ผ้าจารึกและเสื้อคลุมเกียรติยศอับบาซียะฮ์
ในราชสำนักอับบาซียะฮ์ ผืนผ้าทำหน้าที่มากกว่าเครื่องนุ่งห่ม ผ้าราชสำนัก แถบจารึก และโรงทอของรัฐเชื่อมโยงกันภายใต้คำเฉพาะว่า “ฏิรอซ” ผืนที่หลงเหลือจำนวนมากมีแถบลายหรือข้อความอาหรับซึ่งทอ ปัก เขียน หรือพิมพ์ลงบนเนื้อผ้า แม้ตัวอย่างยุคต้นบางชิ้นตกแต่งด้วยลายล้วนโดยไม่มีจารึก เมื่อกาหลิบพระราชทานเครื่องแต่งกายแก่ขุนนาง ทูต หรือผู้รับตำแหน่งใหม่ ชื่อและคำอวยพรบนผ้าทำให้เกียรติยศนั้นผูกผู้รับเข้ากับผู้ปกครอง แต่ผ้าไม่ได้ออกจากราชสำนักทุกชิ้น โรงทอของรัฐมีหลายระดับ และช่างเอกชนยังทำสินค้าที่เลียนรูปแบบอักษรกับการตกแต่งของชนชั้นนำ หลักฐานส่วนใหญ่เหลือเป็นเศษผ้า การอ่านจึงต้องพิจารณาเส้นใย เทคนิค ข้อความ และแหล่งผลิตไปพร้อมกัน
ผ้าจารึก แถบอักษร และโรงทอที่ใช้ชื่อเดียวกัน
คำว่าฏิรอซมีรากจากภาษาเปอร์เซียที่เกี่ยวข้องกับงานปัก เมื่อเข้าสู่ภาษาอาหรับ ความหมายขยายเป็นผืนผ้าหรือเครื่องแต่งกายของราชสำนัก แถบข้อความบนชุด และโรงทอ ความหมายซ้อนกันทำให้บันทึกคำว่าฏิรอซไม่ได้บอกทันทีว่ากล่าวถึงโรงทอ เสื้อทั้งตัว หรือแถบผ้า อีกทั้งผ้ายุคต้นบางชิ้นไม่มีจารึก ผู้ศึกษาจึงต้องอ่านคำแวดล้อมและตรวจลวดลายก่อนกำหนดชนิดของหลักฐาน
ผ้าจารึกอาจเป็นลินิน ฝ้าย ขนสัตว์ ไหม หรือผ้าผสมซึ่งใช้เส้นยืนไหมกับเส้นพุ่งจากเส้นใยอื่น ข้อความเกิดจากการทอ ปัก เขียน พิมพ์ หรือปิดทอง แต่ละวิธีใช้เครื่องมือ เวลา และแรงงานต่างกัน จึงไม่มีรูปแบบเดียวครอบคลุมโลกอับบาซียะฮ์ เมืองในอิรัก อียิปต์ อิหร่าน และเยเมนใช้วัตถุดิบกับความชำนาญท้องถิ่นสร้างงานต่างกัน
คำจารึกทำให้ผ้าเป็นทั้งวัตถุใช้งานและพื้นผิวสื่อสาร ผู้สวมเคลื่อนไหวผ่านท้องพระโรง ถนน มัสยิด หรือขบวนพร้อมข้อความบนร่างกาย แถบบนแขน ไหล่ หรือผ้าโพกศีรษะช่วยให้คนรอบข้างเห็นลายกับอักษร แม้อ่านไม่ครบก็ยังรับรู้ความประณีตและความสัมพันธ์กับอำนาจ การแต่งกายจึงเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกับลำดับชั้นโดยไม่ต้องสร้างอนุสรณ์ถาวร
เสื้อคลุมเกียรติยศในพิธีของราชสำนัก
ราชสำนักอับบาซียะฮ์พระราชทานเครื่องแต่งกายในโอกาสแต่งตั้ง เลื่อนตำแหน่ง ต้อนรับทูต ยืนยันความภักดี หรือให้รางวัล ผู้รับสวมสิ่งที่เชื่อมกับผู้ให้ต่อหน้าพยาน จึงแสดงว่าตนได้รับการยอมรับในระเบียบราชสำนัก เสื้อคลุมเกียรติยศอาจเป็นส่วนหนึ่งของชุดซึ่งรวมเข็มขัดหรือผ้าโพกศีรษะ คุณค่าจึงเกิดจากวัสดุ พิธี และอำนาจของผู้มอบ
