มัสยิดใหญ่แห่งอัลก็อยเราะวาน
มัสยิดใหญ่แห่งอัลก็อยเราะวานสืบจุดกำเนิดถึง ฮ.ศ. 50 / ค.ศ. 670 เมื่ออุกบะฮ์ อิบนุ นาฟิอ์ตั้งเมืองค่ายของกองทัพในอิฟริกียะฮ์ อาคารแรกผ่านการทำลายและสร้างใหม่หลายครั้ง ก่อนซิยาดะตุลลอฮ์ที่ 1 แห่งราชวงศ์อัฆละบียะฮ์จะรื้อสร้างครั้งใหญ่ใน ฮ.ศ. 221 / ค.ศ. 836 จนได้แกนซึ่งยังกำหนดภาพมัสยิดปัจจุบัน ลานกลางแจ้ง หออะซานสี่เหลี่ยม ป่าเสาหินจากอาคารโบราณ มิห์รอบ กระเบื้องเคลือบเงา และมิมบัรไม้เชื่อมแอฟริกาเหนือเข้ากับเมดิเตอร์เรเนียน อิรัก และเส้นทางการค้าไกลออกไป ขณะเดียวกันวงเรียนฮะลาเกาะฮ์กับหอหนังสือทำให้สถานที่เป็นศูนย์กลางนิติศาสตร์มาลิกีย์ มัสยิดจึงเป็นทั้งศูนย์กลางของเมือง สัญลักษณ์ของรัฐ และพื้นที่ซึ่งผู้คนสืบความรู้กับศาสนกิจต่อเนื่องมากกว่าสิบสามศตวรรษ
เมืองค่ายในที่ราบอิฟริกียะฮ์
อุกบะฮ์ อิบนุ นาฟิอ์ตั้งอัลก็อยเราะวานใน ฮ.ศ. 50 / ค.ศ. 670 ระหว่างการขยายอำนาจอุมัยยะฮ์สู่แอฟริกาเหนือ ชื่ออัลก็อยเราะวานสัมพันธ์กับความหมายของกองค่ายหรือขบวนทหาร เมืองอยู่ลึกจากชายฝั่ง ลดความเสี่ยงจากกองเรือไบแซนไทน์ และเป็นฐานส่งกำลังสู่พื้นที่มัฆริบ ที่ตั้งบนที่ราบกึ่งแห้งแล้งช่วยควบคุมเส้นทางบก แต่ขาดแม่น้ำถาวรขนาดใหญ่ จึงต้องวางระบบน้ำและเสบียงพร้อมการก่อเมืองตั้งแต่ต้น
มัสยิดกับที่ทำการผู้ปกครองถูกวางใกล้ศูนย์กลางค่าย พื้นที่ละหมาดทำให้ทหาร ผู้ตั้งถิ่นฐาน และครอบครัวรวมตัวในวันศุกร์ ส่วนคุฏบะฮ์ประกาศความสัมพันธ์กับอำนาจอุมัยยะฮ์ที่ดามัสกัส เมืองค่ายจึงไม่ได้เป็นเพียงฐานรบ แต่เป็นเครื่องมือสร้างสังคมใหม่ซึ่งกฎหมาย ภาษา พิธีกรรม และการบริหารทำงานร่วมกัน การตั้งมัสยิดเป็นศูนย์ช่วยเปลี่ยนชุมชนเคลื่อนที่ของกองทัพให้กลายเป็นนครถาวร
อาคารของอุกบะฮ์ไม่เหลือรูปร่างให้ศึกษาครบ มัสยิดถูกทำลายท่ามกลางความขัดแย้งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 และได้รับการสร้างใหม่หลายรอบ ส่วนที่เห็นวันนี้เป็นผลจากงานคริสต์ศตวรรษที่ 9 กับการซ่อมยุคหลังมากกว่าจะเป็นผนังเดิม ค.ศ. 670 ความต่อเนื่องจึงอยู่ที่สถานที่ หน้าที่ และความทรงจำของผู้ก่อตั้ง ขณะที่รูปสถาปัตยกรรมเปลี่ยนตามรัฐซึ่งเข้ามาครองอิฟริกียะฮ์
การสร้างใหม่ก่อนยุคอัฆละบียะฮ์
