เหตุใดอิหม่ามฮะนะฟีย์จึงปรากฏอยู่ในฏ็อบะกอตชาฟิอีย์

อ่านประมาณ 7 นาที

เวลาเปิดหนังสือฏ็อบะกอตของสำนักใดสำนักหนึ่ง เป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะเผลอคิดว่าชื่อทุกชื่อในนั้นต้องเป็นคนของสำนักนั้นด้วย แต่หนังสือประเภทนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนทะเบียนสมาชิกเสมอไป ผู้เขียนอาจเก็บชื่อคนหนึ่งไว้เพราะเขาเป็นศิษย์ เป็นผู้ถ่ายทอด เป็นคู่สนทนา หรือเพียงเพราะมีรายงานบางเรื่องของเขาที่เกี่ยวข้องกับสายวิชาการซึ่งหนังสือกำลังบันทึกอยู่

กรณีของอิศอม อิบนุ ยูซุฟ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 210 ตามอิบนุ ฮิบบาน; มีรายงานอีกสายระบุ ฮ.ศ. 215) เห็นภาพนี้ได้ชัด ชื่อของเขาถูกนำไปกล่าวถึงในหนังสือฏ็อบะกอตของอัลอับบาดีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 458) และในฉบับชำระของงานฏ็อบะกอตอีกเล่มหนึ่ง รายการของอิศอมยังถูกชี้กลับไปยัง “ฏ็อบะกอตของอัลอับบาดีย์ หน้า 41” อีกด้วย แต่ถ้าหยุดอ่านเพียงตรงชื่อและตำแหน่งที่มันปรากฏ เราอาจพาตัวเองไปสู่ข้อสรุปผิดได้ง่ายว่าเขาคงเป็นหนึ่งในปราชญ์ชาฟิอีย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ เราไม่จำเป็นต้องเดาเองว่าชื่อของเขาเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เพราะแหล่งชาฟิอีย์รุ่นหลังอธิบายเหตุผลเอาไว้ค่อนข้างตรง และเมื่อย้อนกลับไปดูข้อความฟิกฮ์ที่ทำให้ชื่อของอิศอมถูกกล่าวถึง เรื่องทั้งหมดก็เริ่มต่อกันได้พอดี

ชื่อของเขาเข้ามาพร้อมรายงานจากอัชชาฟิอีย์

เรื่องเริ่มจากปัญหาพินัยกรรมที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับชีวประวัติของนักวิชาการเลย อันนะวาวีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 676) กล่าวในงานฟิกฮ์ของเขาถึงกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ “คนยากจน” หรือ “คนขัดสน” ว่าคำสองคำนี้เมื่อใช้แยกกันจะครอบคลุมอีกกลุ่มหนึ่งด้วยหรือไม่ หลังจากยกทัศนะที่เป็นที่รู้จักของมัสฮับแล้ว เขากล่าวถึงอีกทัศนะหนึ่ง และตรงนี้เองที่ชื่อของอิศอมปรากฏขึ้น

وفي قول : ما أوصى به للفقراء ، لا يصرف إلى المساكين ، ويجوز عكسه ، رواه عصام بن يوسف عن الشافعي رضي الله عنه ، والمشهور الأول .

“และมีอีกทัศนะหนึ่งว่า หากผู้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ไว้แก่คนยากจน ก็ไม่นำไปจ่ายแก่คนขัดสน แต่กรณีกลับกันทำได้ อิศอม อิบนุ ยูซุฟรายงานทัศนะนี้จากอัชชาฟิอีย์ และทัศนะที่เป็นที่รู้จักคือทัศนะแรก” [1]

ประโยคที่สำคัญสำหรับเรื่องของเราไม่ใช่รายละเอียดของข้อวินิจฉัยเรื่องพินัยกรรม แต่อยู่ตรงคำว่า “อิศอม อิบนุ ยูซุฟรายงานทัศนะนี้จากอัชชาฟิอีย์” อัชชาฟิอีย์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 204) จึงเข้ามาเชื่อมกับชื่อของอิศอมผ่านการถ่ายทอดรายงานหนึ่ง ไม่ใช่ผ่านประโยคที่ประกาศว่าอิศอมเป็นคนของมัสฮับชาฟิอีย์