แถบจารึกระบุความสัมพันธ์ด้วยชื่อกาหลิบ พระนามเชิงเกียรติ คำขอพร และถ้อยคำยืนยันอำนาจ เมื่อสวมในที่สาธารณะ ข้อความคล้ายประกาศซึ่งเคลื่อนที่ไปพร้อมร่างกาย การมอบแก่ข้าราชการผูกเกียรติส่วนบุคคลเข้ากับตำแหน่งที่ราชสำนักรับรอง หากดุลการเมืองเปลี่ยน ผู้รับอาจได้ชุดใหม่จากผู้มีอำนาจรายใหม่ การเปลี่ยนเสื้อจึงสื่อการเปลี่ยนสายอุปถัมภ์
เศษผ้าที่มีพระนามกาหลิบไม่ได้พิสูจน์ว่าเคยเป็นเครื่องแต่งกายที่พระองค์สวมแล้วมอบแก่ผู้รับโดยตรง โรงทอเตรียมผ้าหรือชุดสำหรับแจกจ่ายตามคำสั่ง และวัตถุอาจเปลี่ยนเจ้าของผ่านของขวัญ มรดก หรือการขาย คำว่าเสื้อคลุมเกียรติยศจึงอธิบายธรรมเนียมโดยรวม แต่ต้องเปิดทางให้ความเป็นไปได้อื่นเมื่อชิ้นงานเหลือเพียงแถบ ไม่มีตะเข็บเดิม และไม่มีชื่อผู้รับ
โรงทอเฉพาะราชสำนัก งานของรัฐ และตลาดเอกชน
เอกสารกับจารึกกล่าวถึงโรงทอเฉพาะสำหรับกาหลิบกับราชสำนัก และหน่วยผลิตของรัฐซึ่งทำสินค้าให้ชนชั้นนำหรือวงตลาดกว้างกว่า เส้นแบ่งไม่ได้ชัดเท่ากันทุกเมือง โรงทอเฉพาะราชสำนักเน้นความต้องการของผู้ปกครองกับพิธี ส่วนหน่วยผลิตสำหรับวงกว้างอาจรับคำสั่ง จัดเก็บ หรือจำหน่ายผ้าหลายระดับ ทั้งสองแบบใช้พระนามกาหลิบและเทคนิคคล้ายกันได้
นอกระบบรัฐมีช่างกับผู้ค้าซึ่งผลิตผ้าจารึกแก่ผู้ซื้อทั่วไป ความนิยมของอักษรเปิดตลาดให้คำอวยพร วลีศาสนา ลายที่อ่านไม่ครบ และรูปแบบเลียนงานราชสำนัก สินค้าเหล่านี้ไม่ต้องมีคำสั่งจากกาหลิบ การมีอักษรอาหรับหรือแถบตรงต้นแขนจึงไม่พอให้จัดเป็นของพระราชทาน และคำว่าฏิรอซในทะเบียนพิพิธภัณฑ์อาจเป็นชื่อประเภทมากกว่าหลักฐานผู้ว่าจ้าง
วัสดุชั้นดีไม่ได้ตอบเรื่องสังกัดโดยลำพัง ราชสำนักอาจใช้ผ้าเรียบสำหรับงานจำนวนมาก ขณะที่พ่อค้ามั่งคั่งสั่งไหมกับด้ายโลหะจากช่างเอกชนได้ จารึกพระนามกาหลิบยังอาจออกจากหน่วยผลิตของรัฐหลายประเภท การจำแนกจึงต้องดูสูตรข้อความ สถานที่ ปีผลิต โครงสร้างผ้า รอยตะเข็บ และวัตถุเปรียบเทียบ เพื่อแยกระบบอุปถัมภ์ออกจากตลาดที่เติบโตข้างกัน
จากเส้นใยสู่ตัวอักษรบนผืนผ้า
ก่อนข้อความปรากฏบนผ้า ต้องมีการจัดหาเส้นใย ปั่นด้าย ฟอก ย้อม ทอ ตัดเย็บ และตกแต่ง ลินินเริ่มจากต้นแฟลกซ์ซึ่งต้องแช่และแยกเส้นใย ฝ้ายต้องปั่นให้สม่ำเสมอ ส่วนไหมพึ่งการเลี้ยงหนอนไหมหรือการค้าระยะไกล โรงทอจึงเชื่อมชนบทผู้ผลิตวัตถุดิบกับช่างเมืองและคลังของรัฐ ความล่าช้าขั้นหนึ่งยังกระทบกำหนดส่งของพระราชทานสำหรับพิธีหรือคณะทูต