แม่ทัพหะสันสร้างมัสยิดใหม่ใน ฮ.ศ. 84 / ค.ศ. 703 หลังอำนาจอุมัยยะฮ์กลับมาตั้งมั่น ต่อมา บิชร อิบนุ ศ็อฟวาน ผู้ว่าการอิฟริกียะฮ์ขยายพื้นที่ราว ฮ.ศ. 103–109 / ค.ศ. 722–728 แหล่งประวัติศาสตร์กล่าวว่าเขารักษาตำแหน่งมิห์รอบไว้ขณะปรับอาคารส่วนใหญ่ และเริ่มแกนหออะซานทางเหนือ งานแต่ละระยะตอบสนองเมืองซึ่งมีประชากรกับสถาบันการปกครองเพิ่มขึ้น
ยุคอับบาสียะฮ์ ผู้ว่าการยะซีด อิบนุ หาติมบูรณะมัสยิดอีกครั้งราว ฮ.ศ. 155 / ค.ศ. 772 การเปลี่ยนราชวงศ์ในตะวันออกไม่ได้ทำให้อิฟริกียะฮ์สงบทันที กองทหาร กลุ่มชนท้องถิ่น และผู้ว่าการแข่งขันเรื่องภาษีกับอำนาจ มัสยิดญามิอ์ยังเป็นพื้นที่ซึ่งรัฐใหม่แสดงความชอบธรรมผ่านคุฏบะฮ์และงานก่อสร้าง การซ่อมกำแพงหรือขยายลานจึงมีความหมายทางการเมืองเท่ากับการรองรับผู้ละหมาด
วัสดุจากแหล่งโรมัน คริสต์ยุคต้น และไบแซนไทน์ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ระยะเหล่านี้ เสาหินอ่อน แกรนิต หินพอร์ฟิรี และหัวเสาหลากแบบเดินทางจากคาร์เธจ สไบตลา และเมืองโบราณอื่นเข้าสู่อัลก็อยเราะวาน การใช้ซ้ำช่วยลดภาระขุดหินกับแกะเสาใหม่ พร้อมนำมรดกของภูมิภาคมาประกอบในศาสนสถานอิสลาม ช่างต้องคัดและปรับชิ้นส่วนต่างขนาดให้ทำงานในแนวซุ้มเดียวกัน จึงเป็นทั้งการประหยัดทรัพยากรและการแสดงทักษะ
อัฆละบียะฮ์และการสร้างอนุสรณ์ของรัฐ
อิบรอฮีมที่ 1 ผู้ก่อตั้งราชวงศ์อัฆละบียะฮ์ได้รับอำนาจปกครองอิฟริกียะฮ์จากอับบาสียะฮ์ใน ฮ.ศ. 184 / ค.ศ. 800 ราชวงศ์ใหม่ส่งบรรณาการและยอมรับเคาะลีฟะฮ์ที่แบกแดด แต่บริหารภาษี กองทัพ และโครงการก่อสร้างด้วยตนเอง ความมั่งคั่งจากเกษตรกรรม การค้า และการขยายอำนาจในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทำให้ราชสำนักสร้างอ่างเก็บน้ำ เมืองวัง ป้อม และมัสยิดซึ่งเปลี่ยนภาพอิฟริกียะฮ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 9
ซิยาดะตุลลอฮ์ที่ 1 สั่งรื้อและสร้างมัสยิดใหญ่ใหม่ใน ฮ.ศ. 221 / ค.ศ. 836 โดยใช้หิน อิฐ และไม้ถาวรกว่าโครงสร้างก่อนหน้า งานครั้งนี้กำหนดขนาดลาน หอละหมาด กำแพง และแกนหลักซึ่งยังอ่านได้ในปัจจุบัน การลงทุนกับมัสยิดหลังช่วงความปั่นป่วนภายในช่วยให้ผู้ปกครองประกาศทั้งความศรัทธา ความมั่นคง และความสามารถระดมทรัพยากรจากทั่วรัฐ
อบู อิบรอฮีม อะห์มัดขยายและตกแต่งต่อใน ฮ.ศ. 247–248 / ค.ศ. 862–863 เขาเพิ่มช่วงด้านเหนือ ปรับทางเข้าหอละหมาด สร้างโดมเหนือแกนกลาง และมอบงานประดับมิห์รอบกับมิมบัรซึ่งกลายเป็นสมบัติสำคัญของมัสยิด ต่อมาอิบรอฮีมที่ 2 เพิ่มแนวระเบียงใน ฮ.ศ. 261 / ค.ศ. 875 การสร้างหลายรัชสมัยยังรักษาผังรวมไว้ ทำให้มัสยิดเป็นอนุสรณ์ของราชวงศ์มากกว่าผลงานผู้ปกครองคนเดียว
