนไป

ลุกอชทำให้ประวัติเตโตอวนมองเห็นผ่านผู้คนหลายกลุ่ม ตั้งแต่ตระกูลผู้อุปถัมภ์ ราชสำนักอะละวียะฮ์ อุละมาอ์ ผู้เรียนต่างถิ่น ช่างสวน คนดูแลน้ำ ไปจนถึงนักอนุรักษ์ร่วมสมัย ห้องห้าสิบสี่ห้องกับต้นไม้ในลานเก็บร่องรอยของเมืองซึ่งรับมรดกอันดะลุสแล้วสร้างรูปแบบของตนเอง มรดกของสถานที่จึงอยู่ที่การใช้ความรู้เชื่อมบ้านเกิดต่างๆ เข้ากับชุมชนเมือง

ลำดับเหตุการณ์

เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง

  1. เตโตอวนสร้างขึ้นใหม่

    ชุมชนอันดะลุสกับมะฆริบร่วมสร้างมะดีนะฮ์บนเส้นทางสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

  2. ผู้ลี้ภัยจากกรานาดาเดินทางสู่โมร็อกโก

    ประชากรใหม่เสริมภาษา งานช่าง การค้า และความทรงจำอันดะลุสของเมือง

  3. ครอบครัวลุกอชดำเนินการก่อสร้าง

    หัจญ์อุมัรเริ่มโครงการและมุฮัมมัด ลุกอชทำงานต่อในสมัยเป็นผู้ว่าการ

  4. โครงการเข้าสู่การอุปถัมภ์อะละวียะฮ์

    ระเบียนทางการเชื่อมสถาบันกับสุลต่านมุฮัมมัด อิบนุ อับดุลลอฮ์

  5. ศูนย์พักผู้เรียนจากหลายภูมิภาค

    ลุกอชเชื่อมการศึกษาของเตโตอวนกับเครือข่ายทั่วโมร็อกโก

  6. ยุติการใช้เป็นที่พักผู้เรียน

    หน้าที่การศึกษาเปลี่ยนและอาคารเข้าสู่ช่วงเตรียมฟื้นฟู

  7. เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์

    อาคารกลับมาใช้สาธารณะเพื่อเล่ามรดกศาสนาและการศึกษาแบบดั้งเดิม

หลักฐานและแหล่งอ่านต่อ