ช่างทอสร้างพื้นผ้าก่อนส่งให้ผู้ปักหรือผู้เขียนข้อความ ในบางชิ้น อักษรถูกวางพร้อมโครงสร้างการทอ ทำให้แถบเป็นส่วนเดียวกับผืน ในบางชิ้น ด้ายไหมถูกปักบนลินินหรือฝ้ายที่ทอเสร็จแล้ว การกำหนดแนวบรรทัด ระยะตัวอักษร และจำนวนคำต้องประสานระหว่างผู้ร่างข้อความกับผู้ลงมือ หากพื้นที่ไม่พอ อักษรอาจย่อ เบียด หรือจบกลางสูตร รอยผิดจึงไม่ใช่เพียงความบกพร่อง แต่เปิดให้เห็นข้อจำกัดของการเปลี่ยนภาษาเขียนเป็นงานเส้นใย
ชื่อช่างปรากฏน้อยกว่าชื่อผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ หรือโรงทอ จึงไม่ควรเล่าเหมือนกาหลิบสร้างผ้าด้วยพระองค์เอง เบื้องหลังหนึ่งผืนมีแรงงานหลายกลุ่มซึ่งอาจทำงานคนละอาคาร การตรวจความแน่นของเส้น สี ขนาด และข้อความช่วยควบคุมสินค้าก่อนเข้าคลัง หลักฐานชิ้นเล็กทำให้มองไม่เห็นบัญชีกับชีวิตแรงงานส่วนใหญ่ แต่ความสม่ำเสมอยังบอกการวางแผนและทักษะในหน่วยผลิต
ถ้อยคำซึ่งเป็นทั้งจารึกและลวดลาย
สูตรจารึกอย่างเป็นทางการมักเริ่มด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ตามด้วยคำสรรเสริญ คำขอพรแก่ท่านนบี คำอวยพรแก่กาหลิบ พระนามกับตำแหน่ง และบางครั้งจบด้วยสถานที่กับปีผลิต องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ผืนผ้าเป็นหลักฐานกำหนดอายุได้หากข้อความเหลือพอ การสะกดพระนามหรือระบุปีตามฮิจเราะห์ยังช่วยเชื่อมวัตถุกับรัชสมัย แม้วันที่บนผ้าจะบอกเวลาผลิต ไม่ได้บอกวันพระราชทานหรือระยะเวลาที่ผู้รับใช้งาน
อักษรกูฟีย์ซึ่งมีเส้นตั้งกับแนวนอนเด่นเหมาะกับการจัดเป็นแถบ แต่ช่างปรับสัดส่วนให้เข้ากับจังหวะของด้าย ตัวอักษรจึงทำหน้าที่พร้อมกันเป็นข้อความและลวดลาย ผู้ชมบางคนอ่านสูตรได้ ขณะที่บางคนรับรู้เพียงเส้นซ้ำกับสีตัดพื้น ต่อมามีการเติมใบไม้ ปลายอักษร หรือส่วนประดับให้แน่นขึ้น ความงามไม่ได้แยกจากความหมายทางการเมือง เพราะการลงทุนทำอักษรให้เด่นช่วยเพิ่มพลังแก่พระนามและคำอวยพรที่ผู้สวมพาเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ
ผ้าตลาดจำนวนหนึ่งใช้คำขอพรหรือรูปคล้ายอักษรโดยไม่เป็นประโยคสมบูรณ์ ความผิดกับลายที่อ่านไม่ได้อาจเกิดจากชิ้นงานขาด การคัดคลาดเคลื่อน หรือความต้องการรูปลักษณ์ของงานเขียนมากกว่าเนื้อหาทุกคำ การเห็นเส้นแบบกูฟีย์จึงไม่ควรนำไปสู่การเติมพระนามตามคาดเดา นักจารึกศาสตร์ต้องบันทึกส่วนที่เห็น แยกรอยขาดจากช่องว่างเดิม และเปรียบเทียบหลายชิ้นก่อนเสนอข้อความคืนรูป
เศษผ้า ฮ.ศ. 320 ในรัชสมัยอัลมุกตะดิร