ลานกลางแจ้ง ป่าเสา และผังรูปตัวที
กำแพงหนากับหอค้ำทำให้ภายนอกมัสยิดดูคล้ายป้อม ประตูหลายด้านเปิดผ่านมุขเข้าสู่ลานกลางแจ้งกว้าง ทางใต้ของลานคือหอละหมาดแบบเสาจำนวนมาก แบ่งเป็นสิบเจ็ดแนวและแปดช่วงลึก แนวกลางซึ่งนำจากลานไปหามิห์รอบกว้างกว่าแนวข้าง ส่วนช่วงขนานผนังกิบละฮ์ก็กว้างเด่น เมื่อสองแกนตัดกันจึงเกิดผังคล้ายตัวทีซึ่งเน้นตำแหน่งมิห์รอบโดยไม่ปิดพื้นที่ละหมาดส่วนอื่น
เสาหลายร้อยต้นไม่ได้เรียงจากชุดผลิตเดียว หินอ่อนสีขาว แกรนิตเทา และพอร์ฟิรีสีเข้มสลับกับหัวเสาโครินเธียน ไอโอนิก และแบบดัดแปลง ช่างเลือกความสูง วางฐาน หรือปรับส่วนรับซุ้มให้แนวหลังคาเสมอกัน ความแตกต่างจึงยังมองเห็นใกล้ๆ แต่หลอมเป็นจังหวะเดียวเมื่อมองตลอดห้อง การประกอบชิ้นส่วนโบราณเช่นนี้ทำให้มัสยิดเป็นคลังวัสดุเมดิเตอร์เรเนียนที่ยังทำหน้าที่ทางโครงสร้างจริง
หลังคาไม้แบ่งเป็นช่วงช่วยให้ซ่อมส่วนเสียหายได้โดยไม่ต้องรื้อทั้งห้อง แสงเข้าจากประตู ลาน และช่องใกล้โดมก่อนค่อยๆ ลดลงในแนวเสาลึก พื้นที่ไม่ได้มีเก้าอี้ประจำ ผู้ละหมาดจัดแถวบนพื้น ส่วนวงเรียนฮะลาเกาะฮ์เลือกตำแหน่งตามแสง ความเงียบ และการสัญจร ผังเสาจึงยืดหยุ่นพอรับทั้งพิธีวันศุกร์ การสอน การอ่าน และการพักของผู้เดินทางในเวลาต่างกัน
หออะซานสี่เหลี่ยมและเมืองซึ่งแผ่ออกจากมัสยิด
หออะซานตั้งกึ่งกลางด้านเหนือของลาน ตรงข้ามแกนมิห์รอบ รูปทรงเป็นสี่เหลี่ยมสามชั้นซ้อนและลดขนาดขึ้นไป ความสูงราว 32 เมตรทำให้มองเห็นได้ไกลเหนือหลังคาเตี้ยของเมือง ส่วนล่างอาจเก็บงานก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 9 ไว้บ้าง แต่รูปลักษณ์หลักสัมพันธ์กับการก่อสร้างอัฆละบียะฮ์ ผนังทึบ ช่องเปิดเล็ก และสัดส่วนหนักแน่นทำให้หอดูเป็นทั้งจุดเรียกละหมาด หอสังเกตการณ์ และหลักหมายของชุมชน
เมื่ออุกบะฮ์ตั้งเมือง มัสยิดน่าจะอยู่ใกล้ศูนย์กลางกับทำเนียบผู้ว่าการ ถนนหลายสายแผ่ออกจากบริเวณนี้ไปยังประตู ตลาด และย่านพัก การขยายเมืองกับการเปลี่ยนแนวกำแพงในหลายศตวรรษทำให้ปัจจุบันมัสยิดอยู่ใกล้ขอบตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ตำแหน่งซึ่งดูเยื้องในเมืองสมัยใหม่จึงบันทึกการเคลื่อนของชุมชน ไม่ได้หมายความว่าผู้ก่อตั้งเลือกมุมห่างไกลตั้งแต่แรก