ถ้าอ่านเพียงประโยคนี้ เราอาจยังสงสัยอยู่ได้ว่าอิศอมมีสถานะอย่างไร เพราะการถ่ายทอดจากอัชชาฟิอีย์ด้วยตัวมันเองยังไม่บอกว่าเขาสังกัดสำนักใด แต่เมื่อไปถึงอิบนุลมุลักกิน (เสียชีวิต ฮ.ศ. 804) ความกำกวมนี้แทบหมดไป เขาใส่ชื่อ “عصام بن يوسف” ไว้เป็นรายการหนึ่งในงานฏ็อบะกอตของตน และเชิงอรรถของฉบับชำระชี้กลับไปยังฏ็อบะกอตของอัลอับบาดีย์ หน้า 41 จากนั้นตัวข้อความก็เตือนผู้อ่านตรงๆ ว่าอย่าเข้าใจสถานะของบุคคลจากการที่ชื่อมาอยู่ในเล่มนี้เพียงอย่างเดียว

وينبغي أن يعلم أن هذا ليس من أصحابنا وإنما هو من أئمة الحنفية. وقد ذكره العبادى أيضًا في "طبقاته" لأجل هذه الحكاية فقط.

“ตรงนี้ควรรู้ไว้ว่า บุคคลผู้นี้ไม่ได้เป็นหนึ่งในปราชญ์ของสำนักเรา แต่เป็นหนึ่งในอิหม่ามฮะนะฟีย์ และอัลอับบาดีย์เองก็ใส่ชื่อเขาไว้ใน “ฏ็อบะกอต” เพราะรายงานเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว” [2]

ข้อความนี้แทบตอบคำถามของชื่อเรื่องทั้งหมดในคราวเดียว อิบนุลมุลักกินไม่ได้เพียงบอกว่าอิศอมเป็นฮะนะฟีย์ แต่ยังอธิบายด้วยว่าทำไมอัลอับบาดีย์จึงนำชื่อเขาเข้าไปไว้ในฏ็อบะกอตชาฟิอีย์ เหตุผลไม่ใช่เพราะต้องการนับเขาเข้าเป็นสมาชิกของมัสฮับ แต่เพราะมีรายงานจากอัชชาฟิอีย์ที่ผูกอยู่กับชื่อของเขา

ตรงนี้ทำให้เห็นธรรมชาติของหนังสือฏ็อบะกอตได้ดีขึ้น หนังสือหนึ่งเล่มอาจมีแกนกลางเป็นนักวิชาการของสำนักใดสำนักหนึ่ง แต่ขอบเขตของข้อมูลที่จำเป็นต้องบันทึกไม่ได้หยุดอยู่ตรงเส้นแบ่งของสำนักเสมอไป เมื่อประวัติศาสตร์การเรียน การถ่ายทอด และการถกเถียงข้ามกันไปมา ชื่อของคนจากอีกสำนักก็สามารถเข้ามาอยู่ในเล่มได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสังกัดตามตำแหน่งของชื่อบนหน้ากระดาษ

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประโยคอย่าง “พบชื่อเขาในฏ็อบะกอตชาฟิอีย์” ยังไม่เพียงพอสำหรับการสรุปว่า “เขาเป็นชาฟิอีย์” สิ่งที่ต้องถามต่อคือ เขาถูกกล่าวถึงในฐานะอะไร และผู้เขียนใส่ชื่อเขาไว้เพราะเหตุใด กรณีนี้โชคดีตรงที่ตัวแหล่งบอกเหตุผลแก่เราเองอย่างชัดเจน