เศษผ้าหมายเลข 31.106.55b ของพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทันเป็นหลักฐานตรงจากปลายรัชสมัยกาหลิบญะอ์ฟัร อัลมุกตะดิร พิพิธภัณฑ์กำหนดแหล่งผลิตว่าอิรักและลงวันที่ ฮ.ศ. 320 / ค.ศ. 932–933 พื้นเป็นลินินทอลายขัด ปักข้อความด้วยไหม วัตถุเหลือเป็นสองส่วนขนาดไม่ใหญ่ จึงไม่เห็นรูปทรงเครื่องแต่งกายทั้งหมด แม้กระนั้น ปีในจารึกช่วยยึดวัตถุเข้ากับช่วงเวลาซึ่งราชสำนักแบกแดดเผชิญการแข่งขันภายในและแรงกดดันทางการคลัง
ข้อความที่เหลือเอ่ยถึงญะอ์ฟัรในฐานะอิมาม ใช้พระนามอัลมุกตะดิร บิลลาฮ์และตำแหน่งผู้นำผู้ศรัทธา ตามด้วยคำขอให้อัลลอฮ์ทรงยืดวันเวลาของพระองค์ อีกช่วงกล่าวว่าสิ่งนี้ทำขึ้นในโรงทอเมื่อปีสามร้อยยี่สิบ จารึกจึงรวมคำอวยพร พระนามทางการ หน่วยผลิต และเวลาไว้ในพื้นที่แคบ การระบุปีไม่ได้ทำให้รู้วันเดือนแน่นอน เพราะหนึ่งปีฮิจเราะห์คร่อมปีคริสต์ศักราชสองปีตามที่พิพิธภัณฑ์บันทึก
ข้อความสั้นอีกส่วนอ่านได้ว่าอับดุลลอฮ์ แต่หลักฐานเท่านี้ยังไม่พอระบุว่าเป็นช่าง เจ้าหน้าที่ ผู้รับ หรือบุคคลในสายการผลิต การเรียกชื่อนี้ว่าลายเซ็นช่างจะเกินกว่าสิ่งที่ผืนผ้าบอก เช่นเดียวกับคำว่าอิรักซึ่งเป็นการกำหนดแหล่งผลิตของพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้ระบุอาคารหรือย่านในแบกแดดโดยตรง รอยปักด้านหน้าเพียงอย่างเดียวไม่พอระบุหน้าที่ของชื่ออับดุลลอฮ์ การตรวจด้านหลัง ชนิดเส้นด้าย และรอยต่อของชิ้นจริงยังจำเป็นต่อการแยกงานเดิมออกจากการซ่อมภายหลัง
พระนามจากแบกแดดบนผ้าซึ่งผลิตในหัวเมือง
อำนาจของอับบาซียะฮ์ไม่ได้ผลิตผ้าทุกผืนในนครหลวง สถานทอสำคัญอยู่ตามหัวเมืองซึ่งมีเส้นใย ช่าง และทางขนส่งพร้อม แล้วใช้สูตรจารึกเชื่อมผลผลิตเข้ากับผู้ปกครองส่วนกลาง เศษผ้าจากดุมยาฏในอียิปต์ลงวันที่ ฮ.ศ. 328 / ค.ศ. 939–940 ระบุทั้งสถานที่กับปีผลิตและเก็บพระนามกาหลิบอับบาซียะฮ์สองพระองค์ไว้ วัตถุจึงแสดงว่าข้อความทางราชสำนักเดินทางไกลจากแบกแดดผ่านระบบปกครองระดับภูมิภาค
เวลานั้นอียิปต์อยู่ใต้ผู้ปกครองอิคชีดียะฮ์ซึ่งบริหารพื้นที่ในนามอับบาซียะฮ์แต่มีฐานกำลังของตนเอง การให้พระนามกาหลิบอยู่บนผ้าไม่แปลว่าราชสำนักควบคุมทุกขั้นตอนรายวัน จารึกแสดงการยอมรับเชิงสัญลักษณ์ซึ่งทำงานร่วมกับอำนาจท้องถิ่น เจ้าหน้าที่หัวเมืองดูแลแรงงาน รายได้ และการส่งมอบ ขณะที่ชื่อส่วนกลางช่วยรับรองระเบียบการเมือง เมื่อดุลอำนาจเปลี่ยน สูตรบนผ้าก็เปลี่ยนตามผู้ที่หัวเมืองยอมรับ