เสียงอะซานแบ่งเวลาให้ร้านค้า โรงช่าง บ้าน และวงเรียน ตลาดรอบมัสยิดรับผู้คนจากชนบทซึ่งเข้ามาละหมาด ติดต่อศาล หรือขายผลผลิต ในวันสำคัญ ลานกับถนนรองรับฝูงชนเกินกว่าผนังหอละหมาดจะบรรจุได้ ความสูงของหอจึงมีบทบาททางสังคมพอๆ กับรูปทรง มันทำให้ศูนย์กลางศาสนาปรากฏต่อผู้เดินทางก่อนมาถึงประตูเมือง และผูกภาพอัลก็อยเราะวานเข้ากับมัสยิดในความทรงจำของภูมิภาค
มิห์รอบ กระเบื้องเงา และมิมบัรไม้สัก
โดมเหนือช่องหน้ามิห์รอบวางบนฐานแปดเหลี่ยมกับส่วนรับมุมหินแกะ ซี่โดมและช่องแสงยกแกนกลางให้ต่างจากเพดานไม้รอบข้าง ใต้โดม มิห์รอบเว้าเข้าในผนังกิบละฮ์ ผิวตอนล่างใช้แผ่นหินอ่อนฉลุลายพืชกับเรขาคณิต ส่วนครึ่งโดมไม้เขียนสีสร้างบรรยากาศเข้มข้นในจุดซึ่งอิหม่ามยืน การจัดวัสดุหลายชนิดทำให้สายตาเคลื่อนจากพื้น เสา และซุ้มเข้าสู่แกนพิธีอย่างเป็นลำดับ
รอบมิห์รอบมีแผ่นกระเบื้องเคลือบเงาโลหะวางเฉียงเป็นตาราง งานส่วนใหญ่กำหนดอายุในคริสต์ศตวรรษที่ 9 และแสดงความสัมพันธ์กับศิลปกรรมอิรัก นักวิชาการยังถกเถียงว่ากระเบื้องผลิตในอิรักแล้วขนมาทั้งชุด หรือทำในอัลก็อยเราะวานโดยช่างซึ่งนำความรู้จากแบกแดดมา ความไม่แน่นอนนี้ไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงว่าราชสำนักอัฆละบียะฮ์เข้าถึงวัสดุ เทคนิค และเครือข่ายฝีมือไกลกว่าชายฝั่งอิฟริกียะฮ์
ข้างมิห์รอบคือมิมบัรไม้สักประกอบจากชิ้นส่วนมากกว่าสามร้อยชิ้น งานแกะลายเรขาคณิตกับพรรณพฤกษาผสมแรงบันดาลใจไบแซนไทน์และเมโสโปเตเมีย ไม้สักซึ่งมาจากเอเชียเดินทางผ่านเครือข่ายการค้าก่อนถึงโรงช่างแอฟริกาเหนือ มิมบัรคริสต์ศตวรรษที่ 9 นี้เป็นแท่นเทศน์ไม้เก่าแก่ที่สุดชุดหนึ่งที่ยังอยู่ เมื่ออิหม่ามขึ้นกล่าวคุฏบะฮ์ เครื่องเรือนจึงเปลี่ยนวัตถุหรูหราให้เป็นเวทีประกาศคำสอนและชื่อผู้ปกครองต่อสาธารณะ
ลานรับฝน บ่อน้ำ และภูมิอากาศกึ่งแห้งแล้ง
อัลก็อยเราะวานตั้งห่างแม่น้ำถาวรและได้รับฝนไม่สม่ำเสมอ รัฐอัฆละบียะฮ์จึงสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ชานเมืองเพื่อรับน้ำจากทางส่ง ส่วนมัสยิดมีบ่อกับถังใต้ลานสำหรับกิจวัตรภายใน พื้นลานลาดอย่างอ่อนโยนพาน้ำฝนไปยังจุดรวม การกักน้ำช่วยรองรับการชำระล้าง ทำความสะอาด และช่วงซึ่งแหล่งภายนอกลดลง แต่ต้องมีการกรองตะกอนก่อนน้ำเข้าสู่ถังปิด