อยู่ในฏ็อบะกอต แต่ไม่ได้อยู่ในมัสฮับ

เมื่อออกจากวรรณกรรมชาฟิอีย์แล้วหันไปดูแหล่งชีวประวัติฮะนะฟีย์ ภาพก็ยิ่งชัดขึ้น “อัลญะวาฮิร อัลมุฎียะฮ์” บันทึกชื่อเต็มของเขาว่า عصام بن يوسف بن ميمون بن قدامة أبو عصمة البلخي และจัดชีวประวัติของเขาไว้ในฏ็อบะกอตฮะนะฟีย์โดยตรง แหล่งนี้กล่าวว่าเขาเป็นนักหะดีษ เป็นผู้มั่นคงในการรายงาน และเขากับอิบรอฮีมผู้เป็นพี่น้องเป็นชัยค์สำคัญของเมืองบัลค์ในยุคนั้น พร้อมเล่าเหตุการณ์ที่อิศอมอยู่ในวงซึ่งมีบรรดาสหายของอบู ฮะนีฟะฮ์ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 150) หลายคน รวมถึงอบู ยูซุฟ (เสียชีวิต ฮ.ศ. 182) ด้วย [3]

รายละเอียดนี้มีน้ำหนักเพราะมันไม่ได้อาศัยการเรียกเขาว่า “ฮะนะฟีย์” อย่างลอยๆ แต่พาเราเห็นตำแหน่งของเขาในเครือข่ายนักวิชาการจริง เขาอยู่ในโลกวิชาการของบัลค์ มีความสัมพันธ์กับนักหะดีษ และปรากฏอยู่ในความทรงจำของสายฮะนะฟีย์รุ่นแรก หนังสือเล่มเดียวกันยังบันทึกปีเสียชีวิต ฮ.ศ. 210 และเก็บอีกรายงานหนึ่งไว้ด้วยว่ามีผู้ระบุ ฮ.ศ. 215 จึงเป็นที่มาของความต่างเรื่องปีเสียชีวิตที่ยังพบได้ในแหล่งชีวประวัติ

อิบนุ ฮิบบาน (เสียชีวิต ฮ.ศ. 354) ให้หลักฐานที่เก่ากว่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ในงานชีวประวัติของเขา เขาระบุชื่อ عصام بن يوسف بن ميمون بن قدامة البلخي กล่าวถึงพี่น้องของเขา การถ่ายทอดหะดีษ และบอกว่าเขาเป็น “ผู้มีงานด้านหะดีษและมั่นคงในการรายงาน แม้บางครั้งจะผิดพลาด” พร้อมระบุว่าเสียชีวิต ฮ.ศ. 210 แหล่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินมัสฮับของเขาโดยตรง แต่ช่วยยืนยันว่าเรากำลังตามบุคคลคนเดียวกัน ไม่ใช่ชื่อคล้ายกันที่ถูกนำมาปะปนภายหลัง [4]

เมื่อข้อมูลจากสองฝั่งมาวางข้างกัน เราจึงเห็นภาพที่เป็นธรรมชาติกว่าเดิม อิศอมเป็นบุคคลที่แหล่งฮะนะฟีย์นับอยู่ในเครือข่ายของตน แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็สามารถถ่ายทอดคำจากอัชชาฟิอีย์ และเพราะรายงานนั้นเอง ชื่อของเขาจึงมีประโยชน์ต่อผู้เขียนฏ็อบะกอตชาฟิอีย์ จนถูกเก็บเข้ามาไว้ในหนังสือ

ยังมีรายละเอียดอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยป้องกันความเข้าใจผิดจากอีกด้าน แหล่งชีวประวัติฮะนะฟีย์รุ่นหลังกล่าวถึงการที่อิศอมยกมือขณะรุกูอ์และหลังเงยขึ้น ซึ่งต่างจากทัศนะที่เป็นที่รู้จักของอบู ฮะนีฟะฮ์ในประเด็นนี้ ผู้เขียนไม่ได้ใช้ความเห็นต่างดังกล่าวเพื่อผลักอิศอมออกจากสำนัก ตรงกันข้าม เขากล่าวสั้นๆ ว่า

ومع ذلك هو معدود في الحنفية

“ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังถูกนับอยู่ในหมู่ฮะนะฟีย์” [5]

ประโยคสั้นๆ นี้ทำให้ภาพสมบูรณ์ขึ้น การสังกัดมัสฮับไม่ได้ถูกตัดสินจากข้อเท็จจริงเพียงชิ้นเดียว การที่นักวิชาการฮะนะฟีย์รายงานทัศนะจากอัชชาฟิอีย์ ไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นชาฟิอีย์โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการที่เขาเห็นต่างจากอบู ฮะนีฟะฮ์ในปัญหาหนึ่ง ก็ไม่ได้ทำให้เขาหลุดออกจากการถูกนับอยู่ในหมู่ฮะนะฟีย์

ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้กรณีของอิศอม อิบนุ ยูซุฟน่าสนใจสำหรับปกิณกะตำรา เรื่องไม่ได้อยู่เพียงที่เราต้องแก้ป้ายชื่อจาก “ชาฟิอีย์” เป็น “ฮะนะฟีย์” แต่ทำให้เห็นว่าการอ่านหนังสือชีวประวัติต้องอ่านให้ลึกกว่าชื่อหมวดและตำแหน่งของรายการ บางชื่อเข้ามาอยู่ในเล่มเพราะความสัมพันธ์เพียงเส้นเดียว ขณะที่ตัวบุคคลมีชีวิตทางวิชาการที่กว้างกว่าเส้นแบ่งของสารบัญมาก

ดังนั้น เวลาเจอชื่อใครสักคนในฏ็อบะกอต คำถามแรกอาจไม่ควรเป็นเพียง “เขาอยู่ในมัสฮับนี้หรือไม่” แต่ควรถามด้วยว่า “เขาเข้ามาอยู่ในหนังสือเล่มนี้เพราะอะไร” เขาอาจเป็นศิษย์ เป็นอาจารย์ เป็นผู้ถ่ายทอด เป็นคู่ถกเถียง หรือเพียงเป็นเจ้าของรายงานหนึ่งที่ผู้เขียนไม่ต้องการปล่อยให้หลุดหายไป

กรณีนี้จึงเป็นคำเตือนเล็กๆ ที่มีประโยชน์มาก: ตำแหน่งของชื่อบนหน้าหนังสือกับสังกัดทางวิชาการของเจ้าของชื่อ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป และบางครั้งเพียงอ่านต่ออีกไม่กี่บรรทัด ตัวผู้เขียนก็อาจกำลังเตือนเราเรื่องนั้นอยู่แล้ว

แหล่งอ้างอิง

  • 1النووي، أبو زكريا محيي الدين يحيى بن شرف (ت 676هـ). روضة الطالبين وعمدة المفتين. تحقيق زهير الشاويش. بيروت، دمشق، عمّان: المكتب الإسلامي، الطبعة الثالثة، 1412هـ/1991م. كتاب الوصايا، المسألة السادسة في الوصية للفقراء والمساكين. · แหล่งข้อมูล ↗ · สืบค้น 2026-08-24
  • 2ابن الملقن، سراج الدين أبو حفص عمر بن علي بن أحمد الشافعي المصري (ت 804هـ). العقد المذهب في طبقات حملة المذهب. تحقيق أيمن نصر الأزهري وسيد مهني. بيروت: دار الكتب العلمية، الطبعة الأولى، 1417هـ/1997م. ترجمة عصام بن يوسف، رقم 14. · แหล่งข้อมูล ↗ · สืบค้น 2026-08-24
  • 3القرشي، محيي الدين عبد القادر بن محمد بن نصر الله الحنفي (ت 775هـ). الجواهر المضية في طبقات الحنفية. كراتشي: مير محمد كتب خانه، ج 1، ص 347، ترجمة رقم 961. · แหล่งข้อมูล ↗ · สืบค้น 2026-08-24
  • 4ابن حبان، أبو حاتم محمد بن حبان البستي (ت 354هـ). الثقات. حيدر آباد الدكن: دائرة المعارف العثمانية، الطبعة الأولى، 1393هـ/1973م، ج 8، ص 521. · แหล่งข้อมูล ↗ · สืบค้น 2026-08-24
  • 5اللكنوي، أبو الحسنات محمد عبد الحي بن محمد عبد الحليم الأنصاري (ت 1304هـ). الفوائد البهية في تراجم الحنفية. تصحيح وتعليق محمد بدر الدين أبو فراس النعساني. مصر: مطبعة السعادة، الطبعة الأولى، 1324هـ، ص 116. · สืบค้น 2026-08-24