หลังกลางคริสต์ศตวรรษที่ 10 คู่แข่งทางการเมืองใช้พระนามและโรงทอของตนเอง ส่วนในอิรัก ผู้มีอำนาจทหารกับราชวงศ์ท้องถิ่นอาจปรากฏในจารึกเคียงกับระเบียบกาหลิบ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผ้าจารึกเป็นหลักฐานของการต่อรอง ไม่ใช่เพียงกระบอกเสียงทางเดียวจากนครหลวง นักประวัติศาสตร์เปรียบปี สถานที่ พระนาม และตำแหน่งบนผ้ากับเหรียญ เอกสาร และพงศาวดาร เพื่อดูว่าผู้ปกครองแต่ละระดับประกาศความสัมพันธ์กันอย่างไร
การซื้อขาย การตัดใช้ใหม่ และชีวิตหลังพิธี
เมื่อพิธีจบ เสื้อคลุมยังมีมูลค่าในฐานะทรัพย์สิน ผ้าเนื้อดีสามารถเก็บ มอบต่อ ขาย ตัดแบ่ง หรือเย็บเข้ากับชุดใหม่ได้ ผู้รับอาจรักษาแถบพระนามไว้แม้พื้นผ้าส่วนอื่นสึก เพราะจารึกเป็นส่วนซึ่งบอกเกียรติกับที่มา ตลาดมือสองจึงทำให้ผ้าเดินทางออกจากวงข้าราชการไปสู่ครอบครัว พ่อค้า และช่างตัดเย็บ การเปลี่ยนเจ้าของไม่ได้ลบความหมายเดิมทั้งหมด แต่เพิ่มประวัติการใช้ซึ่งมักไม่ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
ช่างเอกชนตอบสนองความต้องการด้วยผ้าซึ่งมีคำอวยพรและลายอักษรคล้ายงานทางการ ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการจึงสวมความสง่างามแบบราชสำนักได้ บางข้อความยกอำนาจสูงสุดให้อัลลอฮ์โดยไม่เอ่ยชื่อผู้ปกครอง บางชิ้นเน้นการปกป้อง ความเจริญ หรือความสุข งานเหล่านี้ชี้ว่าภาษาอักษรบนผ้าแพร่สู่ชีวิตเมืองและศาสนา การเรียกทั้งหมดว่าเครื่องแบบของรัฐจะลบผู้ผลิตเอกชนกับผู้ซื้อทั่วไปออกจากประวัติศาสตร์
เศษลินินจำนวนมากรอดในอียิปต์เพราะสภาพแห้งและการนำผ้าไปใช้ห่อศพ แถบจารึกอาจถูกตัดจากเครื่องแต่งกายเก่าแล้ววางบนร่างผู้เสียชีวิต การพบในหลุมศพจึงบอกช่วงสุดท้ายของวัตถุ ไม่รับรองว่าผลิตขึ้นเพื่อเป็นผ้าห่อศพตั้งแต่แรก ขณะเดียวกัน ผ้าจากภูมิอากาศชื้นในอิรักสูญสลายง่ายกว่า จำนวนชิ้นที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์จึงสะท้อนเงื่อนไขการเก็บรักษาและการขุดค้น ไม่ใช่สัดส่วนการผลิตจริงของแต่ละภูมิภาค
เศษผ้าในพิพิธภัณฑ์กับประวัติที่ขาดหาย
พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่เก็บแถบผ้าซึ่งถูกตัดออกจากชุดก่อนเข้าสู่คอลเลกชัน ตะเข็บ ขนาดร่างกาย และตำแหน่งสวมจึงหายไปพร้อมบริบท การซ่อมติดบนแผ่นรองช่วยรักษาเส้นใยแต่ทำให้มองด้านหลังยาก ประวัติการครอบครองของหลายชิ้นเริ่มชัดเมื่อเข้าสู่ตลาดศิลปะในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิจัยต้องแยกข้อมูลซึ่งอ่านจากวัตถุได้โดยตรงออกจากข้อมูลที่ผู้ค้า เจ้าของเดิม หรือทะเบียนรุ่นเก่าระบุโดยไม่มีหลักฐานภาคสนาม