อ่างกรองหินอ่อนซึ่งเห็นกลางลานปัจจุบันน่าจะรับรูปสำคัญในยุคมุรอดียะฮ์ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 มากกว่ายุคอัฆละบียะฮ์โดยตรง ลายซุ้มบนขอบทำให้องค์ประกอบเทคนิคกลายเป็นงานประดับ หลังน้ำผ่านช่องกรอง มันไหลลงถังใต้ดินซึ่งใช้เสารับเพดาน บ่อน้ำหลายจุดมีขอบทำจากโคนเสาโบราณ รอยเชือกบนหินบอกการชักถังขึ้นลงซ้ำๆ ยาวนานกว่าข้อความจารึกใด
ลานยังช่วยรับแสงและระบายอากาศให้แนวเสารอบข้าง หลังคาให้ร่มในฤดูร้อน ส่วนผิวหินเปิดรับแดดเพื่อให้แห้งหลังฝน น้ำกับสถาปัตยกรรมจึงทำงานตามฤดูกาล ไม่ได้มีน้ำไหลแสดงตลอดเวลาเหมือนสวนพระราชวัง การจัดเก็บอย่างประหยัดสะท้อนภูมิอากาศของเมืองและหน้าที่สาธารณะของมัสยิด ทุกหยดต้องผ่านการรวบรวม ดูแล และแบ่งใช้ในพื้นที่ซึ่งผู้คนจำนวนมากเข้ามาพร้อมกัน
วงเรียนมาลิกีย์ ตำรา และหอหนังสือ
คริสต์ศตวรรษที่ 9–11 อัลก็อยเราะวานเป็นศูนย์ความรู้สำคัญของมัฆริบ วงเรียนฮะลาเกาะฮ์ในมัสยิดถ่ายทอดอัลกุรอาน หะดีษ ภาษา และนิติศาสตร์ สะห์นูน (เสียชีวิต ฮ.ศ. 240 / ค.ศ. 854) กอฎีกับนักนิติศาสตร์คนสำคัญ ช่วยวางหลักมัสฮับมาลิกีย์ในอิฟริกียะฮ์ผ่านการสอนและอัลมุดาวะนะฮ์ ตำราซึ่งรวบรวมคำตอบทางกฎหมาย เครือข่ายศิษย์นำแนวคิดจากอัลก็อยเราะวานไปยังเมืองต่างๆ ในแอฟริกาเหนือและอัลอันดะลุส
ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 อิบนุ อบี ซัยด์ อัลก็อยเราะวานีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 386 / ค.ศ. 996) สังเคราะห์การสอนมาลิกีย์ให้เข้าถึงผู้เริ่มเรียนผ่านอัรริสาละฮ์ ชื่อของเขาแสดงว่าความรู้ไม่ได้หยุดที่ยุคอัฆละบียะฮ์ แม้ฟาฏิมียะฮ์ขึ้นอำนาจและย้ายศูนย์การเมืองไปมะฮ์ดียะฮ์ อุละมาอ์สุนนีย์กับชุมชนเมืองยังรักษาวงเรียน ตำรา และความสัมพันธ์ข้ามภูมิภาค มัสยิดจึงมีอำนาจทางวิชาการซึ่งไม่ตรงกับเส้นขึ้นลงของราชวงศ์เสมอไป
หอหนังสือรับต้นฉบับจากวะกัฟของผู้ปกครอง อุละมาอ์ และผู้ศรัทธา ราว ฮ.ศ. 410 / ค.ศ. 1019–1020 ฟาฏิมะฮ์ผู้เป็นพระพี่เลี้ยงในราชสำนักของบาดีสมอบอัลกุรอานเล่มใหญ่ซึ่งปัจจุบันเรียกมุศฮัฟอัลฮาฎินะฮ์แก่มัสยิด หน้ากระดาษหนัง เขียนอักษรกูฟีย์ด้วยหมึก สี และทอง แสดงทั้งฝีมือสำนักคัดกับบทบาทสตรีผู้อุปถัมภ์ ต้นฉบับบางส่วนกระจายสู่พิพิธภัณฑ์ในยุคสมัยใหม่ แต่ระเบียนวะกัฟยังเชื่อมชิ้นส่วนกลับสู่ชีวิตหนังสือของอัลก็อยเราะวาน
จากฟาฏิมียะฮ์สู่เมืองมรดกโลก