การตรวจเส้นใย กล้องขยาย สีย้อม และวิธีเย็บช่วยระบุการผลิตกับการซ่อม ส่วนการอ่านอักษรช่วยกำหนดบุคคลและปี ทั้งสองทางต้องทำงานร่วมกัน จารึกแท้อาจถูกเย็บบนพื้นผ้าคนละยุค หรือเศษสองชิ้นอาจถูกนำมาประกอบเพราะมีสีใกล้กัน การเผยแพร่ภาพความละเอียดสูงกับข้อมูลสาธารณะเปิดให้เปรียบเทียบคอลเลกชันข้ามประเทศ แต่ข้อเสนอใหม่ควรยอมรับระดับความแน่นอนและแก้ไขได้เมื่อมีผลตรวจเพิ่ม
ผ้าจารึกเผยอารยธรรมอับบาซียะฮ์ผ่านสิ่งซึ่งสัมผัสร่างกายทุกวัน ราชสำนักใช้เส้นใยกับถ้อยคำสร้างเกียรติและความภักดี หัวเมืองใช้โรงทอเชื่อมอำนาจท้องถิ่นกับนครหลวง ส่วนช่างเอกชนเปลี่ยนภาษาของชนชั้นนำให้เป็นสินค้าในตลาด เมื่อรักษาความแตกต่างระหว่างโรงทอเฉพาะราชสำนัก หน่วยผลิตของรัฐ และงานเอกชน เศษผ้าเล็กๆ จึงอธิบายทั้งพิธี การบริหาร แรงงาน การค้า และความทรงจำ โดยไม่ทำให้จารึกทุกชิ้นกลายเป็นพระราชทรัพย์
เส้นเวลาและการเปลี่ยนแปลง
ธรรมเนียมมอบผ้าและเครื่องแต่งกายมีรากเดิม
ราชสำนักในตะวันออกกลางใช้ผ้าชั้นดีเป็นของขวัญกับเครื่องหมายสถานะมาก่อนอับบาซียะฮ์ ผู้ปกครองมุสลิมรับและปรับธรรมเนียมเข้าสู่พิธีของตน
อับบาซียะฮ์ขึ้นสู่อำนาจ
ราชวงศ์ใหม่สร้างภาษาเครื่องแต่งกายกับพิธีพระราชทานซึ่งเชื่อมข้าราชการและผู้แทนหัวเมืองเข้ากับกาหลิบ
ผ้าจารึกลงวันที่จากยุคอับบาซียะฮ์
ชิ้นงานซึ่งรักษาปีฮิจเราะห์ไว้แสดงว่าการบันทึกเวลาในแถบผ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางการและช่วยให้นักวิชาการกำหนดอายุได้
อัลมุกตะดิรขึ้นเป็นกาหลิบ
รัชสมัยยาวกว่าสองทศวรรษทิ้งผ้าจารึกหลายชิ้นซึ่งเอ่ยพระนาม ตำแหน่ง และคำขอพรภายในระบบผลิตของอิรักกับหัวเมือง
ผ้าจากอียิปต์เอ่ยพระนามอัลมุกตะดิร
จารึกบนลินินกับไหมระบุว่าผลิตในอียิปต์ แสดงการใช้พระนามกาหลิบจากแบกแดดบนสินค้าของโรงทอหัวเมือง
เศษผ้าอิรักบันทึกปีผลิต
ชิ้นงานหมายเลข 31.106.55b เอ่ยญะอ์ฟัร อัลมุกตะดิรกับโรงทอ ใช้ลินินทอลายขัดและปักไหมตามข้อมูลพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทัน
ดุมยาฏบันทึกพระนามจากนครหลวง
ผ้าลินินปักไหมระบุเมืองกับปีและเอ่ยกาหลิบอับบาซียะฮ์สองพระองค์ ขณะที่อิคชีดียะฮ์บริหารอียิปต์ในระดับภูมิภาค
ผ้าจารึกสมัยอัลกอดิรในแบกแดด
เศษผ้าฝ้ายปักไหมที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะคลีฟแลนด์แสดงว่าธรรมเนียมพระนามกับคำอวยพรยังดำเนินต่อท่ามกลางอำนาจการเมืองหลายชั้น