ฟาฏิมียะฮ์ยุติอำนาจอัฆละบียะฮ์ใน ฮ.ศ. 296 / ค.ศ. 909 และสร้างมะฮ์ดียะฮ์เป็นเมืองหลวงใหม่ใน ค.ศ. 921 ต่อมาผู้ปกครองท้องถิ่นซึ่งรับช่วงดูแลอิฟริกียะฮ์ยังอุปถัมภ์มัสยิด อัลมุอิซ อิบนุ บาดีสสร้างมักศูเราะฮ์ไม้แกะในคริสต์ศตวรรษที่ 11 เพื่อแยกพื้นที่ผู้ปกครองใกล้มิห์รอบ ฉากไม้ซึ่งจารึกอักษรกูฟีย์ทำให้ความปลอดภัยกับเกียรติยศของผู้ปกครองปรากฏภายในพื้นที่ละหมาด
การเคลื่อนของบะนู ฮิลาลใน ฮ.ศ. 449 / ค.ศ. 1057 กระทบเศรษฐกิจและประชากรอัลก็อยเราะวานอย่างหนัก เมืองสูญเสียฐานะเมืองหลวง แต่มัสยิดยังดึงผู้แสวงบุญ ผู้เรียน และผู้อุปถัมภ์ รัฐหัฟศียะฮ์เสริมกำแพง ประตู และลานในคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยเฉพาะงานราว ค.ศ. 1294 การซ่อมเหล่านี้ไม่ได้ลบแกนอัฆละบียะฮ์ หากประคองอาคารให้ทำหน้าที่ต่อภายใต้เมืองซึ่งมีขนาดและการเมืองเปลี่ยนไป
อัลก็อยเราะวานขึ้นทะเบียนมรดกโลกใน ค.ศ. 1988 โดยมัสยิดใหญ่เป็นแกนสำคัญของคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ ปัจจุบันอาคารยังเป็นศาสนสถาน ไม่ใช่เพียงซากโบราณ การอนุรักษ์จึงต้องรักษาพิธี การสัญจร และชุมชนพร้อมกับไม้ หิน กระเบื้อง และต้นฉบับอันเปราะบาง รูปที่เห็นรวมแกนคริสต์ศตวรรษที่ 9 กับส่วนเสริมหลายยุค ความยืนยาวของมัสยิดไม่ได้เกิดจากการไม่เปลี่ยน แต่เกิดจากการซ่อมและส่งต่อหน้าที่โดยไม่ทำลายโครงสร้างหลัก
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
ก่อตั้งอัลก็อยเราะวานและมัสยิดแรก
อุกบะฮ์ อิบนุ นาฟิอ์ตั้งเมืองค่ายกับศูนย์ละหมาดของฐานอุมัยยะฮ์ในอิฟริกียะฮ์
สร้างมัสยิดใหม่
แม่ทัพหะสันฟื้นศาสนสถานหลังความขัดแย้งปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7
ขยายสมัยบิชร อิบนุ ศ็อฟวาน
พื้นที่รองรับเมืองที่เติบโตและแกนหออะซานเริ่มเป็นรูปชัดขึ้น
เริ่มราชวงศ์อัฆละบียะฮ์
อิฟริกียะฮ์เข้าสู่ยุคปกครองกึ่งอิสระซึ่งลงทุนในเมือง น้ำ ป้อม และศาสนสถาน
ซิยาดะตุลลอฮ์ที่ 1 รื้อสร้างครั้งใหญ่
มัสยิดได้ขนาดกับโครงหลักซึ่งยังเป็นแกนของอาคารปัจจุบัน
มิห์รอบ โดม และมิมบัร
อบู อิบรอฮีม อะห์มัดเพิ่มงานซึ่งเชื่อมฝีมืออิฟริกียะฮ์กับวัสดุและเทคนิคจากตะวันออก
วะกัฟมุศฮัฟอัลฮาฎินะฮ์
ต้นฉบับอัลกุรอานขนาดใหญ่เข้าสู่หอหนังสือของมัสยิดผ่านการอุปถัมภ์ของสตรีราชสำนัก
เมืองเสียศูนย์กลางทางการเมือง
ความปั่นป่วนจากการเคลื่อนของบะนู ฮิลาลกระทบอัลก็อยเราะวาน แต่มัสยิดยังรักษาบทบาทศาสนาและวิชาการ